บรรยากาศภายในห้องพักช่วงสายของวันดูจะหม่นหมองผิดปกติ ม่อหลันซือ พญามารผู้เคยเกรียงไกร บัดนี้กลับนั่งคุดคู้เดียวดายอยู่บนพื้นไม้ข้างเตียง ใบหน้าหวานซุกอยู่ระหว่างเข่าทั้งสองข้าง แผ่นหลังสั่นเทาน้อย ๆราวกับกำลังเผชิญกับคราวเคราะห์ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
เซียวเหวินโหยว มหาเทพผู้เคร่งครัดในระเบียบวินัย เขาหันเข้ามา เห็นภาพนั้นก็อดแปลกใจไม่ได้ เขาหยุดยืนห่างออกไปสามก้าว มองร่างที่ดูเหมือนแมวเซื่องซึมตัวหนึ่งแล้วถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งตามสไตล์
"เจ้าเป็นอะไรไป? เมื่อเช้ายังเห็นหน้าระรื่น บ่นเรื่องริมฝีปากบวมอยู่เลยมิใช่หรือ?"
"ฮืออออออ!" ม่อหลันซือเงยหน้าขึ้นมา น้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร
"มหาเทพ ข้ามันคนบาป ข้ามันใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเกินไป เงินทองที่เราหามาได้จากหินทมิฬ ข้าเอาไปถลุงที่หอนางโลมเกือบหมดแล้ว ตอนนี้เหลือนิดเดียวเอง คงไม่เกินเที่ยงวันนี้เราต้องอดตายแน่ๆ"
มหาเทพเซียวเหวินโหยวถึงกับหลุดหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาเคยมองว่าม่อหลันซือคือมารร้ายที่ควรถูกกำจัด แต่พญามารในร่างมนุษย์ที่กำลังร้องไห้ขี้มูกโป่งเพราะกลัวไม่มีเงินกินข้าวนี่ ช่างดูเหมือนเด็กน้อยที่น่าเอ็นดูเหลือเกิน
"ม่อหลันซือ เจ้าช่วงนี้ช่างเหมือนเด็กน้อยจริงๆ" มหาเทพยืดตัวตรง มือไขว้หลังอย่างสง่างาม
"ไปหาเงินกันเถอะ" มหาเทพเอ่ยขึ้น
"หาเงิน? ไปหาที่ไหน? ข้าไม่มีหินทมิฬเหลือแล้วนะ"
"เดินตามข้ามาก็พอ"
เซียวเหวินโหยวเดินนำหน้าออกไปทันที ทำให้ด้ายแดงที่ข้อมือรั้งกระชากร่างของม่อหลันซือให้ลุกขึ้นเดินตามไปด้วยความหมดอาลัยตายอยาก
พญามารเดินลากขาไปปากบ่นพึมพำเรื่องหมั่นโถวไส้หมูสับที่อาจจะเป็นมื้อสุดท้ายของชีวิต จนกระทั่งพวกเขาเดินมาถึงย่านใจกลางเมืองที่มีผู้คนมุงดูกันหนาแน่น
เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากหน้าคฤหาสน์ของมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งคนหนึ่ง ภาพที่เห็นคือหญิงวัยกลางคนในชุดภูมิฐานแต่หลุดลุ่ยกำลังถูกบ่าวรับใช้ผลักไสออกจากประตูบ้าน ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าทอของชายเจ้าของบ้านที่อ้างว่านางทำเสน่ห์มนต์ดำใส่เขา
ม่อหลันซือหยุดชะงัก แววตาขี้เล่นหายวับไปชั่วครู่ จมูกของเขาขยับสูดอากาส กลิ่นอายมารเข้มข้นมาก"
เขาสบตากับเซียวเหวินโหยว มหาเทพพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
"พวกมารปีศาจนี่นะ จะมิให้สวรรค์กำจัดได้เช่นไร สร้างความเดือดร้อน พรากคู่ครอง ทำลายครอบครัวผู้อื่นไปทั่ว"
ม่อหลันซือหน้ามุ่ยทันควัน
"นี่ท่าน! อย่าเหมารวมสิ มารดีๆก็มีตั้งเยอะ อย่างข้านี่ไง แต่ไอ้มารกระจอกตัวนี้มันทำเกินไปจริงๆ เข้าไปจัดการมันเถอะ ข้าก็เหม็นขี้หน้าพวกชอบเล่นของสกปรกแบบนี้เหมือนกัน"
"ยังเข้าไม่ได้" เซียวเหวินโหยวห้ามไว้
"เราต้องปลอมตัวกันก่อน เพื่อไม่ให้คนจำได้"
"ปลอมเป็นอะไร?" ม่อหลันซือถามอย่างซื่อๆ
"ปลอมเป็น สามีภรรยา"
"หาาาาาาา!" ม่อหลันซือร้องลั่นจนคนแถวนั้นหันมามอง
"ข้ากับท่านเนี่ยนะ?เป็นสามีภรรยา นี่ท่านมหาเทพ ไม่ใช่จะให้ข้าเป็นเมียท่านจริงๆ หรอกนะ?" พญามารแสร้งกอดอก ยักคิ้วให้ด้วยความเจ้าเล่ห์
เซียวเหวินโหยวใบหน้ากระตุกเล็กน้อย แต่หูแดงไปถึงท้ายทอย เมื่อคำถามสะกิดใจจนใจเต้น เขาเมินสายตานั้นแล้วเดินนำไปทางร้านขายเสื้อผ้า
"ถ้าเจ้าไม่ทำ ก็ไปหาที่อื่นทำมาหากินเอง หรือไม่วันนี้เจ้าก็จงอดกินข้าวเสีย"
"ก็ได้ๆ กลัวแล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่" ม่อหลันซือจีบปากจีบคอเดินตามไปอย่างกวนอารมณ์ และเดินบิดเบี้ยวคล้ายมารยาของอิสตรี มหาเทพหลับตาลงระงับจิตใจที่พญามารวันๆเอาแต่กวนประสาทเขา
ในเวลาต่อมา ณ มุมหนึ่งของถนน ทั้งคู่เดินออกมาพร้อมกับรูปลักษณ์ใหม่
มหาเทพเซียวเหวินโหยวแต่งกายด้วยชุดนักพรตสีเรียบๆ แต่ที่แปลกตาที่สุดคือเขามี หนวดเคราสีดำรุงรังติดอยู่ที่ใบหน้าเพื่อปิดบังความหล่อเหลาที่เกินมนุษย์ แต่ทว่าความนิ่งสงบและรัศมีบางอย่างยังคงทำให้เขาดูเหมือนหมอดูเทวดาผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ แต่คนที่ดึงสายตาผู้พบเห็นที่สุดคือ ม่อหลันซือ
พญามารจำต้องแต่งกายเป็นสตรีตามคำสั่งแกมบังคับ เขาอยู่ในชุดผ้าแพรสีชมพูกลีบบัว ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นครึ่งหัวประดับด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย ใบหน้าที่เคยดูซุกซนบัดนี้ถูกแต่งแต้มเล็กน้อยจนดูอ่อนหวานหยดย้อย แทบไม่มีเค้าลางของบุรุษเพศหลงเหลืออยู่เลย มหาเทพถึงกับนิ่งค้างไปครู่ใหญ่เมื่อเห็น ภรรยาจำแลงของตน เขามองม่อหลันซือนิ่ง หัวใจเต้นโครมคราม
ม่อหลันซือเห็นเซียวเหวินโหยวนิ่งไปนานผิดปกติ จึงเดินเข้าไปใกล้แล้วใช้มือปัดไปมาตามดวงหน้าและดวงตาสีหมอก
"มหาเทพ มหาเทพ ท่านวิญญาณหลุดไปชั้นสวรรค์แล้วหรือไง? ตะลึงในความงามของข้าล่ะสิ"
เซียวเหวินโหยวได้สติ เขากระแอมไอแก้เขิน
"ข้าแค่คิดว่า เจ้าแต่งแบบนี้แล้วดูเงียบขึ้นเยอะ"
ม่อหลันซือหัวเราะร่าเมื่อเห็นหน้าตาของมหาเทพชัดๆ
"ฮ่าๆๆๆ ท่านดูหนวดนั่นสิ มหาเทพผู้สูงส่งติดหนวดปลอมรุงรังเป็นตาแก่คางคก ฮ่าๆๆๆ สมน้ำหน้า"
มหาเทพถอนหายใจยาวด้วยความระอา เขาขยับตัวจะเดินต่อ
"ไปเถอะ"
"ไปไหนล่ะท่านพี่?" ม่อหลันซือถามล้อเลียน
จังหวะที่ม่อหลันซือยังไม่ทันตั้งตัว เซียวเหวินโหยวก็เดินนำออกไปแรงๆ ทำให้ด้ายแดงรั้งจนร่างของพญามารถลันเข้าไปชนแผ่นหลังกว้างของมหาเทพอย่างจัง เซียวเหวินโหยวรีบหันกลับมาและโอบกอดร่างบางไว้ในวงแขนเพื่อไม่ให้ล้ม
ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ม่อหลันซือใจเต้นตุ๊บตั๊บอย่างควบคุมไม่ได้ กลิ่นหอมสะอาดจากตัวมหาเทพทำให้เขารู้สึกมึนงงยิ่งกว่าเหล้าที่ดื่มเมื่อคืน
"ไปเถอะ ภรรยาข้า" เซียวเหวินโหยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลอย่างที่ม่อหลันซือไม่เคยได้ยินมาก่อน
"ขะ ขนลุกซู่เลย ท่านอย่าพูดคำนี้อีกนะ" พญามารโวยวายแก้เก้อ สะบัดตัวออกแล้วเดินนำไปหน้าไปคฤหาสน์มหาเศรษฐีทันที
"ว่าแต่..ทำไมเราต้องแต่งตัวแบบนี้ด้วยเนี่ย ท่านจะอายอะไรนักหนา หน้าท่านหล่อขนาดนั้นคนเขาไม่จำไปจนตายเหรอ?"
"ข้าไม่อยากให้คนทั่วไปจดจำใบหน้าที่แท้จริง และไม่อยากให้ใครมองเจ้ามากเกินไป"
ประโยคหลังเซียวเหวินโหยวพูดเบามากจนสายลมเกือบพัดหายไป ม่อหลันซือหน้าแดงขึ้นทันที และหุบปากเงียบไปในทันควัน
ทั้งคู่ถือป้ายผ้าที่เขียนว่า หมอดูเทวดา รู้ฟ้าดิน สิ้นเคราะห์กรรม ทำท่าเดินผ่านหน้าคฤหาสน์ของมหาเศรษฐี จังหวะนั้นเอง ลูกสาวของภรรยาเอกที่ถูกขับไล่กำลังยืนร้องไห้อยู่หน้าประตู นางรู้สึกมืดแปดด้านเพราะบิดาหลงเชื่ออนุภรรยาจอมเจ้าเล่ห์ที่กล่าวหาว่าแม่ของนางใช้คุณไสยใส่บิดา
"หมอดูเทวดา รู้ใจคน เห็นมารร้ายในคราบมนุษย์!" มหาเทพจงใจป่าวประกาศเสียงดัง
หญิงสาวผู้นั้นหันขวับมาทันที นางเห็นนักพรตหนวดเฟิ้มที่มีท่าทางน่าเลื่อมใส และสตรีข้างกายที่ดูงดงามราวกับนางสวรรค์ จึงรีบวิ่งเข้าหาด้วยความหวัง
"ท่านอาจารย์! ท่านช่วยข้าด้วย ท่านบอกว่าเห็นมารในคราบมนุษย์ ท่านหมายถึงใครกัน?"
เซียวเหวินโหยวหยุดเดิน เขามองเข้าไปในคฤหาสน์ด้วยสายตาเย็นเยือก แล้วเอ่ยขึ้นโดยที่หญิงสาวยังไม่ทันเล่ารายละเอียด
"ในบ้านหลังนี้ ผู้ที่ถูกขับไล่ออกไปคือผู้บริสุทธิ์ ส่วนผู้ที่กำลังยิ้มย่องอยู่ในใจต่างหากที่ครอบครองอาคมทมิฬ"
หญิงสาวเบิกตากว้าง
"ท่านรู้ได้อย่างไร บิดาข้ากำลังไล่ท่านแม่ข้าไป เพราะคิดว่าท่านแม่ทำเสน่ห์ใส่เขา"
"อาคมที่ใช้ ไม่ใช่เสน่ห์ แต่เป็นหญ้ามารลืมจิตที่ส่งกลิ่นหอมชวนฝัน และผู้ที่ปรุงมันขึ้นมา ก็คืออนุภรรยาที่สามของบ้านนี้มิใช่หรือ?"
หญิงสาวแทบจะก้มกราบเท้า
"จริงดังท่านว่า นางเพิ่งเข้ามาอยู่ในบ้านได้ไม่กี่เดือน บิดาข้าก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ท่านอาจารย์โปรดช่วยท่านแม่ข้าด้วยเถิด"
ม่อหลันซือที่ยืนอยู่ข้างๆ แอบกระซิบข้างหูมหาเทพ
"ท่านเทพ ท่านไปแอบดูเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย แม่นอย่างกับตาเห็น"
"ข้าแค่สัมผัสกลิ่นอายมารได้ และข้าก็ฉลาดกว่าเจ้า" มหาเทพตอบพลางยกยิ้มมุมปากที่ซ่อนอยู่ใต้หนวด
"ท่านอาจารย์ เชิญเข้าบ้านก่อนเถิดเจ้าค่ะ" หญิงสาวรีบพาทั้งคู่เดินเข้าสู่คฤหาสน์ทันที
ม่อหลันซือเดินนวยนาดตามไปพลางกระซิบย้ำ
"งานนี้ขอทองหนักๆนะท่านสามี ข้าอยากกินเป็ดย่างจะแย่แล้ว"
เซียวเหวินโหยวมองภรรยาจำแลงตัวแสบแล้วส่ายหน้าเบาๆ มือของเขาขยับไปจูงมือม่อหลันซือไว้แน่นโดยไม่สนใจสายตาใคร เพื่อให้แน่ใจว่าพญามารจะไม่อยู่ห่างกายไปเล่นซนที่ไหนในบ้านที่มีกลิ่นอายมารร้ายแห่งนี้
จบตอนที่ 5
ฉากพิเศษนอกบท
หลังจากที่ทั้งคู่ได้รับเชิญเข้ามาพักในคฤหาสน์มหาเศรษฐีเพื่อเตรียมทำพิธีปราบมารในวันรุ่งขึ้น ปัญหาก็เกิดขึ้นทันทีเมื่อสาวใช้พาทั้งคู่มายังห้องนอนรับแขก ซึ่งมีเพียง เตียงเดี่ยวขนาดใหญ่หลังเดียวเท่านั้น
"เชิญท่านอาจารย์และภรรยาท่านพักผ่อนตามสบายนะเจ้าคะ หากต้องการน้ำล้างเท้าหรือของว่างเพิ่ม เรียกพวกข้าได้ทันทีเลยเจ้าค่ะ" สาวใช้โค้งคำนับพลางส่งสายตาชื่นชมในความงามของม่อหลันซือในร่างหญิงก่อนจะปิดประตูลง
ปัง!
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง ม่อหลันซือในชุดสีชมพูกลีบบัวรีบกระโดดขึ้นไปนั่งบนเตียงนุ่มทันที
"โอ๊ย! นุ่มชะมัดเลยท่านเทพ คุ้มจริงๆที่ยอมแต่งชุดบ้าๆนี่"
เซียวเหวินโหยว ในชุดนักพรตหนวดเฟิ้มยืนกอดอกนิ่งอยู่กลางห้อง สายตาคมกริบภายใต้หนวดรุงรังจ้องมองภรรยาจำแลงที่กำลังกลิ้งไปมาบนเตียง
"เจ้าลืมไปแล้วรึว่าเราอยู่ในฐานะอะไร? กิริยาเช่นนั้นสตรีที่ไหนเขาทำกัน"
"เอ้า ก็ตอนนี้ไม่มีใครเห็นนี่นา" ม่อหลันซือดีดตัวขยับขึ้นมานั่งยิ้มเผล่
"ว่าแต่ท่านเถอะ หนวดนั่นน่ะ ถอดออกบ้างก็ได้นะ เห็นแล้วข้าขำจนท้องแข็งแล้ว ฮ่าๆๆ ท่านเหมือนตาแก่คางคกจริงๆด้วย"
มหาเทพถอนหายใจยาวพลางเดินไปที่โต๊ะกลางห้อง เขาค่อยๆดึงหนวดปลอมออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่สะกดทุกสายตา แต่แววตานั้นกลับดูหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
"ถ้าเจ้ายังไม่เลิกหัวเราะ ข้าจะเอาหนวดนี่ไปแปะบนหน้าเจ้าแทน"
"ว้าย กลัวแล้วเจ้าค่ะท่านพี่" ม่อหลันซือแกล้งทำเสียงเล็กเสียงน้อย พลางเดินนวยนาดเข้าไปหา
"มหาเทพ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ในเมื่อเราต้องแสดงเป็นสามีภรรยา ท่านไม่ต้องทำหน้ายักษ์ขนาดนั้นก็ได้นะ ดูข้านี่ ต้องเป็นข้าสิที่ต้องดูแลท่านดั่งยอดดวงใจ" ม่อหลันซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
พูดจบ พญามารตัวแสบก็หยิบอ่างน้ำเล็กๆ มาวางที่พื้นหน้ามหาเทพ
"มาเจ้าค่ะท่านพี่ เดี๋ยวเมียคนนี้จะล้างเท้าให้ท่านเอง" ม่อหลันซือกะจะแกล้งเขาเซียวเหวินโหยวชะงัก
"เจ้าจะทำอะไร?"
"ก็ปรนนิบัติสามีไงเล่าท่านมหาเทพ" ม่อหลันซือหัวเราะคิกคักพลางดึงเท้าของมหาเทพลงมาในอ่างน้ำอย่างรวดเร็ว มหาเทพผู้สูงส่งถึงกับตัวแข็งทัดทานไม่ทัน สัมผัสจากมือนุ่มที่ลูบไล้ไปตามหลังเท้าทำเอาหัวใจของเขาเต้นโครมคราม
"ม่อหลันซือ พอได้แล้ว" มหาเทพสั่งเสียงเข้ม แต่หูของเขากลับแดงก่ำ
"ไม่เอาหน่า ท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้วนะ" ม่อหลันซือเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานหยดย้อย แสงเทียนในห้องสะท้อนดวงตาซุกซนของเขาจนดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด
"ท่านรู้หรือไม่ ตอนท่านทำหน้าดุใส่พวกบ่าวข้างล่างน่ะ ท่านดูหล่อเหลาขึ้นเป็นกองเลยนะ"
มหาเทพนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ความเงียบทำให้เสียงหัวใจเต้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เขาจ้องมองใบหน้าหวานที่อยู่แทบเท้า ความรู้สึกอยาก แกล้งคืนก็ผุดขึ้นมา เซียวเหวินโหยวใช้เท้าข้างที่อยู่ในน้ำขยับวนเล็กน้อยจนน้ำกระเด็นใส่หน้าพญามาร
"เหวอ! ท่านเทพ! ท่านเล่นสกปรก!" ม่อหลันซือโวยวาย พยายามจะเอามือเปียกๆ ไปป้ายหน้ามหาเทพ
แต่เซียวเหวินโหยวไวกว่า เขารวบข้อมือทั้งสองข้างของม่อหลันซือไว้ด้วยมือเดียว แล้วดึงร่างบางเข้าหาตัวจนม่อหลันซือถลันขึ้นมานั่งเกยอยู่บนตักของมหาเทพอย่างเลี่ยงไม่ได้
"เจ้าบอกเองมิใช่หรือ ว่าต้องดูแลข้าดั่งยอดดวงใจ" เซียวเหวินโหยวโน้มหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกชนกัน
"แล้วเมียที่ดี เขาแค่ล้างเท้าให้สามีแค่นั้นรึ?"
ม่อหลันซือหน้าร้อนฉ่าจนแทบไหม้
"ทะ... ท่าน... ท่านจะทำอะไร? นี่ข้าแกล้งท่านเล่นนะ"
"ข้าไม่เล่น" มหาเทพเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ สายตาจ้องเขม็งไปที่ริมฝีปากบางของพญามาร
"เมื่อคืนเจ้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน วันนี้เจ้าจำอะไรไม่ได้เลยรึ?"
"ขะ... ข้าจำได้แค่รสเหล้า" ม่อหลันซือพยายามดิ้น แต่ยิ่งดิ้น ด้ายแดงที่ข้อมือก็ยิ่งรัดแน่นจนทั้งคู่แนบชิดกันมากกว่าเดิม
"งั้นข้าจะช่วยให้เจ้าจำรสชาติอื่นได้ดีขึ้น..."
ยังไม่ทันที่ม่อหลันซือจะประท้วง มหาเทพผู้เคร่งขรึมกลับลืมตัวทำตามหัวใจที่อดทนอดกลั้นมานาน เขากดจูบลงมาอย่างรวดเร็ว แต่มันไม่ใช่จูบที่ดุดันเหมือนเมื่อคืนที่ผ่านมา มันคือจูบที่นุ่มนวล ลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยความเอ็นดูที่เขาซ่อนไว้ไม่มิด ม่อหลันซือที่ตอนแรกจะขัดขืน กลับค่อยๆ โอนอ่อนตาม สัมผัสนี้มันช่างหวานหอมจนเขาเผลอครางออกมาในลำคอเบาๆ
จูบนั้นดำเนินไปเนิ่นนานจนกระทั่งม่อหลันซือเริ่มหายใจไม่ทัน เซียวเหวินโหยวถึงยอมถอนริมฝีปากออกช้าๆ เขามองดูพญามารที่หน้าแดงจัด ลมหายใจหอบถี่ และดวงตาที่เยิ้มไปด้วยอารมณ์เคลิ้ม
"จำได้บ้างหรือยัง?" มหาเทพถามพลางใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยริมฝีปากที่บวมแดงของอีกฝ่าย
"ท่านมัน ไอ้เทพเจ้าเล่ห์ ท่านแอบเอาเปรียบข้าตอนข้าอยู่ในร่างหญิง" ม่อหลันซือตะโกนแก้เขินพลางมุดหน้าหนีลงบนบ่าแกร่งของมหาเทพ
"ข้าไม่คุยกับท่านแล้ว ข้าจะนอน"
มหาเทพหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งกว่าฝนตกเป็นทองเขาโอบอุ้มภรรยาจำแลงขึ้นไปวางบนเตียงอย่างทะนุถนอม ก่อนจะล้มตัวลงนอนเคียงข้าง
"ห้ามข้ามฝั่งมานะ!" ม่อหลันซือเอาหมอนข้างมากั้นกลาง
"เจ้าเป็นคนลากข้าเข้ามาเป็นสามีภรรยาเองนะม่อหลันซือ คืนนี้ หมอนข้างนี่กั้นข้าไม่ได้หรอก"
เซียวเหวินโหยวคว้าหมอนข้างขว้างทิ้งไป แล้วดึงพญามารเข้ามากอดไว้แน่นในอ้อมอก ท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน
คืนนั้นในคฤหาสน์เศรษฐี พญามารผู้เกรียงไกรกลับหลับปุ๋ยไปในอ้อมกอดของศัตรูคู่อาฆาตอย่างมีความสุขที่สุดในรอบพันปี
จบฉากพิเศษ