1.หนี้ก้อนโต
ปานชีวา โชติเกียรติกร มองชื่อของตนเองในสัญญาการจ้างงานด้วยความภาคภูมิใจในขณะที่สองเท้าก้าวตรงไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อจะบอกข่าวดีนี้กับมารดา แต่ทว่ายังไม่ทันเข้าไปก็เห็นชายสามคนอยู่ในห้องกับท่าน คนหนึ่งนั่งคุยอยู่ที่โซฟา ในขณะที่อีกสองคนยืนประกบอยู่ด้านข้าง
“คุณปานกมลไม่ได้จ่ายหนี้มาครบปีแล้วนะครับ ตอนนี้เงินต้นทบดอกเบี้ยก็ปาไปห้าล้านแล้ว ถ้าคุณยังไม่จ่ายแม้แต่ดอกเบี้ยอีก เจ้านายผมก็คงจะต้องยึดบ้านหลังนี้แล้วเอาไปขายทอดตลอด”
“ตอนนี้ดิฉันยังไม่มีจริง ๆ ค่ะ กรุณาช่วยบอกคุณเคลย์ให้ผ่อนผันหน่อยเถอะนะคะ ฉันไหว้ล่ะค่ะคุณทนาย” เจ้าของบ้านยกมือไหว้ทั้งน้ำตา
เชษไชยเห็นใจอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อยจึงยอมโทรศัพท์ไปคุยกับเจ้านายให้ ซึ่งเจ้านายของเขาก็อนุโลมให้ยืดเวลาแก่ลูกหนี้รายนี้อีกหนึ่งเดือน
“คุณเคลย์ให้เวลาคุณปานกมลอีกหนึ่งเดือนนะครับ แต่ถ้าคราวหน้าคุณปานกมลไม่จ่ายหนี้อีก เจ้านายผมจะใช้สิทธิ์ยึดบ้านหลังนี้ตามกฎหมายทันที”
“ได้ค่ะ เดือนหน้าดิฉันจะจ่ายให้แน่นอน” ปานกมลรีบรับปาก
“หวังว่าคุณปานกมลจะทำตามที่พูดนะครับ เดือนหน้าต้องจ่ายอย่างต่ำ เป็นดอกเบี้ย 5% ของเงินทั้งหมด นั่นเท่ากับต้องจ่ายสองแสนห้าหมื่นบาท”
“ค่ะคุณทนาย ดิฉันจะพยายามหามาให้ ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยคุยกับคุณเคลย์ให้”
“ไม่เป็นไรครับ ถ้าอย่างนั้นพวกผมขอตัวกลับก่อน”
“เดี๋ยวฉันไปส่งนะคะ”
เมื่อได้ยินเสียงคนในห้องกำลังจะออกมาปานชีวาจึงรีบเดินไปหลบที่มุมหนึ่งเพื่อไม่ให้คุณแม่กับชายสามคนนั้นเห็นเธอ
รอจนมารดาไปส่งแขกเสร็จเธอจึงเดินออกไปหาท่าน
“วา! ลูกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ปานกมลหน้าถอดสีเมื่อเห็นลูกสาว
“กลับมาสักพักแล้วค่ะ ทำไมคุณแม่ไม่เคยบอกวาเลยว่าบ้านเราเป็นหนี้มากขนาดนี้ คุณแม่เอาเงินไปทำอะไรคะ หรือว่าคุณแม่ยังไม่เลิกเข้าบ่อนอีก”
“แม่อยากหาเงินมาปิดหนี้ไว ๆ ก็เลยไปลองเล่นดู เผื่อจะได้” มารดากล่าวกับลูกสาวอย่างรู้สึกผิด
“แต่นอกจากจะไม่ได้ใช้หนี้แล้วยังสร้างหนี้เพิ่มอีกใช่มั้ยคะ ไหนคุณแม่สัญญากับวาแล้วไง ว่าจะไม่เข้าบ่อนอีก แต่คุณแม่ก็ผิดสัญญา แล้วหนี้ตั้งห้าล้านจะไปหามาคืนเค้ายังไง”
“แม่ขอโทษ” ปานกมลกล่าวเคล้าน้ำตา เพราะคงไม่มีอะไรทำให้ลูกสาวรู้สึกดีขึ้นได้นอกจากคำขอโทษและสีหน้าสำนึกผิดที่เธอเคยใช้มาหลายครั้งแล้ว และมันก็ยังใช้ได้ผลกับอีกฝ่ายเสมอ
“เปลี่ยนจากคำขอโทษเป็นเลิกเล่นได้มั้ยคะคุณแม่” ปานชีวาหลงคิดว่าหนี้สินที่มีจำนวนหนึ่งล้านบาทนั้น หากเธอตั้งใจทำงาน ไม่นานก็คงสามารถใช้หนี้หมด แต่ตอนนี้กลับไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว
“แม่แค่อยากรักษาบ้านหลังนี้ไว้เพราะคุณพ่อของหนูรักบ้านหลังนี้มากและสร้างมันมากับมือ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเป็นแบบนี้”
“หากเราเสียบ้านไปแล้วคุณแม่เลิกเล่นได้ วาก็ยินดีจะเสียมันและคิดว่าคุณพ่อท่านคงเข้าใจ เราขายบ้านหลังนี้แล้วเอาเงินไปใช้หนี้ดีมั้ยคะ ตอนนี้วาได้งานแล้ว แม่ดูสิคะ นี่เป็นสัญญาที่วาเพิ่งไปเซ็นมา” ปานชีวายื่นเอกสารในมือให้มารดาดูด้วยรอยยิ้ม “วาจะทำงานหาเลี้ยงคุณแม่เอง เราไปเช่าที่อื่นอยู่ตามกำลังเงินที่มีเถอะนะคะ”
ปานกมลหยิบเอกสารจากมือลูกมาเปิดดู “เงินเดือนแค่สองหมื่นกว่าบาทเองนี่นะ แล้วจะไปเช่าบ้านดี ๆ ที่ไหนอยู่ได้”