เสียงทุกอย่างเงียบลงทันทีหลังจากนั้น ควันสีเทาลอยคลุ้งในอากาศ ผ่านไปไม่กี่วินาที— ลมเย็นพัดผ่านซอย ควันค่อย ๆ จางลง
และสิ่งที่ปรากฏขึ้นคือ… ซอยที่ว่างเปล่า
ไม่มีตะขาบ ไม่มีตะขาบยักษ์ ไม่มีรอยระเบิด ไม่มีเลือด พื้นปูนยังคงเรียบเหมือนเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
มีเพียงเรเวนที่ยืนอยู่คนเดียวกลางซอย ร่างของเขาเต็มไปด้วยตะขาบ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง
“……” เขาค่อย ๆ ก้มลงมองมือของตัวเอง ไม่มีระเบิด ไม่มีแม้แต่สลัก
เรเวนหายใจช้า ๆนักฆ่าระดับเขาใช้เวลาสองวินาทีในการทำความเข้าใจ แล้วเขาก็หัวเราะออกมาเบา ๆ
"แช๊ค"
เสียงจุดไฟดังขึ้นด้านหลัง ไม่ใช่เสียงที่ปรากฏตัวอย่างน่ากลัวเหมือนเมื่อครู่
เรเวนหันกลับไป เป็นอินคายืนพิงกำแพงซอย ห่างออกไปประมาณสิบเมตร มือข้างนึงล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงอีกข้างคีบมวนบุหรี่ กำลังเหมือนคนที่ยืนดูอะไรสนุกๆมานาน
“การต่อสู้เมื่อกี้…” เรเวนพูด “…ไม่เคยเกิดขึ้นเลยสินะ”
อินคาเอียงศีรษะเล็กน้อย “เกิดสิ....ในหัวนาย”
เรเวนเงียบไปครู่หนึ่ง เขาค่อย ๆ ถอนหายใจ
“ภาพลวงตา…”
อินคาพยักหน้าเล็กน้อย “อาคมจำพวก มายาคำสาป” เขาชี้นิ้วไปที่พื้น “ตั้งแต่นายก้าวเข้ามาในซอยนี้...นายก็อยู่ในนั้นแล้ว”
เรเวนหัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้เสียงดังขึ้น
“ฮ่า…ฮ่า…ฮ่า!”
เรเวนจ้องอินคาอย่างพิจารณา คราวนี้สายตาของเขาไม่ใช่สายตานักฆ่าที่กำลังล่าเหยื่อ
แต่เป็นสายตาของคนที่เพิ่งรู้ว่า ตัวเองกำลังเผชิญอะไรอยู่ “คุณนี่มันตัวปัญหาของโลกจริง ๆ นะ…” เรเวนพึมพำ
เรเวนที่ชาไปทั้งตัวกล่าวเบา "เอาล่ะ คุณจะทำอะไรกับผมต่อ"
อินคาสูดควันบุหรี่เข้าไปลึกๆ ปล่อยควันสีเทาลอยออกจากริมฝีปากอย่างไม่รีบร้อน เขามองเรเวนอยู่ครู่หนึ่งเหมือนกำลังพิจารณาของบางอย่าง จากนั้นอินคาก็ผลักตัวออกจากกำแพง รองเท้าหนังของเขาเดินบนพื้นปูนอย่างเงียบเชียบ
ก้าว
…ก้าว
…ก้าว
จนมายืนอยู่ตรงหน้าเรเวน ตะขาบที่เกาะอยู่บนร่างของเรเวนเหมือนรับคำสั่งบางอย่าง พวกมันหยุดนิ่งทันที
อินคาเอียงศีรษะเล็กน้อย “มีดของนาย…” เขาพูดช้า ๆ “เร็วดี”
เรเวนยิ้มมุมปากจาง ๆ ถึงแม้ร่างกายแทบขยับไม่ได้ “คำชมจากคุณนี่…ฟังดูไม่น่าไว้ใจเลยนะ”
อินคาหัวเราะเบา ๆ “แต่มันจริง” เขายื่นมือออกไปหยิบมีดจากมือของเรเวนอย่างสบาย ๆ พลิกดูใบมีดไปมา
“นักฆ่าส่วนใหญ่โจมตีแรง”
“แต่นายโจมตี แม่น”
อินคาส่งมีดคืนให้ “ฉันชอบคนแบบนั้น”
เรเวนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ฟังดูเหมือนกำลังรับสมัครงาน”
อินคาไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยกมือขึ้นเล็กน้อย ทันใดนั้น—ตะขาบตัวหนึ่งคลานออกมาจากแขนเสื้อของอินคา มันใหญ่กว่าตัวอื่นเล็กน้อยลำตัวสีดำแดงมันเงา มันหยุดอยู่บนปลายนิ้วของเขา ขาของมันขยับช้า ๆ
เรเวนมองมันด้วยสายตานิ่ง “ผมไม่ชอบวิธีที่คุณมองมันเลย”
อินคายิ้มบาง ๆ “ไม่ต้องกลัว...มันไม่กัด” จากนั้นเขาก็เอื้อมมือไปแตะที่ข้างหูของเรเวน
ตะขาบตัวนั้นคลานลงจากนิ้วของอินคาอย่างช้า ๆ มันไต่ขึ้นไปตามคอของเรเวน ผ่านกราม ผ่านใบหู ก่อนจะมุดเข้าไปในช่องหูอย่างเงียบเชียบ
เรเวนเกร็งทันที “เดี๋ยว—” แต่เขาพูดไม่ทันจบ ตะขาบหายเข้าไปแล้ว เรเวนยืนนิ่งอยู่สองวินาที
สามวินาที
สี่วินาที
จากนั้นความรู้สึกแปลกประหลาดก็เริ่มเกิดขึ้น! เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในร่างกาย มันไม่กัด ไม่ฉีก แต่เลื้อยผ่านไปตามเส้นทางที่เขาไม่อาจควบคุมได้
เรเวนกำหมัดแน่น “คุณส่งมันไปทำอะไร…”
อินคาพ่นควันบุหรี่ออกมา “ทำสัญญา”
เรเวนหัวเราะเบา ๆ ถึงแม้เหงื่อเริ่มไหลตามขมับ “ฟังดูไม่ใช่สัญญาที่ผมอยากเซ็น”
อินคามองเขาอย่างสงบ “มันจะไปหยุดอยู่ที่หัวใจของนาย..แล้วมันจะนอนอยู่ตรงนั้น”
เรเวนเงียบไป “แล้วถ้าผมไม่ชอบข้อตกลงนี้ล่ะ”
อินคายิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ถึงดวงตา “งั้นฉันก็แค่เรียกมันให้ขยับ”
ลมในช่วงเย็นพัดผ่านซอยอีกครั้ง
อินคาดีดเถ้าบุหรี่ลงบนพื้น “ตั้งแต่วันนี้ นายเป็นสุนัขของฉัน”
เรเวนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หัวเราะ เสียงหัวเราะแหบ ๆ ของนักฆ่าที่เพิ่งถูกผูกโซ่โดยไม่รู้ตัว
“คุณนี่มัน…” เขาส่ายหัวเล็กน้อย “…โคตรอันตรายเลยนะ”
อินคาดับบุหรี่กับกำแพงปูน ก่อนจะหันหลังเดินออกจากซอย “ฝึกให้มันชิน” เสียงของเขาลอยมาโดยไม่หันกลับ “ต่อไปฉันจะใช้นายบ่อย”
รเวนยังคงยืนอยู่คนเดียว มือของเขาค่อย ๆ แตะที่หน้าอกตัวเอง ตรงตำแหน่งของหัวใจที่ไหนสักแห่งลึกข้างในนั้นมีบางสิ่งกำลัง…ขยับช้า ๆ
และเขารู้ดีว่าตั้งแต่วินาทีนี้ ชีวิตของเขา ไม่ใช่ของเขาคนเดียวอีกต่อไปแล้ว.
.................
ช่วงเย็นวันเดียวกัน
ลมจากแม่น้ำพัดแรงกว่าปกติ กลิ่นน้ำเค็มและสนิมเหล็กจากเครนเก่าลอยปะปนอยู่ในอากาศ ท่าเรือแห่งนี้เงียบกว่าที่เอเรียคาดไว้
โกดังสินค้าขนาดใหญ่เรียงรายอยู่ตามแนวท่าเหล็ก สนามกว้างของที่ดินว่างเปล่าถูกล้อมด้วยรั้วลวดหนาม เสาไฟสูงส่องแสงสีส้มหม่นลงบนพื้นคอนกรีตที่แตกร้าวเป็นบางจุด
เอเรียยืนอยู่ข้างรถตู้สีดำ สูทสีเข้มของเธอปลิวเล็กน้อยตามแรงลม ผู้จัดการโครงการกำลังอธิบายอยู่ข้าง ๆ
“พื้นที่ตรงนี้ประมาณสามสิบไร่ครับคุณเอเรีย ถ้าพัฒนาเป็นคลังสินค้าโลจิสติกส์—”
เอเรียพยักหน้าช้า ๆ แต่สายตาของเธอไม่ได้อยู่กับแผนที่ในมือเขา เธอกำลังมองแม่น้ำ และกำลังคิดถึง อินคา
ตั้งแต่เรื่องเมื่อเช้า เขาก็ยังไม่ได้ติดต่อมาเลย เธอโทรไปเขาก็ไม่รับสาย เธอรู้ว่าเขาแข็งแกร่ง แต่เธอก็อดหวงเขาไม่ได้
เอเรียหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรอีกครั้ง สายดังอยู่สองครั้ง สามครั้ง จากนั้นก็มีคนรับ
“ครับ” เสียงของอินคาดังขึ้นจากปลายสาย เรียบ…นิ่ง…เหมือนทุกครั้ง
ไหล่ของเอเรียคลายลงทันทีโดยไม่รู้ตัว
“เธออยู่ไหน” เธอถาม
ปลายสายเงียบไปวินาทีหนึ่ง ก่อนอินคาจะตอบ
“ใกล้ ๆ นี่แหละครับ”
เอเรียขมวดคิ้วเล็กน้อย “ใกล้ไหน”
เสียงลมพัดผ่านไมโครโฟนของโทรศัพท์ แล้วอินคาก็พูดสั้น ๆ
“ท่าเรือ”
เอเรียหันมองไปรอบ ๆ โดยอัตโนมัติ ลานคอนกรีตกว้าง ๆ ยังดูว่างเปล่าเหมือนเดิม
“…นายไม่เป็นไรใช่ไหม”
ปลายสายเงียบไปอีกครั้ง คราวนี้นานกว่านิดหน่อย แล้วอินคาก็ตอบ
“ผมไม่เป็นไร”
สายตาของเธอกวาดมองไปยังเงามืดยามเย็นระหว่างโกดัง แล้วเธอก็เห็นมัน เงาของคน ๆ หนึ่ง
ร่างสูงกำลังเดินออกมาจากความมืดอย่างช้า ๆ รองเท้าหนังเหยียบพื้นคอนกรีต
ก้าว
…ก้าว
…ก้าว
โทรศัพท์ยังคงแนบอยู่กับหูของเอเรีย และเสียงของอินคาก็ดังขึ้นในสายอีกครั้ง
“ผมบอกแล้ว”
อินคา เสื้อเชิ้ตสีขาวเสื้อสูทสีดำ เสื้อปลิวเล็กน้อยตามแรงลมจากแม่น้ำ มือหนึ่งถือโทรศัพท์แนบหู อีกมืออยู่ในกระเป๋ากางเกงเหมือนคนที่เดินเล่นมากกว่า
ดวงตาคมของเขามองตรงมาที่เอเรีย
“…ผมบอกแล้วผมอยู่ใกล้ ๆ”
เอเรียลดโทรศัพท์ลงช้า ๆ อินคาก็ลดโทรศัพท์ลงเช่นกัน สายถูกตัด ทั้งสองยืนมองกันอยู่ท่ามกลางลมเย็นของท่าเรือ
ผู้จัดการโครงการที่ยืนข้างเอเรียเพิ่งสังเกตเห็นเขา “เอ่อ…คุณเอเรียครับ คนนี้คือ—”
“พอแค่นี้ก่อน” เอเรียพูดตัดเบา ๆ โดยไม่ละสายตาจากอินคา ผู้จัดการโครงการพยักหน้าอย่างงง ๆ ก่อนจะรีบเดินออกไปกับทีมงาน
ไม่นานลานท่าเรือก็เหลือเพียงสองคน................