Prologue 1/2
“ปริ๊นซ์ วันนี้คนไข้เยอะมาก ไอเหนื่อยมากเลยนะ” เมื่อฉันกลับมาถึงห้องและเห็นแฟนหนุ่มนั่งอยู่ฉันก็เดินเข้าไปกอด ไปอ้อนเขาทันที นี่เป็นเรื่องปกติที่ฉันมักจะทำหลังจากบนเจอเขาในวันศุกร์ ซึ่งจะเป็นวันที่เราได้ใช้เวลาด้วยกันจนถึงวันอาทิตย์ก่อนเขาจะกลับไปเรียน “คิดถึงปรินซ์จังเลย เย็นนี้เราออกไปทานข้าวข้างนอกมั้ย หน้าซอยคอนโดมีร้านเปิดใหม่น่าทานมากเลย แถมวันนี้ไอก็อ้วก กินอะไรไม่ลงทั้งวัน”
“ไอ เราว่าเราเลิกกันเถอะ” ฉันถึงกับชะงักและคลายกอดจากเขาขึ้นมามองหน้า จากที่พูดเจื้อยแจ้วอยู่ก็เหมือนพูดกด push ฉันค้างอยู่ราว ๆ ครึ่งนาทีถึงได้พูดว่า
“ล้อไอเล่นหรือไง ปริ๊นซ์น่ะอย่ามาเล่นแบบนี้นะวันนี้ไอเหนื่อยจะตาย” ฉันยู่ปาก และคาดว่าแฟนหนุ่มคงจะหาอะไรมาเล่นให้ฉันหายเครียดแต่ในประโยคต่อมาก็
“เราพูดจริง ๆ นะ” แววตาเขา สีหน้าเขาไม่ได้ยิ้มขำขันในสิ่งที่ฉันนึกเลย เขาจริงจังจนฉันจ้องหุบยิ้มลงและรู้สึกตัวเย็นวาบอย่างบอกไม่ถูก “เราคิดมาสักพักแล้วอะว่าอยากเลิก”
“ทะ ทำไมล่ะ” ฉันกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอและเสียงที่เปล่งออกไปก็แสนจะแผ่วเบา มือไม้ฉันสั่นเทิ้มอย่างบอกไม่ถูก ภายในใจก็เต้นแรงราวกับว่าจะทะลุออกมาเสียให้ได้ “ทำไมถึงเลิก ไอทำอะไรผิดเหรอ บอกไอได้นะไอจะปรับปรุง หรือว่าเพราะไอไม่มีเวลาให้ปริ๊นซ์ใช่มั้ย ไอสัญญาจะว่าจะไม่...”
“ไอไม่ผิดหรอก” เขาไม่รอให้ฉันพูดจนจบด้วยซ้ำ “เราแค่อยากเลิกเพราะเราไปคิด ๆ มาแล้วว่าเรายังอยากใช้ชีวิตแบบทไม่ผูกมัดกับใคร”
“......” ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรทับปากเอาไว้ คิดไม่ออก บอกไม่ถูกว่าจะตอบคำไหนออกไป ในหัวฉันพยายามคิดว่าจะพูดด้วยคำไหนเขาถึงจะไม่เลิก ฉันไม่สามารถเลิกกับเขาได้หรอก
ฉันทนไม่ได้หรอกที่จะต้องเสียเขาไป
ฉันรักเขามากนะ
ฉันไม่เคยคิดภาพวันที่ไม่มีเขาด้วยซ้ำ
“เรายังอยากคุยกับใครต่อใครไปเรื่อย ๆ อยากใช้ชีวิตวัยรุ่น ใจฉันสั่นและคิดคำไหนไม่ออก แต่ในประโยคจ่อต่อมาที่เขาพูด ฉันก็แทบเป็นบ้าเสียให้ได้ “เรายอมรับว่าคุยกับคนอื่น แต่เราไม่ได้รักไอเหมือนเดิมแล้ว เราเลิกกันนะ”
ไม่ได้รักเหมือนเดิมแล้วเหรอ ไม่ได้รักเหมือนเดิมตั้งแต่เมื่อไหร่ ความรู้สึกเขาเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนไหน ตอนที่ฉันเรียนหมอปีสุท้ายแล้วไม่มีเวลาเหรอ หรือตอนที่ฉันทำงานอยู่ตอนนี้แล้วไม่ค่อยได้คุย
เขาแอบไปคุยกับคนอื่นตอนไหน ทำไมฉันถึงไม่รู้เลย หรือว่าจริง ๆ ในตอนที่ฉันทำงานยุ่งและให้ความไว้ใจเขา คิดว่าเขาจะไม่ทำอะไรอย่างนั้นใช่มั้ย ทำไมไม่มีสัญญาณเตือน หรือว่ามีแล้วแต่ฉันมองข้ามมันไป ตอนไหนกันแน่ที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป
“ไอมองข้ามมันได้นะปริ๊นซ์ ไอให้อภัยปริ๊นซ์ได้นะ ไม่เลิกได้มั้ย” ฉันยอมรับว่าเป็นคำพูดของคนโง่เง่าที่ยอมให้อภัยคนที่นอกใจ แต่วินาทีฉันนั้นไม่ได้เตรียมใจมาฟังอย่างนี้
ไม่ได้เตรียมใจมาฟังว่าฉันจะต้องเสียเขาไป
ไม่เตรียมใจมาฟังว่าเขาไม่ได้รักฉันเหมือนเดิม
ไม่ได้เตรียมใจมาฟังว่าเขาคุยกับคนอื่น
“แต่เราไม่ได้รักไอเหมือนเดิมแล้ว เราอยากใช้ชีวิตแบบไม่ต้องมีใคร ไม่ต้องอะไรกับใครมาก เราไม่ได้อยากจริงจัง เราพึ่งยี่สิบเอ็ดเองนะไอ” น้ำตาฉันไหลเป็นสายตอนฟัง มันเหมือนกระสุนปืนที่ค่อย ๆ ลั่นไกลใส่ฉันทีละนัด เหมือนลูกศรธนูที่ค่อย ๆ ยิงปักกลางหัวใจทีละลูก
ทำไมเขาขี้โกงจังล่ะ เขาแอบคุยกับคนอื่น แอบทำจนมั่นใจว่าไม่รักเหมือนเดิมแล้วก็ไป ในขณะที่ฉันไว้ใจและไม่คิดด้วยซ้ำว่าเขาจะเปลี่ยนไป ไม่คิดว่าเขาจะมีคนอื่น
“เราไม่ได้รักไอแล้ว เราเลิกกันนะ” แม้ว่าบางครั้งแววตาเขาจะไม่ได้เย็นชาเสียจนหนาวไปทั้งใจแต่เขากลับมีความแน่วแน่เหลือเกินว่าจะเลิกให้ได้
แม้ว่าฉันจะอ้อนวอนเขาขนาดไหน แม้ว่าฉันจะขอให้เขาอยู่ด้วยเหตุผลอะไรแต่เขากลับเดินจากไปโดยไม่เหลียวมองเลยสักนิดเดียว วินาทีฉันฉันเหมือนคนไร้ค่าที่ได้แต่จมอยู่กับความทุกข์ที่เสียเขาไป
ตั้งแต่วันนั้นปรินซ์เริ่มลบทุกอย่างที่เป็นความทรงจำร่วมกันของเราออก บล็อกฉันทุกช่องทางของโซเชียลมีเดีย เขาทำมันได้ง่ายดายราวกับว่ามันไม่เคยมีความหมายอะไรต่อเขาเลย ตลอดสองปีที่คบกันมาฉันพยายามปฏิบัติต่อเขาดีทุกอย่าง เรามีความทรงจำดี ๆ มากมายร่วมกัน แต่เขาไม่ใยดีเลย
เขาไม่ได้จดจำเลยว่าวันนั้นที่เขาเดินเข้ามาจีบฉัน วันที่เขาขอฉันเป็นแฟนมันเป็นยังไง เขาทำราวกับว่าได้ฉันมาง่าย ๆ แล้วทิ้งฉันไปง่าย ๆ เหมือนไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายอะไร
ฉันไม่รู้มาก่อนว่าเขาอยากเลิก ไม่รู้มาก่อนว่าเขาจะทิ้งฉันไป ตลอดเวลาที่คบกันแม้ฉันจะไม่ค่อยมีเวลาฉันก็พยายามหาเวลาให้เขาตลอด ฉันเองก็พยายามเข้าใจในตอนที่เขาไม่มีเวลา เราก้าวผ่านอะไรหลายอย่างมาด้วยกัน แต่วันนี้เหมือนทุกอย่างมันมลายหายไป
ตลอดเวลาที่คบกันฉันรักปรินซ์มาก ฉันคิดว่าเขาเองก็คงจะรักฉันเหมือนกัน ฉันอ้อนวอนเขาทุกทางให้เขากลับมา แต่เขาไม่ใยดีเลยสักนิด
“น้องไอ ไม่สบายเหรอ” ระหว่างที่ฉันนั่งพักดมยาดมอยู่พี่ที่รัก ลูกพี่ลูกน้องของฉันก็เดินเข้ามาถาม คือก่อนหน้านี้ฉันเลิกงานและกำลังเตรียมจะกลับบ้านอยู่ ๆ ฉันก็หน้ามืดขึ้นมาก็เลยนั่งพักก่อนน่ะนะ
ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยสบาย ตั้งแต่เลิกกับปริ๊นซ์ฉันนอนไม่ค่อยหลับ สะดุ้งตื่นกลางดึกและร้องไห้อยู่หลายวัน ไม่ค่อยอยากอาหารแล้วก่อนหน้านั้นฉันก็รู้สึกว่าตัวเองอาหารไม่ค่อยย่อย และเบื่ออาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ฉันเข้าใจว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคกระเพราะ ไม่ก็กรดไหลย้อนก็ได้
ตอนเป็น Extern หรือว่านักศึกษาแพทย์ไม่ค่อยทานข้าวตรงเวลาน่ะนะ แม้ว่าตอนนี้จะเรียนจบและมาทำงานในโรงพยาบาลเอกชนของญาติแล้วแต่เคสที่ดูแลก็ค่อนข้างเยอะพอสมควร
ฉันเรียนแพทย์จากมหาวิทยาลัยเอกชนที่ไม่มีสัญญาใช้ทุนเหมือนโรงพยาบาลรัฐบาล ดังนั้นฉันไม่จำเป็นต้องไปเป็นแพทย์ใช้ทุนตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งโรงพยาบาลของญาติฉันก็ยังขาดหมอที่เต็มเวลา ฉันเองก็ยังไม่ได้สมัครไปเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะกับโรงพยาบาลรัฐ การทำงานเลยสบายกว่าโรงพยาบาลรัฐมาก ภาระงานน้อยกว่า อาจจะเพราะฉันเป้นหลานเจ้าของโรงพยาบาลเส้นทางมันเลยเรียบ ๆ มั้ง
“ค่ะ ไอหน้ามืดน่ะ” ฉันตอบรับแล้วสูดยาดมเข้าปอด “แต่ดีขึ้นแล้วค่ะ พี่ที่รักจะกลับแล้วเหรอ”
“ใช่จ้ะ วันนี้พี่ต้องไปรับพี่ธนา” ฉันยิ้มแม้ภายในใจเศร้าสร้อยเหลือเกิน พี่ธนากับพี่ที่รักคบกันมาหลายปีแล้วมากแล้ว อีกประมาณปีกว่าพี่ธนาเรียนจบเขาก็คงแต่งงานกัน “ไปตรวจหน่อยมั้ย พี่เห็นว่าน้องไอไม่สบาย ผอมลงด้วยนะเผื่อจะเป็นโรคอื่น”
“ค่ะ เดี๋ยวไอจะลองไปตรวจนะคะ พี่ที่รักขับรถดี ๆ นะคะ” ฉันบอกแล้วพยายามปั้นหน้ายิ้มไป มีไม่กี่คนที่รับรู้ว่าฉันเลิกรากับแฟน พอสังคมวันทำงานต่างคนก็ต่างไม่มีเวลาฉันจึงหาเวลาบอกเพื่อนได้น้อยลง นัยหนึ่งก็กลัวว่าเพื่อนจะเหนื่อยกับการทำงานเกินกว่าจะมารับฟังปัญหา
“จ้า พี่ไปนะ” หลังจากบอกลาพี่สาวก็จากไป ฉันทบทวนหลายอย่างในหัวก่อนจะเริ่มขบคิดบางอย่าง แม้ว่าฉันจะเข้าใจว่าตัวเองคงเป็นโรคกระเพราะ กรดไหลย้อน หรืออาจจะเครียดพักผ่อนน้อยเพราะเลิกกับแฟนได้เพียงแค่สัปดาห์กว่า ๆ แต่มีอย่างหนึ่งที่ฉันเผลอลืมนึกคือเรื่องการท้อง
ประจำเดือนฉันขาดไปสองเดือนแล้ว ก่อนหน้านี้ประมาณสามเดือนก่อนฉันมีปัญหาเกี่ยวกับรอบเดือนและกินยาปรับฮอร์โมนไปแล้วและประจำเดือนก็ขาดไป แต่เดือนแรกฉันก็ตรวจแล้วไม่พบการตั้งครรภ์นะ แล้วตามจริงก็สามารถมีเหตุการณ์อย่างนี้ได้ ถ้าขาดไปเดือนหรือสองเดือน