ตอนที่ 4 มนตราหินทมิฬ

2136 Words
ท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาอสรพิษที่เพิ่งผ่านพ้นศึกไปหมาดๆกลิ่นอายปีศาจยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ เซียวเหวินโหยว มหาเทพผู้สงบนิ่งยืนประจันหน้ากับเจ้าหุบเขาเงาทมิฬ ปีศาจที่บัดนี้หมอบราบคาบอยู่กับพื้น ท่วงท่าของมหาเทพนั้นมั่นคงราวกับขุนเขา ทว่าลึกๆในดวงตาสีหมอกกลับมีความห่วงใยพาดผ่าน ย้อนกลับไปเพียงชั่วอึดใจ ขณะที่การปะทะดุเดือด ม่อหลันซือ พญามารผู้ตกยากเผลอปล่อยจิตมารออกมาจนดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงด้วยความโกรธา จิตสังหารนั้นรุนแรงจนป่าทั้งป่าเงียบเสียง เซียวเหวินโหยวเห็นดังนั้นเขากลับไม่อยากให้มือคู่สวยของพญามารต้องแปดเปื้อนเลือดในร่างมนุษย์นี้อีก มหาเทพจึงตัดสินใจใช้กระบวนท่ารวบรัดสยบเจ้าหุบเขาลงในพริบตา เมื่อปีศาจชั้นต่ำถูกสยบ ม่อหลันซือที่ยังอารมณ์ค้างก็ปรี่เข้าไปกระชากผมเจ้าหุบเขาขึ้นจนหน้าหงาย ใบหน้าหวานที่เคยดูทะเล้นบัดนี้กลับเหี้ยมเกรียมแผ่รังสีอำมหิตที่กดดันจนอากาศรอบข้างเย็นเยือก "ไม่ว่าตอนนี้หรือตอนไหน ข้าไม่มีวันตาย" พญามารเค้นเสียงลอดไรฟัน "มารชั้นต่ำอย่างเจ้าจงรีบหนีไปให้ไกลหน้าข้า หากพบเจออีกครั้ง มารทุกตัวในหุบเขาเงาทมิฬแห่งนี้จะต้องย่อยยับดับสูญ!" เจ้าหุบเขาทมิฬที่เคยซ่าถึงกับฉี่ราดรดกางเกง แววตาของพญามารตรงหน้าคือของจริง มันคือแววตาที่สยบใต้หล้ามานับหมื่นนับพันปี มหาเทพยืนมองเหตุการณ์นั้นด้วยความนิ่งสงบ เขาไม่ได้ห้ามปราม เพียงแค่เฝ้าดูอยู่ใกล้ๆราวกับเป็นโล่คุ้มภัย "แต่ถ้าเจ้าอยากให้ข้าปราณี เอาหินทมิฬมาซะ ไม่สิ ข้าจะเอามันตอนนี้เลย" ม่อหลันซือกระชากสร้อยหินทมิฬมาจากคอเจ้าหุบเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแถมลูกเตะเข้าที่ก้นไปหนึ่งทีส่งท้าย "ไป๊!" เจ้าหุบเขาหนีหัวซุกหัวซุนไม่เหลียวหลัง ม่อหลันซือหัวเราะร่วนออกมาทันที ท่าทางเหี้ยมเกรียมเมื่อครู่หายวับไปราวกับเล่นละคร เขาหันไปหามหาเทพที่ยังคงทำหน้าตาไร้ความรู้สึก "เห็นไหมท่านเทพ ฝีมือข้ายังไม่ตก" ...... ค่ำคืนนั้น ณ กองไฟใต้ต้นไม้ใหญ่ ม่อหลันซือนอนลงไปแล้วแต่ในใจกลับว้าวุ่น เขาหยิบหินทมิฬขึ้นมาดูพลางคิดถึงความมั่งคั่งที่กำลังจะมาถึง เขาเหลือบมองเซียวเหวินโหยวที่นั่งขัดสมาธิเข้าฌานอย่างสง่างาม แสงไฟสะท้อนใบหน้าคมเข้มจนดูเหมือนประติมากรรมชั้นเลิศ พญามารค่อยๆคลานเข้าไปใกล้ๆอย่างเงียบเชียบ เขายกสร้อยหินทมิฬขึ้นแกว่งไปมาหน้าจมูกมหาเทพ "นั่นอะไรรึ?" มหาเทพลืมตาขึ้นถามเสียงเรียบ "นี่ไง หินทมิฬของปีศาจที่ท่านปราบเมื่อสักครู่ ข้าอุตส่าห์เก็บมา" ม่อหลันซือยิ้มภูมิใจ "ไร้สาระ" เซียวเหวินโหยวตอบสั้นๆแล้วหลับตาลงอีกครั้ง "ท่านไม่รู้อะไรมหาเทพ หินทมิฬนี่อานุภาพร้ายกาจ สร้างหมอกดำและควันพิษลวงตาได้เชียวนะแต่ว่ามันใช้ได้แค่กับมารและพวกที่ใช้คุณไสยเท่านั้น กับเทพและคนธรรมดาที่ข้ากับท่านเป็นตอนนี้ ไม่..มี.. ประโยชน์ ใช้งานไม่ได้ สวรรค์ของท่านมีของแบบนี้ไหมล่ะ?" พญามารเริ่มร่ายสรรพคุณอย่างเมามัน "แล้วเจ้าจะเอาไปทำเยี่ยงไร?" มหาเทพถามทั้งที่ยังหลับตา "ก็เอาไปขายไงเล่า ของนี้พกไปก็หนักกระเป๋าเปล่าๆ นี่ท่าน การเดินทางไปเมืองหลวงต้องใช้เงิน ถ้าไม่มีเงิน ท้องก็จะหิว เดินทางก็ช้าลง ท่านอยากเป็นขอทานเร่ร่อนจริงๆหรือไง?" "ตะกละ..." มหาเทพพึมพำ ม่อหลันซือฉุนกึกที่เล่าอะไรไปมหาเทพก็ดูไร้อารมณ์ "นี่ท่าน สนใจข้าหน่อยสิ" ม่อหลันซือเขารู้สึกหมั่นใส้ที่มหาเทพไม่มีอารมณ์ร่วม เล่าอะไรให้ฟังก็ทำตัวเป็นหิน เขาคิดว่าลองแกล้งกวนสมาธิเทพดูสักหน่อย ม่อหลันซือจึงเอาสร้อยหินทมิฬวนรอบศีรษะมหาเทพเหมือนแกล้งเด็ก ทันใดนั้น เซียวเหวินโหยวกางฝ่ามือออกลืมตาขึ้นด้วยแววตาสงบนิ่งปนดุ เขาคว้าข้อมือที่ซุกซนนั้นไว้ทันควัน แรงดึงทำให้ร่างของพญามารเสียหลักถลันเข้าหาอกแกร่ง ดวงตาสีแดงเพลิงปะทะกับดวงตาสีหมอกในระยะประชิด ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงถ่านในกองไฟแตกเปรี๊ยะ แววตาของมหาเทพที่มองมานั้นเข้มข้นจนม่อหลันซือรู้สึกเหมือนจะถูกดูดเข้าไปในความลึกซึ้งนั้น พญามารนิ่งอึ้งไปหัวใจเต้นผิดจังหวะ อยู่ๆเขาก็เขินขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขารีบยกมืออีกข้างขึ้นปิดปากตัวเอง เพราะสมองดันสั่งการให้คิดถึงสัมผัสนุ่มที่ริมฝีปากเมื่อตอนกลางวัน "ปล่อยข้า ข้าจะนอนแล้ว.." ม่อหลันซือพูดเสียงอู้อี้ผ่านฝ่ามือ มหาเทพปล่อยมือทันที ใบหูของเขาเริ่มขึ้นสีแดงก่ำ ความร้อนประหลาดแผ่ไปทั่วร่างกาย เซียวเหวินโหยวมองตามร่างที่รีบวิ่งกลับไปนอนขดตัวหันหลังให้ ด้ายแดงที่ข้อมือส่องแสงสีชมพูระยิบระยับล้อกับแสงดาวอย่างจงใจ ..... เมื่อเข้าสู่เมืองหลวง ม่อหลันซือก็แสดงตัวเป็นพ่อค้า อ้างสรรพคุณหินทมิฬว่าเป็นหินศักดิ์สิทธิ์จากยอดเขาหมื่นปีให้พวกเศรษฐีจนได้ทองคำมาเต็มถุง เขาหน้าบานเท่าจานเชิง เดินลากมหาเทพไปตามถนนอย่างอารมณ์ดี "ท่านเทพ วันนี้ข้าเลี้ยงเองไปเปิดหูเปิดตาที่หอนางโลมกัน" มหาเทพขมวดคิ้ว "หอนางโลม? สถานที่อกุศลเช่นนั้น..." "โถ่ ท่านก็นั่งสมาธิไปสิ ข้าจะดื่มเฉยๆ" สุดท้ายเซียวเหวินโหยวก็ต้องยอมเดินตามเข้าไปในหอนางโลมที่ประดับประดาด้วยโคมแดง ม่อหลันซือนั่งดื่มกินอย่างสำราญใจ แวดล้อมด้วยสาวงามที่พากันมารุมล้อมเพราะใบหน้าที่หวานหยดและวาจาที่ขี้เล่นเจ้าเล่ห์ของเขา ส่วนมหาเทพนิ่งสงบ นั่งขัดสมาธิเข้าฌานอยู่ข้างๆประหนึ่งพระพุทธรูปตั้งอยู่ในตลาดสด "พี่ชาย เล่าเรื่องที่ท่านรบกับสวรรค์ต่อสิเจ้าคะ" สาวน้อยคนหนึ่งออดอ้อน ม่อหลันซือเริ่มเมาได้ที่ก็คุยโว "ตอนนั้นข้านะ ยกทัพมารหลายแสนตนบุกขึ้นไปถึงประตูสวรรค์ ทหารเทพน่ะเหรอ วิ่งหนีกันป่าราบ!" สาวๆพากันหัวเราะและรุมป้อนเหล้า ป้อนผลไม้ ม่อหลันซือก็ช่างเอาใจ ยิ้มหวานให้คนนั้น ขยิบตาให้คนนี้ จนกลายเป็นขวัญใจประจำหอไปในพริบตา เซียวเหวินโหยว นั่งสมาธิหลับตาอยู่กลับขมวดคิ้วแน่นขึ้นเรื่อยๆ หูของเขาไม่ได้เข้าฌานเลยแม้แต่นิดเดียว เสียงเจี๊ยวจ๊าวและสัมผัสที่สาวๆมีต่อม่อหลันซือทำให้ในอกมหาเทพร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟนรกแผดเผา ที่พวกสตรีเหล่านั้นต่างลูบไล้ร่างกายของเขาอย่างไม่เอียงอาย "พอได้แล้ว" มหาเทพลืมตาขึ้นพร้อมรังสีความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจนสาวๆพากันชะงัก "โถ่ ท่านเทพ มาดื่มด้วยกันสิ" ม่อหลันซือเมาจนตาปรือ เขาพยายามจะป้อนเหล้ามหาเทพ แต่เซียวเหวินโหยวกลับคว้าเอวเขาไว้แน่นแล้วดึงเข้าหาตัว "กลับ" มหาเทพเอ่ยเสียงต่ำห้วนจนไม่มีใครกล้าขวาง เซียวเหวินโยวอุ้มพญามารที่เมามายไม่ได้สติเดินกลับโรงเตี๊ยมท่ามกลางสายตาชาวบ้าน ม่อหลันซือในอ้อมแขนหัวเราะร่า พร่ำเพ้อไปเรื่อย "แหะๆ พี่สาวคนสวย เหล้าอร่อยจัง..." เมื่อถึงห้องพักในโรงเตี๊ยม มหาเทพค่อยๆวางร่างบางลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม ทว่าม่อหลันซือที่กำลังเมากลับยกวงแขนขึ้นรั้งคอของเซียวเหวินโหยวลงมา "แม่นาง.. ข้าขอรางวัลหน่อย" สิ้นเสียงนั้น พญามารก็ดึงรั้งมหาเทพลงมาประกบริมฝีปากอย่างรวดเร็ว เซียวเหวินโหยวเบิกตากว้าง ครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ใช่การล้มทับ แต่มันคือจูบที่มาจากความเมามายและความโหยหาบางอย่าง หัวใจของมหาเทพเต้นแรงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่จุติมา เขารู้สึกถึงรสเหล้าจางๆ และความนุ่มนวลที่แสนยั่วยวน แทนที่จะผลักออก สัญชาตญาณส่วนลึกกลับสั่งให้เขาตอบรับ เซียวเหวินโหยวเผลอจูบตอบอย่างรุนแรงและเร่าร้อน แย่งชิงลมหายใจจากพญามารอย่างไม่ยอมแพ้ รสเหล้ากลับดูหวานหยดเมื่อริมฝีปากสัมผัสกัน ทำให้รสจูบนั้นวาบหวามและเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ถูกกดทับมานาน ไม่นานนัก ความเคลื่อนไหวก็สงบลง ม่อหลันซือหลับปุ๋ยไปทั้งที่มือยังคล้องคอเขาอยู่ มหาเทพถอนริมฝีปากออกอย่างแสนเสียดาย เขาก้มมองใบหน้านวลเนียนที่หลับสนิทซึ่ง ปลายจมูกของทั้งคู่ยังชนกันอยู่ เซียวเหวินโหยวจ้องมองใบหน้านั้นเนิ่นนาน แล้วอยู่ๆเขาก็หลุดยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มแรกที่ออกมาจากหัวใจจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้ง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและความประทับใจที่มีต่อพญามาร "เจ้ามารตัวร้าย เจ้าทำอะไรกับใจข้ากันแน่" เขารีบยันกายลุกขึ้น นั่งสมาธิสงบจิตสงบใจทันที แต่ถึงจะหลับตา หัวใจมหาเทพก็ยังคงเต้นรัวเป็นจังหวะที่มิอาจยอมสงบลงง่ายๆ เลย จบตอนที่ 4 ฉากพิเศษนอกบท แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องพักของโรงเตี๊ยมกระทบใบหน้าของม่อหลันซือ ที่กำลังนอนคุดคู้กอดหมอนแน่น เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเหมือนมีค้อนอันใหญ่นับสิบอันทุบอยู่กลางศีรษะ "โอ๊ย หัวข้า ใครเอากลองศึกมาตีในหัวข้ากันเนี่ย" พญามารพึมพำพลางพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็น เซียวเหวินโหยว นั่งจิบชาอยู่ริมหน้าต่างด้วยท่าทางสงบนิ่งผิดปกติ "ตื่นแล้วรึ?" มหาเทพเอ่ยถามโดยไม่หันมามอง แต่ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่ามือที่ถือจอกชานั้นสั่นน้อยๆ "ท่านเทพ เมื่อคืนข้ากลับมาได้ยังไง? ข้าจำได้ว่าข้าดื่มกับแม่นางลี่ลี่ แล้วก็..." ม่อหลันซือนวดขมับพลางพยายามเค้นความทรงจำ แต่ก็คิดไม่ออก " เมื่อคืน ข้า ข้าไม่ได้ทำอะไรแปลกๆ ใช่หรือไม่?" เซียวเหวินโยววางจอกชาลงช้าๆเขาหันมามองม่อหลันซือด้วยสายตาเรียบเฉย "เจ้าอาละวาดนิดหน่อย โวยวายจะกลับไปเต้นระบำ แล้วก็หลับไป" "แค่หลับไปเหรอ? ข้าไม่ได้ ไม่ได้พูดอะไรเลอะเทอะใช่ไหม?" ม่อหลันซือถามหยั่งเชิง "เจ้าอยากให้มีอะไรมากกว่านั้นหรือ?" มหาเทพเลิกคิ้วถามกลับ ยิ่งทำให้จอมมารตัวร้ายไปไม่เป็น "เปล่า ไม่มีก็ดีแล้ว ข้าก็แค่กลัวว่าข้าจะเผลอไปสั่งสอนท่านตอนเมาน่ะสิ ฮ่าๆๆ" ม่อหลันซือหัวเราะแห้งๆกลบเกลื่อน ขณะที่ม่อหลันซือกำลังเค้นความคิดของตัวเอง เซียวเหวินโยวก็ลุกขึ้นเดินถือถ้วยซุปอุ่นๆมาวางตรงหน้า "กินซะ ซุปสร่างเมา" ม่อหลันซือมองถ้วยซุปสลับกับใบหน้าหล่อเหลา "ท่านเนี่ยนะ มหาเทพผู้สูงส่งไปสั่งซุปให้ข้า มีพิษหรือเปล่าเนี่ย?" "ถ้าข้าจะฆ่าเจ้า ข้าหักคอเจ้าตอนหลับง่ายกว่า" เซียวเหวินโยวพูดเสียงเรียบ แต่กลับนั่งลงข้างเตียงแล้วหยิบช้อนขึ้นมา "มานี่ เจ้ายังมือสั่นอยู่ ข้าจะป้อน" "เฮ้ ข้าไม่ใช่เด็กนะ" ม่อหลันซือจะประท้วง แต่พอเห็นสายตาดุๆปนห่วงใยของมหาเทพ เขาก็ยอมอ้าปากรับซุปแต่โดยดี สัมผัสของช้อนที่แตะริมฝีปากทำให้ทั้งคู่ต่างชะงักไปครู่หนึ่ง ความทรงจำเรื่องจูบเร่าร้อนเมื่อคืนไหลย้อนกลับมาจนมหาเทพเผลอค้างมือไว้เนิ่นนาน สายตาของทั้งคู่ประสานกัน กลิ่นหอมของซุปและความอบอุ่นในห้องทำให้บรรยากาศเริ่มดีขึ้น "ท่านเทพ" ม่อหลันซือเรียกเสียงแผ่ว "ที่ปากท่าน มีแผลเล็กๆนะ ไปโดนอะไรมาเหรอ?" เซียวเหวินโยวสะดุ้งโหยง เขารีบหดมือกลับทันที แผลนั่นก็เพราะโดนพญามารกัดตอนจูบกันนั่นแหละ "ข้า ข้าเผลอกัดปากตัวเองตอนนั่งสมาธิ เจ้าไม่ต้องมายุ่ง รีบกินซุปให้หมด" มหาเทพรีบยัดช้อนเข้าปากพญามารจนเกือบสำลัก ก่อนจะรีบเดินหันหลังแล้วนั่งหลับตาทำสมาธิสงบจิตใจ " รีบแต่งตัวเข้าล่ะ" มหาเทพเอ่ยก่อนจะปิดเปลือกตาลง ม่อหลันซือมองด้านหลังมหาเทพไปพลางลูบริมฝีปากตัวเองเบาๆ "กัดปากตัวเองตอนนั่งสมาธิเนี่ยนะ?หรือว่าจะใช้โอกาสตอนที่ข้าเมา แล้วเชยชมพวกนางในหอนางโลมตอนที่ข้าไม่รู้เรื่อง หน็อยแนะ! ทำเป็นสูงส่ง ที่แท้ก็เก็บอาการไม่อยู่ หูแดงขนาดนั้นแท้ๆ" ม่อหลันซืออยู่ๆก็ไม่ชอบใจขึ้นมา จบฉากพิเศษ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD