ตอนที่1 นี่หรือชีวิตดีๆ
ตอนที่1 นี่หรือชีวิตดีๆ
"เอกสารพวกนี้มันอะไรกันคะ!"
หญิงสาวในชุดยูนิฟอร์มพนักงานเอ่ยถาม เมื่อเธอได้อ่านเอกสารที่เจ้านายเพิ่งจะฟาดใส่หน้ามาเมื่อสักครู่นี้
อยู่ๆ หัวหน้าแผนกก็เรียกเธอเข้ามา เขาด่าทอเธอสาดเสียเทเสียมาพักหนึ่งแล้ว ก่อนจะโยนกระดาษเหล่านี้ใส่หน้ามา
หญิงสาวหยิบกระดาษขึ้นมาดูแผ่นหนึ่ง เธอพบว่ามันคือเอกสารบรรทุกเงินเข้าออกบัญชี ซึ่งจากข้อมูลชื่อบัญชีนี้เป็นชื่อของเธอจริง
แต่ทำไมเธอถึงไม่รู้เรื่องนี้เลย!
"ผมสิต้องถามคุณ คุณแก้วอัปสร เอกสารยักยอกเงินพวกนี้มันไปอยู่ที่โต๊ะทำงานของคุณได้ยังไง" ชายร่างท้วมถามกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
แก้วอัปสร...หัวหน้าแผนกบัญชีผู้ครองตำแหน่งพนักงานดีเด่นมานานถึง 5 ปีซ้อน บัดนี้เธอกำลังถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินของบริษัท
"มันไม่จริงเลยนะคะ แก้วจะทำอย่างนั้นทำไมกัน" หญิงสาวพยายามอธิบาย แม้เธอจะไม่ใช่คนร่ำรวย แต่ก็ไม่ใช่คนโลภถึงขนาดจะคิดทำเรื่องแบบนี้
อีกอย่างกฎหมายการฉ้อโกงก็โหดออกจะตายไป แก้วอัปสรไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอ หรือเศรษฐีที่ไหน หากต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเธอจะเอาอะไรไปสู้ ด้วยเหตุนี้แก้วอัปสรจึงไม่มีความคิดที่จะกระทำเรื่องแบบนี้เด็ดขาด
แต่จากที่อ่านเอกสารไปเมื่อสักครู่นี้ เธอก็เข้าใจว่าหลักฐานที่หามาดูจะโยงว่าเงินจำนวนนี้ถูกเธอยักยอกจริง ลายเซ็นนั้นมันก็ลายเซ็นเธอ เพียงแต่แก้วอัปสรไม่ยักจะจำได้ว่าตัวเองจรดปลายปากกาลงในเอกสารพวกนั้นเมื่อไหร่กัน
"อย่ามาตีหน้าซื่อนะแก้วอัปสร ความโลภมันไม่เข้าใครออกใครทั้งนั้นแหละ"
คำพูดดูถูกนี้ทำแก้วอัปสรโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เธอเป็นคนมีอุดมการณ์ และมีจรรยาบรรณในหน้าที่การงานอย่างแรงกล้า ตั้งใจทำงานอย่างสุจริตมาโดยตลอด หากจะโลภอยากได้ก็คงทำไปตั้งนานแล้ว
"แก้วไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ค่ะหัวหน้า"
"พูดง่ายดีเนอะ หลักฐานก็เห็นอยู่ทนโท่ เตรียมตัวไปนอนคุกเถอะ แล้วอย่าหวังว่าจะได้ใช้เงินที่โกงไป หึ...แต่ก็คงจะทำมาตั้งนานแล้วล่ะสิ ถึงได้กล้ายักยอกจำนวนเยอะขนาดนี้ได้ คงจะคิดว่าไม่พลาดโดนจับได้แบบนี้ใช่ไหม"
"หัวหน้าคะ ถ้าคิดจะทำตามที่หัวหน้าพูดมาจริง แก้วจะเป็นแค่พนักงานจนๆ อยู่แบบนี้เหรอคะ รถก็ไม่มี กระเป๋าสะพาย รองเท้า หรือแม้แต่ชุดยูนิฟอร์มแก้วก็ยังไม่มีปัญญาจะซื้อใหม่ ถ้าโกงเงินไป ทำไมยังจนอยู่แบบนี้ละคะ"
แก้วอัปสรโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ เป็นตายอย่างไรเธอก็ไม่มีทางยอมรับความผิด
คนไม่ได้ทำ จะยอมได้อย่างไร
"เก็บของแล้วออกไปจากที่นี่ซะ ฉันไล่เธอออก และเตรียมตัวถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย" เสียงของใครบางคนดังมาจากทางประตู
ทั้งแก้วอัปสรและชายร่างท้วมหันไปมองยังต้นเสียง เธอคือหนึ่งในกรรมการบริษัท และบัดนี้ที่ประชุมได้หาลือกันจนได้ข้อสรุปแล้วว่า แก้วอัปสรต้องถูกให้พ้นสภาพของพนักงาน และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายฐานฉ้อโกง
"แก้วขอเวลาพิสูจน์ตัวเองก่อนได้หรือเปล่าคะคุณมุก"
"เธอเป็นคนเก่งมากนะแก้วอัปสร เข้ามาทำงานที่นี่ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ ใช้เวลาแค่ไม่กี่ปีก็ไต่ขึ้นมาถึงตำแหน่งหัวหน้าแผนกได้ ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิ ทำไมตำแหน่งของเธอมันถึงได้โตเร็วนัก"
คำพูดและสายตาที่แสนดูถูกของหญิงสาวกรรมการบริษัท กรีดเฉือนหัวใจของแก้วอัปสรจนเธอแทบทนไม่ไหว
"แก้วว่าเรื่องนี้มันไม่ปกติ คุณตรวจสอบเส้นทางการเงินดีแค่ไหนแล้ว หรือว่าเช็กดีแล้วเหรอคะว่าทั้งลายเซ็นและสมุดบัญชีรับเงินเป็นของแก้วจริง"
"นี่เธอกำลังดูถูกทีมกฎหมายของบริษัทอยู่นะ แล้วที่พูดแบบนี้ กำลังจะบอกว่าตัวเองถูกใส่ร้ายอย่างนั้นเหรอ ขอโทษนะ พวกฉันจะกลั่นแกล้งเธอให้ได้อะไรขึ้นมา"
ยิ่งฟังแก้วอัปสรยิ่งปวดหัวหนัก ดูเธอจะถูกไล่ต้อนให้เป็นคนผิดอย่างยากจะเลี่ยง
"คุณมุกคะ แก้วไม่เคยคิดว่าบริษัทจะทำแบบนั้น ก็แค่คิดว่าอาจจะมีใครบางคนยักยอกเงิน แล้วโยนความผิดให้แก้วก็ได้"
"ถ้าเธอคิดแบบนั้น เห็นทีต้องไปหาทนายซะแล้วล่ะ พวกเราคงต้องไปคุยกันต่อบนศาล ถ้าโชคดีก็อาจจะแค่...หาเงินมาชดใช้ หรือไม่ก็อาจจะต้องติดคุก หรือถ้าโชคไม่ดีก็อาจจะต้อง...ถูกดำเนินคดีทั้งสองอย่าง"
"!!!"
ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ลดละ แก้วอัปสรเดินย่ำไปตามถนน ในมือถือกล่องที่ใส่ของบนโต๊ะทำงานไว้แน่น ใจของเธอหนักอึ้งด้วยความสิ้นหวัง แต่ละย่างก้าวเต็มไปด้วยน้ำตาที่ปะปนกับเม็ดฝน ราวกับว่าธรรมชาติเห็นใจในความปวดร้าวของเธอ
น้ำหนักของข้อกล่าวหาที่ไม่ยุติธรรม และการถูกตัดสินของนายจ้างทำให้หญิงสาวต้องแบกรับความเครียดไว้บนบ่า
พวกเขาขู่ว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แก้วอัปสรอาจต้องติดคุก หรือไม่ก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่ไม่ได้ทำคืนให้กับบริษัท หรือเลวร้ายสุดคือโดนทั้งสองอย่างเหมือนอย่างที่คนพวกนั้นพูดมา
เหตุการณ์ที่ถูกด่าทอ คำดูถูกจากหัวหน้างาน และไหนจะสายตาของเพื่อนร่วมงานที่มองมาด้วยความรังเกียจนั่นด้วย เล่นวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัวของแก้วอัปสร
เธอทำงานอย่างตั้งใจราวกับอุทิศชีวิตให้กับบริษัทมานานหลายปี ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อให้ได้มาถึงความมั่นคงทางการเงิน แต่ช่วงเวลาแห่งความอ่อนแอ การพลาดพลั้งเพียงครั้งเดียว ทำให้ชื่อเสียงมัวหมองอย่างไม่อาจแก้ไขได้
"ทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย ฉันทำอะไรผิดนักหนากัน ทำไมต้องมาถูกลงโทษกับความผิดที่ไม่ได้ทำด้วย!" หญิงสาวตะโกนลั่น ก่อนจะทิ้งกล่องในมือลง
แก้วอัปสรเดินเลาะทางเดินริมสะพานข้ามแม่น้ำที่กว้างใหญ่ สายตาสิ้นหวังมองทอดลงไปที่กลางแม่น้ำ
วูบหนึ่งของความคิดบอกเธอว่า ตอนนี้เธอไม่มีอะไรจะเสียแล้ว อยู่ต่อไปก็ไร้ประโยชน์ คนพวกนั้นจงใจใส่ร้ายเธอตั้งแต่แรก พวกเขาไม่คิดจะตรวจสอบเอกสารเหล่านั้นด้วยซ้ำ
แก้วอัปสร เกิดมาในครอบครัวที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น แม่ไม่ได้ตั้งใจจะให้เธอเกิดมาตั้งแต่แรก ชีวิตของเธอก็ดำเนินมาอย่างยากลำบาก แต่เธอก็กัดฟันสู้มาโดยตลอด
แม่ไม่มีเงินส่งเรียนก็ปากกัดตีนถีบทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนจนจบ กระทั่งได้งานที่บริษัทแห่งนี้ และเติบโตในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็วด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ
แก้วอัปสรเสี่ยงตายมาแล้วหลายครั้ง จากพวกแก๊งทวงหนี้ที่แม่กู้มายุ่งเหยิงอีรุงตังนังไปหมด ส่วนหนึ่งที่แก้วอัปสรไม่ร่ำรวยมั่งมีเสียที ก็เพราะเงินที่หามาได้ถูกละลายหายไปกับครอบครัวจนหมด
"อยู่ต่อไปก็ต้องเหนื่อย จริงๆ ก็เหนื่อยมานานแล้วนะแก้ว" เธอพูดไปพร้อมกับขยับตัวเข้าประชิดราวสะพานมากขึ้น ตอนนี้หญิงสาวอยู่ในสภาพที่พร้อมจะกระโดดลงจากสะพาน และความคิดในหัวของคนสิ้นหวังแล้วทุกสิ่งก็วนเวียนอยู่แค่นั้น
หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งร้องไห้ออกมาอย่างหนัก เธอไม่กล้าพอที่จะทำอย่างนั้น ยังมีความฝันอีกหลายอย่างที่ยังทำไม่สำเร็จ แก้วอัปสรปาดน้ำตาพยายามคิดหาทางออก
แต่ทว่า...เธอกลับพบเพียงทางตัน ไม่มีทางเสียเลยที่จะฟ้องชนะบริษัทได้ มดปลวกตัวเล็กๆ อย่างเธอจะเอาเงินจากไหนไปสู้คดีกัน
"พระเจ้าท่านเกลียดอะไรหนูเหรอคะ ถึงได้ทำให้หนูเกิดมาแล้วส่งแต่ปัญหามาให้ ชีวิตนี้ไม่เคยได้อยู่อย่างสุขสบายเลย ฮือ..."
รถที่แล่นผ่านไปมาบนถนนไม่มีสักคันที่จะสนใจหญิงสาวที่นั่งร้องไห้อยู่ริมสะพาน
แก้วอัปสรพยายามคิดหาชื่อของใครสักคน ที่จะช่วยรับฟังปัญหาชีวิตของเธอและช่วยชี้ทางสว่าง แต่ก็พบว่าไม่มีเลย ไม่มีใครสักคนที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เธอได้ โดยเฉพาะกับเรื่องเงิน
ยิ่งคิดก็เหมือนจะยิ่งเจอแต่ปัญหา น้ำตายังคงไหลอาบใบหน้าของเธอเป็นสาย ผสมกับเม็ดฝนที่เปียกโชกผมและเสื้อผ้า หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าเธอเดินมาถึงจุดสิ้นสุดของชีวิตแล้ว
เหมือนกับแต้มบุญทั้งหมดในชีวิตได้ถูกใช้ไปจนไม่เหลืออีกแล้ว
เวลาดูเหมือนจะหยุดเดินขณะที่เธอยังคงหลงอยู่ในวังวนของความเศร้าโศก เสียงของเม็ดฝนที่ตกลงมาเริ่มจะไม่ได้ยินเพราะอาการหูอื้อ
แต่ละหยดที่สัมผัสผิวของเธอ และแต่ละหยดที่เคล้าไปกับน้ำตา มันสะท้อนถึงความเจ็บปวดภายในใจของเธอราวกับถูกเข็มนับร้อยนับพันทิ่มแทงกาย เป็นการย้ำเตือนถึงความโหดร้ายที่เธอต้องเผชิญ
ความคิดที่อยากตายถาโถมใส่แก้วอัปสรอีกครั้ง เธอชั่งน้ำหนักของความฝัน ความหวัง และถ่วงอีกฝั่งของตราชั่งด้วยความจริงที่ว่า...
ภาพชีวิตแสนยากลำบาก
ภาพความสุขที่เกิดขึ้นน้อยครั้งจนนับครั้งได้
และภาพความสำเร็จที่ไม่เคยได้มาง่ายๆ เหมือนอย่างใครเขา
สิ่งเหล่านี้เล่นซ้ำวนไปวนมาอยู่อย่างนั้น ราวกับว่าสนับสนุนความคิดฝั่งของความจริง ว่าต่อให้เธอลุกขึ้นสู้ ผลลัพธ์ก็จะเหมือนที่ผ่านมา
เด็กสาวที่โตมาในครอบครัวยากไร้ พ่อแม่ไม่ได้ให้ความรักความอบอุ่น แต่ถึงกระนั้น เธอก็พยายามครองตัวให้ไปได้สูง เติบโตมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นขึ้นด้วยความหวังและแรงศรัทธาที่อยากหลุดพ้นจากความยากจน แก้วอัปสรจึงตั้งใจร่ำเรียนจนจบสูง หางานได้เป็นบริษัทใหญ่ มีตำแหน่งงานที่สูงอย่างที่หวัง
แต่สุดท้าย มันก็ไม่ได้การันตีว่าชีวิตของเธอจะมีความสุข
ถึงจะเคยสุขก็สุขได้เพียงไม่นาน แก้วอัปสรรู้สึกเหมือนว่า ตัวเธอนั้นได้ไต่ภูเขาสูงชันขึ้นไปจนเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงาม
แต่ขณะที่เธอกำลังชื่นชมความงามของความสำเร็จอยู่นั้น จู่ๆ ก็ถูกผลักให้ตกลงมาจากยอดเขา ดิ่งลงสู่ก้นเหวอย่างไร้หนทางที่จะไต่กลับขึ้นไป
ความรู้สึกในตอนนี้มันมีหลากหลายอารมณ์ ทั้งโกรธแค้นทั้งเสียใจ และมีอีกหลายๆ ทั้งทับถมเต็มไปหมด ความเจ็บปวดที่เกิดจากความอยุติธรรมมันทำให้แก้วอัปสรทรมาน
ซึ่งก็คงเหมือนกับคำที่ว่า... ยิ่งตกจากที่สูงมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเจ็บมากเท่านั้น
สัจธรรมนี้ควรจะทำให้แก้วอัปสรลุกขึ้นสู้
แต่เปล่าเลย...
เธอกลับเลือกความตายอีกครั้ง
ร่างบางที่เปียกชุ่มไปด้วยสายฝนลุกยืนขึ้น และเกาะราวสะพานอีกครั้งในท่าเตรียมพร้อมกระโดด
แต่ความลังเลก็ยังก่อตัวขัดขวางเธอไม่หยุดหย่อน เสียงกระซิบจากร่างกายบอกเธอว่าการตกลงไปในแม่น้ำนี้ ความตายจะเป็นสิ่งเดียวที่เธอจะได้เจอ
แก้วอัปสรเคยจมน้ำมาแล้วตอนเด็กๆ เธอจำได้ดีว่าความรู้สึกที่จมอยู่ใต้น้ำมันทรมานเพียงใด
"แก้ว แกต้องการกระโดดลงไปเพื่อตายไม่ใช่หรือไง อย่ากลัวไปสิ แค่โดดมันก็จบแล้ว"
ริมฝีปากนั้นพึมพำแทบไร้สุ้มเสียง รองเท้าหุ้มส้นถูกถอดออก เท้าเปลือยเปล่าสัมผัสพื้นปูนเย็นเชียบ สองมือข้างลำตัวกอบกำแน่น หวังจะช่วยปลุกความกล้าในตัวออกมา
แก้วอัปสรหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด
เธอตัดสินใจปีนขึ้นไปที่ขอบราวสะพาน
ไม่ลังเล...
ไม่ห่วงอะไรอีกแล้ว...