ตอนที่ 1
คิ้วเรียวสวยแบบที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยใบมีดโกนขมวดมุ่นหลังจากวางสายมารดา เสียงสะอื้นคร่ำครวญและคำพูดตัดพ้อของผู้ให้กำเนิดยังดังก้องอยู่ในหู มิ่งกมลถอนใจเป็นรอบที่ร้อยแต่ก็ยังไม่คลายความรู้สึกหนักอึ้งในใจลง
“พ่อลงไปจนหมด ทั้งบ้าน รถ เงินเก็บ แล้วดูสิมาพังไม่เป็นท่าแบบนี้...ฮึก...แม่บอกแล้วเตือนแล้วก็ไม่เคยฟัง แบบนี้เราจะอยู่กันยังไงล่ะ ไม่ลำบากกันแย่เหรอในยุคที่อะไร ๆ ก็ฟุบไม่ฟื้นแบบนี้...ฮึก...”
ยิ่งนึกถึงคำพูดเหล่านั้นเธอก็ยิ่งไม่อาจปล่อยวางเพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอนาคตของเธอ หากว่าธุรกิจที่บิดาทุ่มจนหมดตัวพังไม่เป็นท่า นั่นก็หมายถึงการใช้ชีวิตและการเล่าเรียนของเธอด้วย
มิ่งกมล หญิงสาววัยยี่สิบสองปีเศษเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังในอังกฤษ ทั้งพ่อและแม่ของเธอเป็นข้าราชการครูฐานะจัดว่าอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าดี แต่บิดาเป็นคนที่มีความทะเยอทะยาน ท่านมักหาข้อมูลในหลากหลายสาขาเพื่อเสาะหาอาชีพเสริม ซึ่งตลอดมาก็มีทั้งสำเร็จและล้มเหลวปะปนกัน
แต่ปัญหาคืออาชีพเสริมที่ประสบความสำเร็จไม่สามารถทำเงินได้มากพอด้วยเป้าหมายของท่านคือคำว่ารวย ท่านจึงไม่เคยหยุดที่จะเริ่มต้นใหม่ และอาชีพเสริมล่าสุดคืออาชีพที่กำลังมาแรงนั่นคือการเป็นนักเทรดทองคำ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือเสียงสะอื้นของมารดาที่ได้ยินอยู่เมื่อครู่
ครั้งนี้พ่อทุ่มหมดหน้าตัก
เธอไม่คิดตำหนิบิดาเพราะรู้ว่าเจตนาของท่านคืออะไร ดังนั้นสิ่งที่ลูกอย่างเธอควรทำคือการให้กำลังใจไม่ใช่ซ้ำเติม
“ฮัลโหลมิ่ง”
น้ำเสียงเครียดจัดของบิดาทำให้มิ่งกมลใจสั่น เธอกลัวเหลือเกินว่าท่านจะเครียดจนส่งผลต่อสุขภาพ
“พ่อ...”
“แม่โทรหาแล้วใช่มั้ย”
“โทรแล้วค่ะ มันร้ายแรงมากเลยเหรอพ่อ”
“ก็...ขาดทุนเยอะกว่าที่เคยผ่านมาน่ะ แต่ก็ไม่ถึงกับหมดเนื้อหมดตัวหรอก พ่อได้ยินแล้วละที่แม่เขาฟูมฟาย เขาคงจะกังวลน่ะพ่อเข้าใจ”
“ถึงขั้นไหนคะ”
“ก็...พ่อเอารถ บ้านไปเข้าจำนอง เงินเก็บก็ลงไปจนหมด รวมแล้วก็หลายล้านอยู่”
หญิงสาวถือสายค้างไม่พูดจาเพราะจากที่ฟังก็ถือว่าหนักพอควรด้วยที่ผ่านมาบ้านเธอไม่เคยเป็นหนี้ก้อนใหญ่มาก่อน
“พ่อกับแม่ไม่เคยมีหนี้ก้อนใหญ่แล้วก็เยอะแบบนี้มาก่อนแม่คงตกใจอยู่ ยังไงพ่อรอแม่ใจเย็นค่อยพูดกันใหม่นะคะ”
เธอพยายามประนีประนอมเพราะในสถานการณ์เช่นนี้กำลังใจคือสิ่งสำคัญ ยิ่งมารดาเธอเป็นประเภทจิตใจอ่อนไหวง่ายก็ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะเพียงเรื่องเล็กน้อยก็สามารถทำให้ท่านหวาดวิตกได้
“แต่เรื่องเรียนมิ่งไม่ต้องห่วงนะลูก พ่อจะพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม”
“ค่าเทอมเพิ่งจ่ายไปไม่มีอะไรต้องกังวลแล้วค่ะ ช่วงนี้พ่อหยุดส่งเงินให้หนูไปก่อนเพราะเงินเก็บหนูพอมี อีกอย่างรายได้จากงานพาร์ตไทม์ของหนูก็พอใช้ถ้าประหยัดสักหน่อย”
“พ่อขอโทษนะมิ่งที่...”
“พ่ออย่าพูดแบบนี้อีกนะคะ หนูรู้ว่าทุกอย่างที่พ่อทำก็เพราะหวังดีต่อครอบครัว”
ความจริงเธออยากจะพูดว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ครั้งหน้าบิดาจะได้ไม่กล้าทุ่มจนหมดตัวเพราะเชื่อมั่นในการตัดสินใจเช่นครั้งนี้อีก แต่ก็กลัวว่าคำพูดนั้นจะกระทบใจคนฟัง อีกทั้งยังเชื่อว่าบิดาคงจะเรียนรู้ได้เองจากความผิดพลาด
“พ่อไม่ต้องห่วงหนูค่ะ ปลอบแม่ให้ดี ๆ ก็พอ”
“จ้ะลูก”
เสียงถอนใจอีกหลายเฮือกดังขึ้นหลังจากกดวางสาย ยังดีที่เธอไม่เคยนิ่งเฉยรอเงินทางบ้านจึงทำงานพาร์ตไทม์มาตลอด เมื่อถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากจึงไม่ได้หนักหนาจนเกินไปนัก
เธอข้ามน้ำข้ามทะเลมาเล่าเรียนไกลถึงที่นี่ไม่ใช่เพราะความต้องการของตัวเองเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะการที่บิดาผลักดันอยู่เบื้องหลัง บวกกับที่เธอเป็นคนที่เรียนเก่งจึงได้มาอยู่ตรงนี้
เมื่อก่อนเธอทำงานพาร์ตไทม์เพราะต้องการช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน แต่ต่อจากนี้ไปเธอต้องทำเพื่อความอยู่รอดและปากท้องของตัวเอง ถึงแม้บิดาจะยืนยันว่ายังจะทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม แต่เธอที่รู้สถานการณ์ก็ไม่อยากรบกวน เพราะฉะนั้นหากเธอจะต้องพึ่งตัวเองแบบเต็มร้อยนั่นหมายความว่ารายได้จากงานพาร์ตไทม์ในทุกวันหยุดไม่เพียงพออีกแล้ว
“ฮัลโหล...ซินดี้”
“อืม...”
“เธอนอนอยู่เหรอขอโทษที่รบกวนนะ”
“ไม่เป็นไรฉันกำลังจะลุกไปทำงานพอดี”
ดวงตาคู่สวยเหลือบตามองนาฬิกาบนโต๊ะที่ตอนนี้บอกเวลาเกือบหนึ่งทุ่มก่อนจะกรอกเสียงใส่โทรศัพท์
“ฝากงานให้ฉันหน่อยสิ”
“หืม...”
“พูดจริง งานเสิร์ฟ เมด หรืออะไรก็ได้”
“มีอะไรหรือเปล่าเนี่ย”
“ทางบ้านมีปัญหาน่ะ คงต้องหารายได้ดูแลตัวเองแล้ว”
“โอเค ได้เลย”
พอรู้เหตุผลอีกฝ่ายก็รับคำโดยไร้ซึ่งคำถามใด ๆ อีก มิ่งกมลและซินดี้เป็นรูมเมตกันมาตั้งแต่แรกจนทุกวันนี้ เพียงแต่เวลาอินเลิฟซินดี้ก็จะตัวติดกับแฟน ไม่ค่อยได้กลับมานอนที่ห้องด้วย หรือไม่ก็กลับมาให้มิ่งกมลปลอบโยนตอนอกหักเท่านั้น
ด้วยการฝากฝังของเพื่อนมิ่งกมลจึงได้เข้าเป็นพนักงานเสิร์ฟในไนต์คลับสุดหรู ซึ่งเธอก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีตั้งแต่วันแรกของการทำงาน
“เด็กคนนั้นมาใหม่เหรอ”
รอสโซ่ถึงกับเลิกคิ้วเมื่อเพื่อนถามถึงพนักงานเสิร์ฟของเขา
“อะไร ทำท่าทางแบบนั้นทำไมวะ”
วิลล์ ย้อนถามทั้ง ๆ ที่รู้ดีถึงความหมายในท่าทางนั้น
“ก็แปลกใจไง เมื่อไหร่กันที่แกมาสนใจพนักงานของฉัน”
ไนต์คลับสุดหรูแห่งนี้เปิดรับเฉพาะแขก VIP ที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้ และวิลล์ก็เป็นแขกประจำเพราะเป็นเพื่อนกับรอสโซ่ซึ่งเป็นเจ้าของ แต่ก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่เพื่อนหนุ่มจะสนใจลูกน้องของเขาไม่ว่าจะตำแหน่งไหน เพราะผู้ชายที่เย่อหยิ่งอย่างวิลล์ไม่มองผู้หญิงระดับรากหญ้า ถ้าเขาต้องการคู่นอนสักคน ก็จะต้องเป็นระดับดารานางแบบหรือเซเลบตัวท็อป
“ถามไปงั้นแหละ”
“เออ ดีแล้วที่ถามไปอย่างนั้น”
“ทำไมวะ เด็กแกเหรอ”
ปลายเสียงที่เจือความเสียดายเอาไว้ทำให้รอสโซ่รู้ทันทีว่าเพื่อนคิดอะไร
“เปล่า แต่เด็กนั่นไม่ใช่แบบที่จะซื้อได้ง่าย ๆ”
รอสโซ่บอกตามความจริงเพราะเขาได้คุยกับมิ่งกมลด้วยตัวเองแล้วตอนที่ตัดสินใจรับเธอ ซึ่งพอได้ยินคำพูดของเพื่อนวิลล์ก็ถึงกับบิดริมฝีปากอย่างหมิ่นแคลน
“หึ! ไม่มีอะไรที่เงินซื้อไม่ได้หรอก ไม่ว่าจะอะไรบนโลกใบนี้ก็ต้องยอมสยบให้เงิน รวมทั้งผู้หญิงคนนั้นด้วย”
“ฉันบอกว่าซื้อไม่ได้ง่าย ๆ ไม่ง่ายหมายความว่าอาจจะได้แค่ยากหน่อย”
“แกใช้คำพูดผิดแล้วละ ไม่ใช่ยากหน่อย...แต่แพงหน่อยจะถูกต้องกว่า”
“นี่แกสนใจเด็กคนนี้จริง ๆ ล่ะสิ”
“ก็...”
ชายหนุ่มชะงักคำพูดก่อนที่จะยกมวนบุหรี่ขึ้นจรดริมฝีปาก เขาอัดควันเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะพ่นควันสีเทาคละคลุ้ง
“ถ้าสนแล้วจะเป็นไงอะ”
“ก็แค่แปลกใจ ปกติเห็นเลือกมาก”
“ไม่รู้สิ คนนี้ถูกใจอะ”
วิลล์เลือกที่จะตอบตรง ๆ แล้วจ้องมองเป้าหมายด้วยแววตาที่ไม่ต่างจากเสือมองเหยื่อ โดยที่แม่สมันน้อยไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย
“ก็ลองดู”
หลังจากเลิกงานมิ่งกมลก็รีบกลับห้องพักทันที ถึงแม้งานเสิร์ฟในไนต์คลับจะไม่ได้เหน็ดเหนื่อยมากมาย แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยทำงานเต็มเวลามาก่อนก็ถือว่าหนักเอาการ
“จะรอดมั้ยมิ่งเอ๊ย”
หญิงสาวพึมพำในขณะที่สองเท้าก้าวเดินไปบนบาทวิถี ก่อนที่จะหยุดเมื่อเห็นรถหรูคันหนึ่งจอดใกล้ตัวเธอ ซึ่งสิ่งที่เธอสนใจไม่ใช่ยี่ห้อรถหรือราคาของมัน แต่เป็นการเบรกที่น่าหวาดเสียวของคนขับ
หืม...เทพบุตรจุติ!
มิ่งกมลอุทานในใจเมื่อเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับรูปสลักของคนขับ และที่สำคัญคือเขากำลังเดินเข้ามาหาเธอ
ตึก! ตึก! ตึก!
หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำอย่างไม่อาจควบคุม ดวงตาคู่สวยจ้องมองเขาอย่างลืมตัว และท่าทางของเธอก็ทำให้วิลล์ยกยิ้มมุมปาก
ไม่เห็นมีอะไรยาก...
นั่นคือความคิดของเขาเมื่อเห็นว่าเธอดูเหมือนจะตะลึงในความหล่อ
“ฉันวิลล์”
“ฮะ! ...เอ่อ...ค่ะ”
“ไปนั่งรถเล่นกันหน่อยมั้ย”
เขาหล่อ เขารวยนั่นคือสิ่งที่สมองของมิ่งกมลรับรู้ในตอนนี้ แต่สิ่งที่เธอไม่เข้าใจก็คือทำไมเขาถึงมาชวนเธอไปนั่งรถเล่นทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักกัน
“คือ...คุณจำคนผิดหรือเปล่าคะ”
“ฉันเป็นเพื่อนของรอสโซ่ เจ้าของไนต์คลับที่เธอเพิ่งเดินออกมา ฉันเห็นเธอที่นั่นก็เลยตามมา”
“คุณมีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ”
ในดวงตากลมโตตอนนี้มีแต่ความกังขา ไม่มีความชื่นชมหรือตื่นตะลึงอย่างตอนแรกหลงเหลืออีกแล้ว ทำให้ความมั่นใจของวิลล์ลดฮวบลงไม่น้อย แต่คนอย่างเขามีหรือจะยอมแพ้
“ฉันชวนเธอไปนั่งรถเล่นไง”
“ไม่เป็นไรค่ะฉันรีบกลับค่ะพรุ่งนี้ฉันมีเรียน”
ใบหน้าหล่อเหลาร้อนวูบเพราะความอับอาย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกผู้หญิงปฏิเสธ
“เธอปฏิเสธฉัน”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะที่คุณมีน้ำใจแต่ฉันต้องรีบกลับแล้วค่ะ”
“น้ำใจ?”
“ค่ะ คุณจำได้ว่าฉันเป็นลูกน้องของคุณรอสโซ่เลยมีน้ำใจให้ฉันนั่งรถไปด้วย ฉันเข้าใจถูกหรือเปล่าคะ”
หากไม่ได้เห็นแววตาซื่อใสของเธอวิลล์คงคิดไปแล้วว่ากำลังถูกผู้หญิงตรงหน้ายียวนให้มีโทสะ
“ไม่ เธอเข้าใจไม่ถูก ความจริงคือฉันถูกใจเธอเลยอยากชวนให้ไปต่อด้วยกัน!”
“ไปต่อ?”
วิลล์กัดฟันกรอดเพราะเริ่มจะหมดความอดทนกับผู้หญิงที่เซ่อซ่าอย่างเธอ จึงเลือกที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจนที่สุด
“ไปเอากันมั้ยฉันจะจ่ายให้เท่าเงินเดือนเธอสามเดือน!”
คนฟังถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินประโยคนั้น แล้วความโกรธก็วูบขึ้นจนใบหน้าร้อนผ่าว แต่เพียงครู่เดียวเธอก็สามารถระงับมันได้
“ขอโทษนะคะ ฉันมาที่นี่เพื่อเรียนและทำงานเสิร์ฟอย่างเดียว ไม่ได้ทำอย่างอื่นอย่างที่คุณเข้าใจ”
มิ่งกมลพยายามเข้าใจว่าเป็นเพราะเธอทำงานกลางคืนจึงถูกเข้าใจผิดเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกโกรธเขา
“ขอตัวค่ะ”
หญิงสาวบอกลาในขณะที่เขากำลังอึ้ง แต่เมื่อจะก้าวเดินก็ต้องชะงักเพราะคำพูดผู้ชายแปลกหน้า
“งั้นเท่าไหร่ก็ได้ตามที่เธอต้องการ!”
แววตาของเธอวาวโรจน์ขึ้นทันทีที่เขาพูดจนจบประโยค ครั้งแรกเธอพอเข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิด แต่ครั้งนี้เธอถือว่าเขาจงใจดูถูก
“ฉันไม่ต้องการเงินของคุณ!”
“เธอไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เพื่อโก่งราคา ฉันบอกแล้วว่าจะให้เท่าที่เธอต้องการ”
“ฟังชัด ๆ นะ ฉันไม่ได้ขายตัวไอ้ผู้ชายโรคจิต!”
นอกจากจะไม่สนใจแล้วเธอก็ยังยัดเยียดให้เขาเป็นผู้ชายโรคจิตทำเอาวิลล์แทบคลั่ง เขาทั้งโกรธทั้งอายกับการถูกปฏิเสธในครั้งนี้ แต่พอรู้สึกตัวก็เห็นเพียงแผ่นหลังบอบบางที่ไกลออกไป
“ยัยบ้าเอ๊ย!”
ดวงตาคู่คมมีแต่ความเดือดดาลในขณะที่ใบหน้าแดงก่ำ สิ่งที่เธอทำมันคือการหยามเขาแบบที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน ยิ่งเธอเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่มีดีอะไรนอกจากหน้าตา ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกเสียหน้ามากขึ้นไปอีก แต่แทนที่เขาจะเลิกสนใจกลับอยากเอาชนะ และจะทำทุกวิถีทางให้เธอมาร้องครางอยู่ใต้ร่างเขาให้ได้!