ตอนที่ 7 ป่าหมอกราคะ

2412 Words
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยการลาจากสำนักศึกษาที่เมืองทิศอุดร เซียวเหวินโหยว และ ม่อหลันซือ ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศบูรพาตามคำบอกใบ้ของหมู่ดาวที่ร่วงหล่น ท้องฟ้าในทิศนี้ดูขุ่นมัวผิดปกติ เมฆหมอกสีชมพูจางๆปกคลุมยอดเขาสูงชันที่ทอดตัวยาวราวกับมังกรหลับไหล "มหาเทพ ท่านแน่ใจนะว่าเรามาถูกทาง?" ม่อหลันซือถามพลางปาดเหงื่อ "ข้ารู้สึกว่ายิ่งเดินกลิ่นอายรอบตัวมันยิ่งแปลกๆ มันไม่ใช่กลิ่นมาร ไม่ใช่กลิ่นเทพ แต่มันเหมือนกลิ่นดอกไม้เน่าที่ผสมกับน้ำหอมราคาถูก" เซียวเหวินโหยวนิ่งสงบ มือหนึ่งกุมกระบี่ไม้ที่เขาเสกขึ้นชั่วคราว "นั่นคือกลิ่นของเทพตกสวรรค์ผู้ที่ถูกริบพลังทิพย์และเนรเทศลงมาด้วยความผิดฐานละเมิดกิเลส เมื่อเทพเหล่านี้ตกสู่โลกมนุษย์ จิตที่เคยบริสุทธิ์จะถูกกัดเซาะด้วยความปรารถนาที่กักขังไว้ จนกลายเป็นเทพนอกรีด ที่ร้ายกาจยิ่งกว่าปีศาจทั่วไป" เดินลึกเข้าไปในเขตป่าหมอกราคะต้นไม้รอบข้างกลับดูมีชีวิตชีวาผิดปกติ กิ่งก้านของมันพันเกี่ยวกันราวกับร่างกายของมนุษย์ที่กำลังโอบกอดกัน ดอกไม้สีแดงสดส่งกลิ่นหอมเย้ายวนจนสติเริ่มพร่าเลือน ม่อหลันซือรู้สึกหัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ ใบหน้าของเขาเริ่มร้อนผ่าว ทันใดนั้น เสียงแส้ที่ฟาดลงบนผิวหนังดังกึกก้องไปทั่วป่า พร้อมกับเสียงร้องไห้อย่างเจ็บปวด ม่อหลันซือชะงักกึก เขาจำเสียงนั้นได้ มันคือเสียงของอาเป่าปีศาจจิ้งจอกน้อยที่เป็นหนึ่งในบริวารคนสนิทในแดนมาร ที่ลานกว้างกลางป่า ภาพที่เห็นทำเอาพญามารตัวสั่นสะท้านด้วยความโกรธ ปีศาจมารหลายตนถูกโซ่ตรวนวิเศษพันธนาการไว้ พวกเขาถูกบังคับให้คุกเข่าปรนนิบัติชายคนหนึ่งในชุดคลุมสีทองหม่นที่ดูรุ่มร่าม ใบหน้าของชายผู้นั้นหล่อเหลาแต่แฝงไปด้วยความหยาบโลน เขาคือ เทพธิดาฉางอวิ๋น ในร่างจำแลงบุรุษ เทพผู้ถูกลงทัณฑ์จากแท่นประหารเซียนเพราะลอบทำผิดประเวณีบนสวรรค์ "พวกมารชั้นต่ำ ในเมื่อเจ้านายของพวกเจ้าหนีหายไปแล้ว ก็จงมาเป็นทาสกามให้ข้าเสียดีๆ" ฉางอวิ๋นหัวเราะร่าพลางตวัดแส้ใส่ปีศาจจิ้งจอก "บังอาจ!!!" ม่อหลันซือคำราม เสียงของเขาทรงพลังจนหมอกรอบข้างกระจายตัวออก พญามารไม่รอช้า พุ่งทะยานเข้าใส่เทพนอกรีดทันที แม้พลังจะยังไม่สมบูรณ์ แต่โทสะที่เห็นบริวารถูกรังแกทำให้เขามีแรงมหาศาล แต่ทว่าฉางอวิ๋นกลับยิ้มกว้าง "โอ้ ดูซิใครมา พญามารม่อหลันซือที่ร่ำลือกันว่าพยศนักหนา ช่างน่าสนใจจริงๆ" เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว หมอกสีชมพูหนาทึบก็พุ่งเข้าใส่ทั้งม่อหลันซือและเซียวเหวินโหยวที่ตามมาติดๆ มันไม่ใช่การโจมตีทางกาย แต่เป็นมนตรามหาเสน่ห์ที่ดึงเอาความต้องการลึกๆในใจออกมาทำให้เกิดนิมิตแห่งปรารถนาจนถึงขั้นนัวเนียใต้เงาหมอก โลกทั้งใบของม่อหลันซือกลายเป็นสีชมพูพร่าเลือน ความโกรธแค้นหายวับไป แทนที่ด้วยความโหยหาที่อธิบายไม่ได้ เขารู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวและร้อนรุ่มประหนึ่งมีไฟสุมทรวง ภาพตรงหน้าของเขามีเพียงคนเดียว เซียวเหวินโหยว ทางด้านมหาเทพผู้เคร่งครัด สมาธิที่เคยแข็งแกร่งดุจหินผากลับพังทลายลง กลิ่นหอมของม่อหลันซือในยามนี้ยั่วยวนยิ่งกว่าสิ่งใดในสามโลก เขาเห็นพญามารเดินโซเซเข้ามาหา เสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยเผยให้เห็นลำคอขาวผ่องและแผ่นอกที่กระเพื่อมตามจังหวะหายใจ "ท่านเทพ ข้าร้อน ข้าทรมานเหลือเกิน..." ม่อหลันซือพึมพำเสียงพร่า เขาโผเข้าหาอ้อมกอดของเซียวเหวินโหยวอย่างลืมตัว เซียวเหวินโหยวไม่ปฏิเสธ เขาคว้าเอวบางของม่อหลันซือไว้แน่น ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดจนไร้ช่องว่าง มหาเทพก้มลงซุกไซ้ที่ซอกคอหอมกรุ่น ลมหายใจอุ่นๆ รดรินจนม่อหลันซือครางออกมาเบาๆ มือซุกซนของพญามารลูบไล้ไปตามแผ่นหลังแกร่ง รั้งคอของมหาเทพลงมาเพื่อรับสัมผัสที่รัญจวนใจ "ม่อหลันซือ เจ้าช่าง..." เซียวเหวินโหยวเอ่ยเสียงแหบพร่า เขาขบเม้มติ่งหูของพญามารเบาๆจนอีกฝ่ายตัวสั่นสะท้าน ทั้งคู่คลอเคลียนัวเนียกันอยู่กลางหมอกร้าย สัญชาตญาณดิบเถื่อนเริ่มครอบงำสติสัมปชัญญะ มหาเทพกดจูบลงบนริมฝีปากบางอย่างเร่าร้อนและโหยหา ราวกับจะกลืนกินอีกฝ่ายเข้าไปทั้งตัว ในนาทีที่ความต้องการกำลังจะถึงขีดสุด พลังแห่งด้ายแดงตื่นจากฝันร้าย วูบ!!! ด้ายแดงที่ข้อมือของทั้งสองพลันส่องแสงสีแดงเจิดจ้าประหนึ่งสายฟ้าฟาด พลังแห่งชะตากรรมที่ผูกพันดวงจิตที่บริสุทธิ์ของทั้งคู่เข้าด้วยกันได้ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันสุดท้าย ความเจ็บปวดแหลมเล็กแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจของทั้งสองคนพร้อมๆกัน ทำให้สติที่หลุดลอยไปกลับคืนมาในพริบตา "อึก!" เซียวเหวินโหยวผลักม่อหลันซือออกเบาๆทั้งคู่หอบหายใจรุนแรง ใบหน้าแดงก่ำ สายตาที่สบกันเต็มไปด้วยความตระหนกและ ความอาลัยอาวรณ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ "หมอกนี่มัน..." ม่อหลันซือกัดริมฝีปากเพื่อเรียกสติ เขารู้สึกได้ว่าพลังมารในกายเริ่มตื่นตัวขึ้นจากการกระตุ้นของอารมณ์เมื่อครู่ "ตั้งสติไว้" เซียวเหวินโหยวคำราม พลังเทพสีทองระเบิดออกจากร่างของเขา ขจัดหมอกสีชมพูรอบกายจนสิ้นซาก "เทพนอกรีดผู้นี้บังอาจใช้มนตราสกปรกมาลบหลู่ความรู้สึกของเรา" เมื่อสติกลับมา พลังของทั้งคู่ก็ฟื้นคืนมาในระดับหนึ่ง ม่อหลันซือเรียก "ไฟโลกันตร์" ออกมาไว้ในมือ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงที่น่าเกรงขาม "ฉางอวิ๋น เจ้ากล้าดียังไงมาเล่นกับความรู้สึกของข้า" ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเมื่อสิ้นเสียงคำพูดเย็นชาแต่ทว่าแฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยว พญามารพุ่งเข้าใส่เทพนอกรีดด้วยความเร็วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เขาใช้เปลวไฟเผาโซ่ตรวนที่ล่ามบริวารออกก่อนจะซัดฝ่ามือเข้าที่ยอดอกของฉางอวิ๋นจนกระเด็นไปติดต้นไม้ มหาเทพตามเข้าไปสมทบ ใช้กระบี่ไม้ที่อาบด้วยพลังเทพตรึงร่างของเทพนอกรีดไว้กับพื้น "บอกมา แท่นประหารเซียนเปิดออกได้อย่างไร?และทำไมเทพอย่างพวกเจ้าถึงตกลงมามากมายขนาดนี้" เซียวเหวินโหยวถามเสียงกร้าว ฉางอวิ๋นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เลือดสีทองไหลออกจากมุมปาก "ฮ่าๆๆ มหาเทพผู้โง่เขลา ท่านคิดว่าสวรรค์ยังมั่นคงอยู่หรอกหรือ? แท่นประหารเซียนถูกเทพชั้นสูงบางคนควบคุมไว้เพื่อกำจัดผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการทำลายแดนมาร ความลับของมันคือการดูดซับพลังของเทพที่ตกลงมาเพื่อสร้างอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในสามโลก" ม่อหลันซือขมวดคิ้ว "อาวุธ? อาวุธประเภทไหน?" "อาวุธที่สามารถตัดด้ายแดงแห่งชะตา และทำลายดวงจิตนิรันดร์ได้ยังไงเล่า" คำตอบนั้นทำเอาทั้งเซียวเหวินโหยวและม่อหลันซือหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ หากด้ายแดงถูกตัดขาด หมายความว่าความผูกพันเดียวที่รั้งไม่ให้ทั้งคู่รบกันจะหายไป และโลกจะกลับสู่สงครามล้างเผ่าพันธุ์อีกครั้ง ม่อหลันซือจัดการส่งเทพนอกรีดฉางอวิ๋นไปรับโทษยังแดนนรกด้วยมือของเขาเอง ส่วนเหล่าบริวารจิ้งจอกและมารน้อยต่างพากันเข้ามากราบไหว้ขอบคุณ "นายท่าน พวกเรานึกว่าจะไม่ได้พบท่านอีกแล้ว" อาเป่าร้องไห้ซบเท้าพญามาร ม่อหลันซือลูบหัวบริวารอย่างอ่อนโยน "กลับไปหลบซ่อนตัวที่ยอดเขาบูรพาเสีย อย่าให้ใครพบเห็นจนกว่าข้าจะเรียกหา" เมื่อทุกอย่างสงบลง เซียวเหวินโหยวเดินเข้ามาหาพญามารที่ยืนเหม่อมองท้องฟ้า "เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?" ม่อหลันซือส่ายหน้า "ข้าไม่เป็นไร แต่จูบเมื่อกี้ เอ่อ.. ข้าหมายถึงตอนที่หมอกครอบงำ ท่าน ท่านทำมันเพราะมนตรา หรือเพราะ..." เซียวเหวินโหยวนิ่งไปนาน ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือม่อหลันซือไว้แน่น "มนตราอาจจะเปิดทาง แต่ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า คือเรื่องจริง" มหาเทพเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมาต่อความรู้สึก พญามารหน้าแดงวาบ ความเขินอายจู่โจมจนไปไม่เป็น เขาจึงแกล้งโวยวายแก้เก้อ "เหอะ..ท่านต้องบ้า หรือป่วยไปแล้วแน่ๆ มหาเทพพูดดีไปเถอะ ถ้าข้าเผลอท่านคงแอบแทงข้างหลังข้าแน่ๆ" "ข้าจะปกป้องเจ้า ด้วยชีวิตของข้า"มหาเทพเอ่ยคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นกว่าเดิม ทำเอาม่อหลันซือหน้าแดงซ่าน ด้ายแดงที่ข้อมือส่องแสงนุ่มนวล ราวกับจะบอกว่าไม่ว่าอาวุธจากแท่นประหารเซียนจะร้ายกาจเพียงใด พลังแห่งรักและชะตากรรมที่ทั้งคู่ร่วมกันฝ่าฟันมา จะเป็นเกราะกำบังที่ไม่มีวันพังทลาย จบตอนที่ 7 ฉากพิเศษนอกบท ท่ามกลางเศษซากของคฤหาสน์จำแลง ที่พังทลายลงภายใต้ฤทธิ์ของหมอกราคะ และกลิ่นอายอัปมงคลของเทพนอกรีดที่เพิ่งถูกกำราบไป บรรยากาศรอบกายกลับไม่ได้เต็มไปด้วยความปิติยินดีจากการชัยชนะ แต่มันกลับปกคลุมไปด้วยความสลดหดหู่ที่กัดกินหัวใจ เหล่าปีศาจน้อยและมารบริวารที่เคยสง่างามในแดนมาร บัดนี้สภาพของพวกเขาไม่ต่างจากเดรัจฉานที่ถูกล่าเพื่อความสนุกสนาน อาเป่า จิ้งจอกน้อยผู้น่าสงสาร มีรอยแผลเป็นทางยาวจากการถูกแส้วิเศษฟาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายซูบผอมจนเห็นกระดูก ดวงตาที่เคยสุกใสบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและสิ้นหวัง ม่อหลันซือ ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าบริวารที่คลานเข้ามาซบแทบเท้าเขาด้วยความโหยหา พญามารผู้เคยหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี บัดนี้ดวงตาคู่สวยกลับแดงก่ำไม่ใช่เพราะโกรธา แต่เป็นเพราะความเจ็บปวดที่ท่วมท้น มือที่สั่นเทาของเขาค่อยๆ ลูบหัวจิ้งจอกน้อยเบาๆ สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของร่างกายที่ไร้ตบะบารมีเพราะถูกเทพนอกรีดสูบกินไปจนสิ้น "พวกเจ้า ลำบากกันมากใช่หรือไม่?" เสียงของม่อหลันซือสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "นายท่าน ตั้งแต่ท่านหายไป พวกเทพเซียนก็ลงมาล่าพวกเราเหมือนล่าสัตว์ พวกเทพชั่วช้าพวกนั้นบอกว่าการสังหารมารคือการสะสมบุญบารมี ใครฆ่าได้มากก็ได้เลื่อนขั้นศรัทธา พวกเราต้องหลบซ่อนอยู่ในถ้ำที่มืดมิด กินรากไม้และดินเพื่อประทังชีวิต..." อาเป่าสะอื้นไห้ซบหน้าลงบนหลังเท้าของพญามาร ม่อหลันซือกัดฟันแน่น ความปวดร้าวในใจที่เห็นสภาพมารเหล่านั้น ทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าทางทิศบูรพาที่ยังคงมีแสงรัศมีเทพเรืองรองจางๆ ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้า เซียวเหวินโหยว มหาเทพที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลัง สายตาของม่อหลันซือในยามนี้เต็มไปด้วยความตัดพ้อและขมขื่นจนใจคนมองแทบจะสลาย "ท่านเห็นหรือยัง มหาเทพ?" ม่อหลันซือเค้นเสียงถาม "พวกเทพเซียนอย่างพวกท่าน ชอบอ้างโองการสวรรค์มาทำเรื่องบัดซบ รังแกแดนมารราวกับพวกเราไม่มีชีวิตจิตใจ ทั้งๆที่เหล่าปีศาจน้อยพวกนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสมดุลจักรวาลไม่ต่างจากพวกท่าน" เขาก้าวเข้าไปประจันหน้ากับมหาเทพ ด้ายแดงที่ข้อมือสั่นไหวตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน "พวกท่านที่เอาแต่อ้างทำความดีเพื่อปกป้องสามโลก แล้วยังไงเล่า ท่านเห็นหรือยังว่าเทพที่ท่านเทิดทูนนักหนาช่างสกปรกและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าปีศาจจากแดนมารเสียอีก พวกเขาฆ่าเพียงเพื่อแต้มบุญ พวกเขาข่มเหงเพียงเพื่อความใคร่ แล้วพวกท่านยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าผู้ค้ำจุนโลกอีกหรือ" ม่อหลันซือปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ หยดน้ำตาสีใสอาบแก้มเนียน ความเจ็บปวดที่สุดคือการที่เขามองเห็นบริวารถูกรังแกแต่ในตอนนี้เขากลับไร้ซึ่งพลังอำนาจที่จะปกป้องใครได้ แม้แต่ตัวเองยังต้องพึ่งพาด้ายแดงที่ผูกติดกับศัตรู เซียวเหวินโหยว นิ่งเงียบดุจหินสลัก เขาไม่มีคำพูดใดที่จะโต้แย้ง แววตาที่เคยราบเรียบดุจผิวน้ำบัดนี้สั่นไหวด้วยความละอายใจ สิ่งที่ม่อหลันซือเอ่ยออกมาคือความจริงที่สวรรค์จงใจปิดหูปิดตา ความยุติธรรมที่เขายึดถือมานับหมื่นปี บัดนี้กลับดูเปราะบางและไร้ค่าเมื่อเทียบกับรอยแผลบนตัวปีศาจน้อยเหล่านี้ มหาเทพค่อยๆยื่นมือออกไปหมายจะปลอบประโลม แต่เขาก็ชะงักไว้กลางอากาศ เพราะเขารู้ดีว่าในยามนี้ มือของเทพอย่างเขาอาจจะเป็นสิ่งที่ม่อหลันซือรังเกียจที่สุด "ข้า..." เซียวเหวินโหยวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ข้ามิอาจปฏิเสธสิ่งที่เจ้ากล่าวได้เลย ม่อหลันซือ สิ่งที่สวรรค์ทำในยามที่ข้าไม่อยู่นั้นมันช่างมืดมนยิ่งกว่าขุมนรกที่ข้าเคยรู้จัก" มหาเทพหลับตาลงอย่างขมขื่น ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้แล้วดึงร่างที่สั่นเทาของพญามารเข้ามาสวมกอดไว้แน่น ม่อหลันซือพยายามดิ้นรนสะบัดออกในคราแรก แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นและความจริงใจที่แผ่ออกมาจากอ้อมอกของมหาเทพ เขาก็ทรุดฮวบลงกอดตอบพลางร้องไห้จนตัวโยน "ข้าจะช่วยเจ้า..." เซียวเหวินโหยวพึมพำชิดใบหู "ข้าสัญญาด้วยดวงจิตมหาเทพ ข้าจะไม่ยอมให้ใครมารังแกคนของเจ้าได้อีก และข้าจะล้างมลทินที่พวกเทพนอกรีดทำไว้ด้วยมือของข้าเอง" ด้ายแดงที่ข้อมือเปล่งแสงนุ่มนวลอบอุ่น ราวกับจะรับรู้ถึงคำมั่นสัญญาที่ก้าวข้ามความเป็นศัตรู ในคืนที่ความจริงถูกเปิดเผย ความเคียดแค้นอาจยังหลงเหลือ แต่ความเห็นใจที่มหาเทพมีต่อพญามารกลับหยั่งรากลึกเกินกว่าที่สวรรค์ชั้นฟ้าจะสั่งให้ทำลายลงได้อีกต่อไป จบฉากพิเศษ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD