bc

ชะตารักสะท้านภพ

book_age18+
13
FOLLOW
1K
READ
adventure
billionaire
revenge
reincarnation/transmigration
HE
time-travel
love after marriage
second chance
friends to lovers
badboy
stepfather
heir/heiress
blue collar
sweet
bxb
loser
mythology
another world
secrets
superpower
tricky
like
intro-logo
Blurb

บทนำ

พันธะนิรันดร์หลังสิ้นสงคราม

ในยุคบรรพกาลที่ใต้หล้าถูกแบ่งออกเป็นสามภพ คือ เทพ มนุษย์ และมาร สงครามระหว่าง 'แดนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า' กับ 'ขุมนรกโลกันตร์' ดำเนินมานานนับหมื่นปีจนท้องฟ้ากลายเป็นสีเลือด

เซียวเหวินโหยว มหาเทพผู้เย็นชาและไร้รัก ผู้อยู่เหนือปวงเทพทั้งมวล กระบี่ในมือเขาสังหารมารไปนับแสนเพื่อรักษาความสงบของภพสวรรค์

ทว่าคู่ปรับเพียงหนึ่งเดียวที่เขาไม่เคยเอาชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จคือ ม่อหลันซือ พญามารผู้สง่างามทว่าโหดเหี้ยม เจ้าของเนตรสีเพลิงที่เผาผลาญทุกสรรพสิ่ง

ในศึกตัดสิน ณ ยอดเขาคุนหลุน พลังของทั้งสองปะทะกันจนมิติเวลาบิดเบี้ยว แทนที่จะมอดไหม้ไปพร้อมกัน ชะตากลับเล่นตลกทำให้พวกเขาทั้งคู่สูญเสียตบะเทพและมารจนหมดสิ้น

จากนั้นจึงตกลงมายังโลกมนุษย์ในสภาพที่ถูกผูกติดกันด้วย ด้ายแดงแห่งโชคชะตา ที่ตัดอย่างไรก็ไม่ขาด!..

📢เรื่องราวจะเป็นอย่างไรโปรดติดตาม

chap-preview
Free preview
ตอนที่ 1 ปฐมบท จารึกบนศิลาไร้ลักษณ์
ในห้วงเวลาที่จักรวาลยังเป็นเพียงความว่างเปล่าอันมืดมิด ไร้ซึ่งดวงดาว ไร้ซึ่งกลางวันและกลางคืน มีเพียงกระแสพลังงานมหาศาลสองสายที่ไหลเวียนสวนทางกันไปมาประหนึ่งเกลียวคลื่นในมหาสมุทรที่มองไม่เห็น พลังงานสายแรกนั้นใสกระจ่าง บริสุทธิ์ และเยือกเย็นดุจน้ำค้างที่เกาะตัวบนยอดเขาที่สูงที่สุด มันคือตัวแทนของความสงบและการจัดระเบียบ ส่วนพลังงานอีกสายหนึ่งนั้นขุ่นมัว ร้อนแรง และแปรปรวนดุจเปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่ในส่วนลึกของผืนดิน มันคือตัวแทนของความปรารถนาและการทำลายล้างเพื่อสร้างใหม่ เมื่อกาลเวลาหมุนวนผ่านไปนับล้านปี พลังงานทั้งสองเริ่มกลั่นตัวจนมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งก่อกำเนิดเป็นจิตวิญญาณที่มีรูปลักษณ์และสติปัญญา พลังงานสีขาวบริสุทธิ์ได้ก่อกำเนิดเป็น เซียวเหวินโหยว มหาเทพผู้ถือกำเนิดจากไอทิพย์บรรพกาล กายหยาบของเขาสง่างามดุจหินสลักจากหยกขาว ผิวพรรณนวลเนียนแต่เย็นเยือกดุจหิมะ ดวงตาคู่สีหมอกของเขานั้นลึกล้ำจนไม่มีใครคาดเดาความรู้สึกได้ เขาถูกกำหนดให้เป็นผู้พิทักษ์ สมดุลแห่งสวรรค์ สำหรับเขากฎระเบียบคือทุกสิ่ง และมารคือสิ่งแปลกปลอมที่ต้องถูกกำจัดเพื่อให้โลกอยู่ในครรลองที่ถูกต้อง ในขณะเดียวกัน พลังงานสีดำที่ร้อนแรงก็ได้ก่อกำเนิดเป็น ม่อหลันซือ พญามารผู้ถือกำเนิดจากแรงปรารถนาอันแรงกล้าและหยาดโลหิตของเหล่าทวยเทพที่เคยทำผิดกฎและตกลงมาจากสวรรค์ เขาคือสัญลักษณ์ของอิสระที่ไร้ขอบเขต ม่อหลันซือมีใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจ รอยยิ้มของเขามักจะแฝงไปด้วยความเย้ยหยันต่อกฎเกณฑ์ทั้งปวง เขาเชื่อว่าสวรรค์คือคุกแก้วที่กักขังจิตวิญญาณให้ตายซาก และความมืดต่างหากคือความจริงที่ทุกคนต่างหวาดกลัวแต่ไม่กล้าเผชิญหน้า ณ งานชุมนุมท้อทิพย์ จุดเริ่มต้นของความผูกพันที่ไม่ได้ตั้งใจ เรื่องราวความบาดหมางที่ฝังรากลึกเริ่มต้นขึ้นในวันที่ดูเหมือนจะสงบสุขที่สุดวันหนึ่งบนสรวงสวรรค์ นั่นคืองานชุมนุมท้อทิพย์ที่จัดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบหนึ่งหมื่นปี เหล่าเทพเซียนจากทั่วทุกสารทิศต่างมารวมตัวกันเพื่อดื่มน้ำอมฤตและเสวยผลไม้ทิพย์ที่จะช่วยเพิ่มพูนตบะบารมี บรรยากาศเต็มไปด้วยแสงสีทองและเสียงดนตรีสวรรค์ที่ขับกล่อมอย่างไพเราะ แต่ในมุมมืดของงาน ม่อหลันซือในคราบของศิษย์เทพชั้นผู้น้อยที่มีใบหน้าธรรมดาๆ ลอบเร้นกายเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เป้าหมายของเขาไม่ใช่การมาฟังธรรมเทศนาที่น่าเบื่อ แต่เขาต้องการขโมย สุราทิพย์หมื่นปี ที่ว่ากันว่ามีรสชาติเลิศล้ำที่สุดในสามโลกเพื่อเอาไปดื่มฉลองในแดนมาร เขาเดินลัดเลาะผ่านสวนดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล จนกระทั่งมาถึงเขตหวงหามลึกสุดของอุทยานสวรรค์ ที่นั่นมีต้นท้อโบราณต้นใหญ่ที่กิ่งก้านแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วบริเวณ ดอกท้อสีชมพูอ่อนร่วงโรยลงมาตามสายลมประหนึ่งสายฝน และใต้ต้นท้อที่สันโดษที่สุดนั้นเอง เขาได้พบกับร่างของชายผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่อย่างสงบนิ่ง ชายผู้นั้นคือ เซียวเหวินโหยว มหาเทพผู้ไม่ชอบความวุ่นวาย เขาปลีกตัวจากงานรื่นเริงมานั่งทำสมาธิเพื่อให้จิตใจเชื่อมต่อกับจักรวาล รอบกายของเขามีไอเย็นจางๆ ปกคลุมอยู่ประหนึ่งกำแพงล่องหนที่ใครก็มิอาจก้าวล่วง ม่อหลันซือที่ยืนพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกล มองดูเทพผู้สูงส่งด้วยสายตาขบขัน เขาไม่ได้เกรงกลัวต่อบารมีของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เขากลับรู้สึกว่าความสงบนิ่งนั้นมันช่างน่าหมั่นไส้เสียจริง เขาจึงเปิดไหสุราทิพย์ที่เพิ่งขโมยมาได้ กลิ่นหอมของสุราอบอวลไปทั่วบริเวณ ก่อนจะเอ่ยปากเย้าแหย่ขึ้นด้วยเสียงที่กังวานสดใส "ท่านเทพผู้สูงส่ง เหตุใดจึงทำหน้าตาเบื่อโลกเช่นนั้นเล่า สุราในมือนี้น่ารื่นรมย์กว่าการนั่งหลับตาเป็นก้อนหินตั้งเยอะ" ม่อหลันซือในร่างจำแลงเอ่ยพร้อมกับก้าวเดินเข้าไปหาอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มของเขาดูซุกซนและท้าทายในเวลาเดียวกัน เซียวเหวินโหยวค่อยๆลืมตาขึ้นเพียงครึ่งเดียว ดวงตาสีหมอกของเขาจ้องมองไปยังผู้บุกรุก พลังเทพที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศรอบกายสั่นสะเทือนจนใบไม้ไหวเอน น้ำเสียงที่เขาเอ่ยออกมานั้นเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย "เจ้าเป็นใคร? กลิ่นอายของเจ้า ไม่ใช่ชาวสวรรค์" เพียงประโยคเดียว ม่อหลันซือรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พยายามจะสยบเขาให้คุกเข่าลง ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไปชั่วขณะจากอานุภาพของมหาเทพ แต่แทนที่จะหนีหรือเกรงกลัว ม่อหลันซือกลับหัวเราะเบาๆ แล้วยื่นไหสุราไปตรงหน้าเซียวเหวินโหยวอย่างใจดี "ข้าคือ ความรื่นรมย์ ที่ท่านไม่เคยรู้จักอย่างไรเล่า ท่านเทพผู้เคร่งครัด ลองชิมรสชาติของชีวิตที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ดูบ้างสิ แล้วท่านจะรู้ว่าการเป็นก้อนหินน่ะมันน่าเบื่อเพียงใด" สายตาของทั้งสองสอดประสานกันเป็นครั้งแรก ท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกท้อและไอเย็นของพลังเทพ วินาทีนั้นความแปลกประหลาดบางอย่างได้เกิดขึ้นในใจของทั้งคู่ เซียวเหวินโหยวรู้สึกถึงความปั่นป่วนที่เขาไม่เคยสัมผัสมานานนับหมื่นปี ส่วนม่อหลันซือก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดที่น่าประหลาดใจ แต่นั่นก็เป็นเพียงชั่วพริบตาเดียวก่อนที่เซียวเหวินโหยวจะตระหนักได้ว่าคนตรงหน้าคือ มาร และม่อหลันซือก็รู้ว่าอีกฝ่ายคือ ศัตรู ที่เขาต้องทำลาย หลังจากวันนั้น ความจริงก็ถูกเปิดเผย สงครามระหว่างเทพและมารปะทุขึ้นอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ ทั้งสองรบกันนับพันปี แผ่นดินสวรรค์และพิภพมารต่างนองไปด้วยเลือดและน้ำตา จนมาถึงศึกตัดสินที่เขาคุนหลุน กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงฉากสุดท้ายของสงคราม บนยอดเขาคุนหลุนที่ซึ่งเมฆหมอกหนาทึบและพายุหิมะพัดกระหน่ำจนมองไม่เห็นทาง เซียวเหวินโหยวและม่อหลันซือยืนเผชิญหน้ากันในสภาพที่เหนื่อยล้าเต็มที เสื้อผ้าของเซียวเหวินโหยวขาดวิ่นและเปื้อนเลือดทองคำ ส่วนม่อหลันซือก็มีบาดแผลเหวอะหวะทั่วร่างจากการปะทะกับกระบี่เทพ "จบสิ้นกันที ม่อหลันซือ ความวุ่นวายที่เจ้าก่อจะต้องยุติลงที่นี่!" เซียวเหวินโหยวเอ่ยด้วยเสียงอันดัง คมกระบี่สีเงินวาววับของเขาจดจ่ออยู่ที่ลำคอของพญามาร " หากข้าต้องตาย ข้าก็จะลากท่านลงนรกไปด้วยกัน!" ม่อหลันซือคำรามพลางใช้หอกทมิฬแทงสวนกลับไปจ่อที่หัวใจของมหาเทพอย่างแม่นยำ ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะปลิดชีพกันและกัน พลังงานบางอย่างที่หลับใหลอยู่ภายใต้ศิลาบรรพกาลใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาก็พลันตื่นขึ้น มันคือ ศิลาไร้ลักษณ์ ที่ถูกสร้างโดยบรรพเทพผู้สร้างโลก ศิลานี้มีหน้าที่รักษาสมดุลสูงสุดของจักรวาล เมื่อมันสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แรงกล้าจากขั้วบวก หรือคือ เทพ และขั้วลบ คือมาร ที่กำลังจะทำลายล้างกันเองจนโลกพังทลาย ศิลาจึงปลดปล่อยกลไกสุดท้ายออกมา ทันใดนั้น แสงสีแดงเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เปลี่ยนพายุหิมะให้กลายเป็นสีเลือด เส้นด้ายสีแดงมหาศาลนับร้อยนับพันเส้นพุ่งออกมาจากศิลา รัดพันร่างกายของเทพและมารเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา มันไม่ใช่แค่การผูกมัดทางกาย แต่คือการผูกมัดทาง ดวงจิต "นี่มัน ด้ายแดงมหาจักรวาล!" เซียวเหวินโหยวอุทานด้วยความตกใจ เขาพยายามใช้พลังเทพตัดเส้นด้ายนั้นแต่กลับไม่เป็นผล "เจ้าทำอะไรลงไป!?" ม่อหลันซือคำรามด้วยความเจ็บปวดเมื่อด้ายแดงนั้นซึมลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ เสียงกังวานจากสวรรค์ดังขึ้นในห้วงสำนึกของทั้งคู่ เป็นคำสาปและคำสอนที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ "พวกเจ้าต่างมองเห็นแต่จุดเสียของอีกฝ่าย แต่ไม่เคยเรียนรู้ความหมายของการดำรงอยู่ของกันและกัน จงลงไปสู่โลกมนุษย์ เรียนรู้ความทุกข์ที่เกิดจากกิเลส และความรักที่เกิดจากการเสียสละ หากคนหนึ่งตาย อีกคนจะต้องดับสูญ หากคนหนึ่งเจ็บ อีกคนจะต้องสะท้านช้ำใจ" ก่อนที่สติของทั้งคู่จะดับวูบลง เซียวเหวินโหยวและม่อหลันซือต่างจ้องมองกันเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ร่างของมหาเทพและพญามารสลายกลายเป็นละอองแสง ลอยละล่องลงสู่โลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เพื่อเริ่มต้นบทพิสูจน์ที่ชะตากรรมเป็นผู้เขียนขึ้น โลกมนุษย์ในยามนั้นเต็มไปด้วยสงครามระหว่างแคว้น ความยากแค้น และความเชื่อในเรื่องเทพเซียนที่เสื่อมถอยลง การที่เทพและมารผู้ยิ่งใหญ่ต้องลงไปเกิดในร่างของมนุษย์ที่ไร้ซึ่งพลังทิพย์ คือบทลงโทษที่ร้ายแรงที่สุด พวกเขาต้องใช้ชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ เติบโตท่ามกลางความขัดแย้ง และที่สำคัญที่สุด... พวกเขาต้องพบกันอีกครั้งในฐานะที่ด้ายแดงเป็นผู้กำหนด ..... เซียวเหวินโหยว ต้องเรียนรู้ว่า ความถูกต้อง ไม่ได้มีเพียงสีขาวเสมอไป และการทำตามกฎอย่างเคร่งครัดอาจเป็นการทำร้ายหัวใจผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ม่อหลันซือ ต้องเรียนรู้ว่า อิสระ ที่แท้จริงไม่ใช่การทำตามใจตนเอง แต่คือการรู้จักรับผิดชอบต่อความรู้สึกของคนที่ตนรัก ...... ท้องฟ้าเหนือเขาคุนหลุนกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงศิลาไร้ลักษณ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหิมะขาวโพลน ร่องรอยของสงครามหายไปสิ้น แต่จารึกบนศิลาได้เปลี่ยนไป มีอักษรโบราณปรากฏขึ้นเพียงสั้นๆ ว่า "เมื่อแสงและเงาหลอมรวม โลกจึงจะพบกับนิรันดร์" จบตอนที่ 1

editor-pick
Dreame-Editor's pick

bc

Light in the Dark เปลี่ยนร้ายให้เป็นรัก

read
1K
bc

ใต้อาณัติอสรพิษ

read
1K
bc

ไฟผลาญ

read
1K
bc

One night stop! รักต้องหยุด

read
2.3K
bc

ตราบมนตรา

read
1.1K
bc

ผมรักนายmy bad boy (Mpreg)

read
4.2K
bc

หนุ่มร้อนรัก

read
2.1K

Scan code to download app

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook