ตอนที่ 2 ด้ายแดงรัดรึง สองดวงจิตผู้ตกยาก

2553 Words
เมื่อฟ้าประทานความซวยมาให้ท่ามกลางผืนป่ารกทึบใต้เชิงเขาคุนหลุน แสงตะวันรำไรส่องลอดใบไม้ลงมากระทบเปลือกตาของร่างสองร่างที่นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นหญ้า "อึก..." เซียวเหวินโหยว มหาเทพผู้เคยสง่างามเหนือใคร ค่อยๆขยับกายด้วยความรู้สึกเหมือนถูกขุนเขาทับร่าง ความเย็นยะเยือกที่เคยเป็นเอกลักษณ์หายไป กลายเป็นความร้อนรุ่มและเหนียวเหนอะหนะของเหงื่อไคล เขาพยายามยันกายลุกขึ้นพลางสะบัดศีรษะที่มึนงง ข้างกายของเขาคือ ม่อหลันซือ พญามารที่บัดนี้สภาพดูไม่ต่างจากแมวตกน้ำ เส้นผมสีดำสลวยยุ่งเหยิง มีใบไม้แห้งติดอยู่ตามปกเสื้อสีดำขาดๆเขาลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมเสียงสบถ "ไอ้ศิลาบ้าสวรรค์นั่น มันกล้าดียังไงมาเหวี่ยงข้าลงมาแบบนี้!" ม่อหลันซือลุกขึ้นพรวดพราด แต่แล้วเขาก็ต้องชะงัก เมื่อพบว่าข้อมือขวาของตนมีเส้นไหมสีแดงสว่างเรืองรองพันธนาการอยู่ และปลายอีกด้านของมัน ผูกติดอยู่กับข้อมือซ้ายของเซียวเหวินโหยว "เจ้า เอาไอ้เส้นด้ายนี่ออกไปจากข้าเดี๋ยวนี้!" ม่อหลันซือโวยวาย มือเรียวคว้าหอกทมิฬที่วางอยู่ข้างกาย ซึ่งบัดนี้ดูเหมือนไม้พลองเก่าๆ เขาพยายามจะใช้คมของมันตัดด้ายแดงทิ้ง "หยุดก่อน อย่าทำ!" เซียวเหวินโหยวพยายามร้องเตือนแต่ไม่ทันเสียแล้ว ฉัวะ! พอม่อหลันซือลงแรงฟันด้ายแดง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ด้ายขาด แต่กลับเป็นสายฟ้าฟาดทิพย์แล่นพล่านเข้าสู่ดวงจิตของทั้งคู่ "โอ๊ย!!!" ม่อหลันซือร้องลั่น ร่างกายอ่อนแรงฮวบลงไปกองกับพื้น ในขณะที่เซียวเหวินโยวเองก็หน้าซีดเผือด เอามือกุมหน้าอกพลางหอบหายใจแรง ความเจ็บปวดกระชากหัวใจอย่างรุนแรงจนแทบกระอักเลือด "ข้าเตือนเจ้าแล้ว..." เซียวเหวินโหยวกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า "ด้ายนี่เชื่อมดวงจิตเราไว้ หากฝ่ายหนึ่งทำลายหรือทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ เราจะเจ็บปวดรวดเร็วเป็นทวีคูณ" "แล้วจะให้ข้าอยู่ติดกับท่านเหมือนเงาตามตัวแบบนี้ไปตลอดกาลหรือไง ข้าคือพญามารนะ ข้ามีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำมีบริวารต้องคุม" ม่อหลันซือโวยวายพลางดึงทึ้งด้ายแดงที่บัดนี้มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่มองเห็น คนธรรมดาที่เดินผ่านไปมาคงเห็นเพียงชายหนุ่มรูปงามสองคนเดินจูงมือกันอย่างประหลาด พลังที่หายไป กับพญามารผู้หิวโหย ทั้งคู่พยายามรวบรวมพลังเพื่อจะเหาะกลับไปยังดินแดนของตน แต่ทว่า... "ทำไมข้าเรียกไฟอเวจีไม่ได้" ม่อหลันซือ ดีดนิ้วเปาะๆจนนิ้วแทบถลอก แต่มีเพียงควันจางๆออกมาเหมือนธูปใกล้ดับ "พลังเทพของข้าก็ถูกผนึก" เซียวเหวินโหยวลองร่ายมนตร์เรียกกระบี่ แต่สิ่งที่ปรากฏมีเพียงลมพัดเบาๆ พัดเอาใบไม้ร่วงใส่หัวเขาเท่านั้น มหาเทพและพญามารในร่างมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ไร้พลัง มองหน้ากันด้วยความว่างเปล่า ความจริงที่โหดร้ายที่สุดเริ่มปรากฏขึ้น เมื่อท้องของพญามารส่งเสียงร้องประท้วงดัง โครก!!! "นั่นเสียงอะไร?" เซียวเหวินโหยวขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย ม่อหลันซือหน้าแดงซ่าน มือลูบท้องตัวเอง "มันคือ เสียงแห่งความต้องการอาหาร ข้าหิว ตั้งแต่เกิดมาข้าไม่เคยต้องกินของพวกนี้เลย สวรรค์แกล้งข้าชัดๆ" มหาเทพถอนหายใจยาว เขายังคงความนิ่งสุขุม "ในเมื่อเราถูกส่งมาเรียนรู้วิถีมนุษย์ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การดำรงชีวิต" ..... ทั้งคู่เดินกะเผลก เพราะขามนุษย์ช่างอ่อนแอนัก พวกเขาเข้ามาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ม่อหลันซือมองไปทางไหนก็น่าตื่นตาตื่นใจไปหมด กลิ่นหมั่นโถวหอมกรุ่นทำให้น้ำลายสอ "ท่านเทพ ท่านมีเงินไหม?" ม่อหลันซือถามตาใส "เงินคืออะไร?" เซียวเหวินโหยวตอบกลับด้วยใบหน้าตายด้าน "ข้าใช้แต่ไอทิพย์" "พึ่งพาไม่ได้เลยจริงๆ" ม่อหลันซือจิ๊ปาก จอมมารเจ้าเล่ห์หันไปเห็นกลุ่มสตรีที่กำลังรุมล้อมดูผ้าแพร เขาขยิบตาหนึ่งทีแล้วเดินเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้มกระชากใจ "พี่สาวคนสวยทั้งหลาย พอดีข้ากับพี่ชายเดินหลงทางมา พลังกายเหลือน้อยนัก หากท่านมีน้ำใจแบ่งปันหมัานโถวให้ข้าสักลูก ข้าจะยอมเล่าเรื่องเสียวสันหลังของแดนมารให้ฟัง" เหล่าสตรีพากันเอียงอาย เพราะม่อหลันซือแม้จะดูมอมแมมแต่ใบหน้ากลับงดงามปานล่มเมือง "ว้าย พ่อหนุ่มช่างพูดช่างจา เอาไปเลยจ้ะ ข้าให้สองลูก" เซียวเหวินโหยวยืนมองอยู่ห่างๆ เท่าที่ด้ายแดงจะอำนวย พลางขมวดคิ้ว "เจ้าใช้รูปโฉมล่อลวงผู้อื่น มารก็คือมารจริงๆ" "เหอะ ถ้าเช่นนั้นท่านก็นิ่งเป็นหินศิลาแบบนั้นไปเถอะ ถ้าข้าไม่ทำแบบนี้ ท่านได้กินลมแทนข้าวแน่" ม่อหลันซือเดินกลับมาพร้อมซาลาเปาสองลูกในมือ เขายื่นมั่นโถวให้มหาเทพ "อะ กินซะ เดี๋ยวจะหาว่าข้าใจยักษ์ใจมาร" เซียวเหวินโหยวมองซาลาเปาอย่างชั่งใจ ก่อนจะรับมาทานอย่างสำรวม ความร้อนของแป้งนุ่มๆ และรสชาติที่มนุษย์โปรดปรานทำให้มหาเทพถึงกับชะงัก "รสชาติ... ไม่เลว" "ใช่ไหมล่ะ ฮ่าๆ" ม่อหลันซือหัวเราะร่วนจนแก้มตุ่ย ..... ขณะที่กำลังเดินหาที่พักในยามโพล้เพล้ กลุ่มโจรป่าห้าหกคนก็เดินเข้ามาขวางทาง พวกมันเห็นเสื้อผ้าที่ดูดี แม้จะขาดไปสุกหน่อยแต่เนื้อผ้ากับดีเสียจนเป็นเป้าหมายของกลุ่มโจร และใบหน้าที่หล่อเหลาของทั้งคู่ จึงคิดว่าคงเป็นคุณชายตกยากที่มีของมีค่าติดตัว "เฮ้ย ส่งของมีค่ามาให้หมด ถ้าไม่อยากเจ็บตัว!" หัวหน้าโจรตวาด ม่อหลันซือตาเป็นประกาย "โอ้ มาพอดีเลย ข้ากำลังอยากยืดเส้นยืดสาย" เขาพยายามจะวิ่งเข้าไปกระโดดถีบตามสัญชาตญาณมาร แต่ลืมไปว่ามือซ้ายของเขาถูกดึงรั้งด้วยด้ายแดงที่ติดกับเซียวเหวินโหยว "เหวอออ!" ม่อหลันซือที่พุ่งออกไปสุดแรง กลับถูกดึงย้อนกลับมาเพราะเซียวเหวินโหยวยังยืนนิ่งอยู่ ร่างของพญามารเลยเซถลาไปปะทะอกแกร่งของมหาเทพอย่างจัง "โอ๊ย ท่านเทพ ท่านจะยืนเป็นตอไม้ทำไมเนี่ย ดึงข้าทำไม!" "ข้าไม่ได้ดึง เจ้าพุ่งไปเอง..." เซียวเหวินโยวเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะรวบเอวม่อหลันซือไว้ด้วยมือข้างเดียว "อยู่เฉยๆ ข้าจัดการเอง" แม้ไม่มีพลังเทพ แต่ทักษะการต่อสู้ที่สั่งสมมาหมื่นปีของเซียวเหวินโหยวนั้นเหนือชั้น เขาใช้เพียงกิ่งไม้แห้งที่เก็บจากพื้น ตวัดเพียงไม่กี่ครั้งก็สกัดจุดและฟาดข้อมือพวกโจรจนดาบร่วงหล่น ท่วงท่าของเขาสง่างามและฉับไว ม่อหลันซือมองตาค้าง พลางคิดในใจว่า ไอ้เทพนี่ ตอนสู้ก็หล่อดีไม่เบาเหมือนกันนะ "ไปซะ ถ้าไม่อยากให้ข้าทำลายตบะมนุษย์ของพวกเจ้า" เซียวเหวินโหยวขู่ด้วยน้ำเสียงทรงพลังจนพวกโจรพากันวิ่งหนีป่าราบ หลังจากสู้รบปรบมือและหาเงินจากการช่วยชาวบ้านยกของมาได้นิดหน่อย ทั้งคู่ก็หาโรงเตี๊ยมเล็กๆ พักได้สำเร็จ แต่น่าเศร้าที่เงินที่ได้มาพอเพียงสำหรับห้องพักที่มีเตียงเดียวเท่านั้น "ข้าไม่นอนกับท่าน" ม่อหลันซือโวยวายทันทีที่เห็นเตียง "ข้าก็ไม่ได้อยากนอนกับเจ้า" เซียวเหวินโหยวตอบ "แต่ด้ายแดงนี่ยาวไม่เกินห้าก้าว หากเจ้านอนพื้น ข้าก็นอนไม่ได้" สุดท้าย พญามารก็ต้องยอมจำนน เขากระโดดขึ้นเตียงแล้วเอาหมอนมาคั่นกลาง "ห้ามข้ามเขตมาเด็ดขาดนะ ใครข้ามมา ข้าจะสาปให้กลายเป็นคางคก" เซียวเหวินโหยวนอนลงอย่างสงบสงบ "ข้าไม่มีความปรารถนาในกายหยาบของเจ้าหรอก เลิกโวยวายแล้วนอนเสีย"มหาเทพนอนนิ่งในท่าสุภาพ พร้อมกับหลับตาพูดเพราะรู้สึกรำคาญพยายามมารนี่เหลือเกิน เวลาผ่านไปกลางดึก อากาศในห้องเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ม่อหลันซือที่บัดนี้เป็นมนุษย์เต็มตัวเริ่มนอนขดตัวสั่นเทาด้วยความหนาว เขาพึมพำในฝันเรียกหาไออุ่น ในขณะที่เซียวเหวินโหยว แม้จะไร้พลังแต่ร่างกายยังคงมีความร้อนแฝงจากตบะเทพที่หลงเหลืออยู่เล็กน้อย ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ม่อหลันซือซุกตัวเข้าหาแหล่งความร้อนที่ใกล้ที่สุด เขาค่อยๆ คืบคลานข้ามหมอนกั้น พาดแขนขาเข้ากับร่างสูงใหญ่ของมหาเทพอย่างไม่รู้ตัว เซียวเหวินโหยวรู้สึกได้ถึงแรงกอดรัด เขาถอนหายใจและพยายามจะผลักออก แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ยามหลับดูไร้พิษสงและน่าเอ็นดูของพญามาร มือที่กำลังจะผลักกลับเปลี่ยนเป็นโอบไหล่บางไว้เบาๆ เพื่อให้ความอบอุ่น เขาสังเกตเห็นด้ายแดงที่ข้อมือ... บัดนี้มันไม่ได้ดูเหมือนโซ่ตรวน แต่มันกำลังส่องแสงเรืองรองนุ่มนวลอย่างประหลาด เมื่อแสงแดดอุ่นๆ ส่องกระทบใบหน้า ม่อหลันซือค่อยๆลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือหน้าอกแกร่งที่อบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆ ดุจไม้กฤษณา เขาเงยหน้าขึ้นพบว่าตัวเองกำลังซุกอยู่ในอ้อมกอดของเซียวเหวินโหยวอย่างแน่นหนา ขาของเขาเกี่ยวขาของมหาเทพไว้แน่นไม่ต่างจากลิงเกาะต้นไม้ "ว้ากกกกกกก!!!" ม่อหลันซือร้องลั่นพลางถีบตัวเองออก "โอ๊ย!" เซียวเหวินโหยวที่โดนถีบจนเกือบตกเตียง ขมวดคิ้วมุ่น "เจ้าจะโวยวายทำไม?" "ท่าน ท่านฉวยโอกาสตอนข้าหลับ ท่านลวนลามพญามาร!" ม่อหลันซือหน้าแดงไปถึงใบหู มือไม้สั่นไปหมด พร้อมกับยกสองแขนขึ้นมากอดหน้าอก "เจ้าต่างหากที่ปีนข้ามหมอนมาหาข้าเอง ดูหมอนนั่นสิ ไปกองอยู่ที่พื้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้" มหาเทพชี้ไปที่พื้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แอบมีประกายขบขันในดวงตา ม่อหลันซืออึกอัก "ข้า... ข้าแค่หนาว ใช่ ข้าแค่ใช้ท่านเป็นผ้าห่มแก้ขัดเท่านั้นแหละ อย่าสำคัญตัวผิด!" เขารีบลุกขึ้นคว้าไม้พลองตอนนี้ฤทธิ์เดชมันคือหอกทมิฬ แล้วเอามาถือไว้ "รีบไปหาอะไรกินได้แล้ว ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว" เซียวเหวินโหยวลุกขึ้นจัดระเบียบเสื้อผ้าอย่างใจเย็น "ข้าบอกแล้วว่าเจ้าเป็นมารที่วุ่นวาย แต่ก็เอาเถอะ ไปกันได้แล้ว" ด้ายแดงสั่นไหวเบาๆ ตามจังหวะการเดินของคนสองคนที่เดินออกจากห้องพักไป จบตอนที่ 2 ฉากพิเศษนอกบท หลังจากที่รอนแรมเหนื่อยล้ามาทั้งวัน ทั้งคู่ก็มาหยุดยืนอยู่กลางห้องพักแคบๆ ในโรงเตี๊ยมที่มีเพียงถังไม้ใส่น้ำอุ่นถังใหญ่ตั้งอยู่มุมห้อง ควันจางๆ ลอยขึ้นมาส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรราคาถูก "ในที่สุด ข้าจะกำจัดคราบขี้ไคลมนุษย์นี่ออกไปเสียที" ม่อหลันซือ พญามารผู้รักสวยรักงามรีบปรี่ไปที่ถังน้ำทันที เขาเริ่มปลดสายคาดเอวอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจสิ่งใด "เจ้าจะทำอะไร?" เซียวเหวินโหยว ถามด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับจับจ้องท่วงท่าของอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ "อาบน้ำไงถามได้ ท่านเทพ ท่านไม่รู้วิธีขัดตัวหรือไง?" ม่อหลันซือหันมาเลิกคิ้วกวนประสาท "ข้าเป็นมหาเทพ กายทิพย์ของข้าสะอาดบริสุทธิ์เสมอ เพียงแค่ขยับจิต สิ่งสกปรกก็มลายหายไป..." เซียวเหวินโหยวอธิบายตามหลักการสวรรค์ "เหตุใดต้องเอาตัวลงไปแช่ในน้ำที่ขังอยู่ในไม้ผุๆ นั่นด้วย?" "โอ๊ย ท่านเทพหน้าตาย ตอนนี้ท่านเป็นมนุษย์ พลังจิตท่านใช้ได้ที่ไหนกันล่ะ" ม่อหลันซือถอนหายใจยาวพลางชี้ไปที่คอเสื้อของมหาเทพ "ดูนั่นสิ คราบเหงื่อไคลจากการสู้กับพวกโจรเมื่อกี้ดำเป็นปื้นขนาดนั้น ยังจะมาทำตัวสะอาดทิพย์อยู่อีก โธ่เอ๊ย" เซียวเหวินโหยวขมวดคิ้ว เขาก้มลงมองเสื้อผ้าตัวเองแล้วพบว่ามันสกปรกจริงๆ อย่างที่มารว่า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือด้ายแดงที่ข้อมือต่างหาก "หากเจ้าอาบ ข้าก็ต้องอยู่ตรงนี้" เซียวเหวินโหยวกล่าวเสียงนิ่ง แต่ในใจเริ่มรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างประหลาด "ก็แน่อยู่แล้ว ท่านจะไปไหนได้ล่ะ ด้ายแดงรัดจนข้อมือจะเขียวอยู่แล้ว" ม่อหลันซือพูดพลางถอดเสื้อตัวนอกออกจนเห็นแผ่นหลังเนียนละเอียด "ท่านก็แค่ แค่หันหลังไป ห้ามแอบดูนะ ถ้าข้าเห็นว่าท่านหันมาแม้แต่นิดเดียว ข้าจะสาดน้ำใสท่านคอยดู!" "ข้าคือมหาเทพ ข้าไม่เคยสนใจในกิเลสทางรูปกาย" เซียวเหวินโหยวพยายามทำเสียงเคร่งขรึม แต่ร่างกายกลับขยับหันหลังให้ตามคำสั่งอย่างว่าง่าย "ดี หันไปยาวๆ เลยนะ ห้ามขยับ" จ๋อม... เสียงม่อหลันซือก้าวลงไปในถังน้ำ ตามด้วยเสียงลูบไล้ผิวกายและเสียงฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีของพญามารที่ดูจะเพลิดเพลินกับการเป็นมนุษย์เหลือเกิน "อ่า สบายจังเลย ท่านเทพ ท่านไม่มาลองหน่อยเหรอ น้ำอุ่นกำลังดีเลยนะ " ม่อหลันซือเอ่ยเย้า พลางวักน้ำใส่หลังมหาเทพที่ยืนแข็งทื่อเป็นก้อนหิน "หยุดเล่นซนได้แล้ว ม่อหลันซือ" เซียวเหวินโหยวหลับตาแน่น พยายามรวบรวมสมาธิสวดมนต์สวรรค์ในใจ แต่หูเจ้ากรรมกลับได้ยินเสียงน้ำกระเซ็นชัดเจนเกินไป "เจ้าอาบเร็วๆ หน่อยได้ไหม" "จะรีบไปไหนเล่า ข้าต้องขัดขี้ไคลที่ขาด้วย" ทันใดนั้น ม่อหลันซือที่กำลังเอื้อมมือไปขัดเท้าเกิดเสียหลัก เพราะถังไม้ลื่นน้ำ "เฮ้ยยยย!" "ม่อหลันซือเกิดอะไรขึ้น?" ด้วยสัญชาตญาณผู้พิทักษ์ เซียวเหวินโหยวลืมกฎทุกอย่างแล้วรีบหันขวับกลับมาทันที ภาพที่เห็นคือ พญามารตะเกียกตะกายอยู่ในถังน้ำที่เอนเอียงไปมา น้ำเปียกโชกไปทั้งร่างจนผิวขาวผ่องสะท้อนแสงไฟสลัว "ไอ้ ไอ้เทพบ้า บอกว่าห้ามหันมาไง!" ม่อหลันซือรีบเอามือกุมอกหน้าแดงก่ำเท่าลูกตำลึงสุก "หันกลับไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ไอ้เทพโรคจิตไอ้เทพลามก!" "ข้า ข้าแค่จะช่วยเจ้า" เซียวเหวินโหยวที่ยืนนิ่งเป็นใบ้ หน้าลามไปถึงหูเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อเช่นกัน "ไม่ต้องช่วย หันไป หันไปเดี๋ยวนี้!" ม่อหลันซือคว้าที่ขัดตัวขว้างใส่หัวมหาเทพดัง แปะ มหาเทพผู้สูงส่งที่ขัดตัวแปะหน้าจนน้ำสมุนไพรไหลเข้าตา เขาค่อยๆหันหลังกลับไปอย่างช้าๆโดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่หัวใจที่เคยนิ่งสงบดุจน้ำแข็งนับหมื่นปี บัดนี้กลับเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก "ข้าจะฆ่าท่าน ข้าจะฆ่าท่านให้ได้..." เสียงม่อหลันซือโวยวายพึมพำอยู่ในถังน้ำ ขณะที่เซียวเหวินโหยวได้แต่ยืนนิ่ง มองดูด้ายแดงที่ข้อมือพลางคิดในใจว่า บทเรียนโลกมนุษย์บทนี้ ช่างอันตรายต่อตบะบารมีของข้าเหลือเกิน จบฉากพิเศษ2
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD