การเดินทางที่ไร้จุดหมายและปากเสียงของคู่กัด แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาบนถนนดินลูกรังที่ทอดยาวสุดสายตา มหาเทพ เซียวเหวินโหยว เดินนำหน้าด้วยท่วงท่าสง่างามดุจพญาหงส์ แม้อาภรณ์จะเริ่มหมองลงตามสภาพอากาศ แต่วิสัยขี้เก๊กของเขายังคงตั้งมั่นราวกับหินสลัก ส่วน ม่อหลันซือ พญามารผู้โชคร้ายต้องกึ่งเดินกะเผลกกึ่งวิ่งตามแรงดึงของด้ายแดงที่ข้อมือ
"นี่ ท่านมหาเทพผู้สูงส่ง ท่านจะเดินจ้ำอ้าวไปถึงไหนกัน? ขาสั้นๆของมนุษย์นี่มันไม่ได้มีพลังทิพย์ไถลไปตามเมฆเหมือนเมื่อก่อนนะ" ม่อหลันซือโวยวายพลางปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม
"ข้าล่ะไม่อยากจะเชื่อเลย รบกับสวรรค์มาเป็นพันๆปี สูญเสียไพร่พลมารไปก็นับไม่ถ้วน ท้ายที่สุดข้ากับท่านกลับต้องมาผูกติดใช้ชีวิตเหมือนสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันแบบนี้ ที่ผ่านมามันช่างเสียเปล่าจริงๆ"
เซียวเหวินโหยวหยุดกะทันหันจนม่อหลันซือหน้าคะมำชนหลังแกร่ง มหาเทพหันมามองด้วยสายตาเย็นชา
"เจ้าพูดมากเกินไปแล้วม่อหลันซือ หากเจ้ามีแรงบ่นขนาดนี้ เหตุใดไม่เอาแรงไปเดินให้มันตรงทาง"
"ก็มันเบื่อนี่นา ดูสิ ถนนก็มีแต่ฝุ่น น้ำก็ไม่ได้อาบแบบเต็มอิ่มเพราะคนบางคนไม่ยอมหันหลังให้ดีๆแถมด้ายแดงนี่จะผูกติดเราไปถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หรือต้องรอให้เราแก่ตายกลายเป็นผีเฝ้าถนนไปพร้อมกัน?" พญามารเบะปากพลางดึงด้ายแดงเล่นประหนึ่งสายพิณ
ขณะที่ทั้งคู่กำลังปะทะฝีปากกัน เสียงกลองและเสียงฉาบก็ดังสนั่นมาจากจตุรัสกลางหมู่บ้านข้างหน้า ฝูงชนรุมล้อมคณะละครเร่กลุ่มหนึ่งที่กำลังทำการแสดงอย่างคึกคัก ม่อหลันซือตาเป็นประกาย รีบวิ่งนำหน้ากระชากมหาเทพให้เดินตามไปดูด้วยความตื่นเต้น
บนเวทีไม้ชั่วคราว ชายร่างท้วมคนหนึ่งกำลังพ่นไฟออกจากปากจนฝูงชนร้องฮือฮา ก่อนจะชูแผ่นไม้ลงอักขระไก่เขี่ยขึ้นมาประกาศก้อง
"เข้ามาเลยจ้า! เครื่องรางมหาเทพเซียวเหวินโหยว ใครพกไว้จะโชคดี ตบะแก่กล้า ผีสางไม่กล้ากรายกล้ำหรือใครอยากได้สายโหด เรามีเครื่องรางพญามารม่อหลันซือ พกไว้จะข่มขวัญศัตรู แย่งชิงสมบัติได้ทุกที่จ้าา!"
เซียวเหวินโหยวที่ยืนดูอยู่หน้าซีดสลับเขียว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
"มนุษย์พวกนี้ กล้าดีอย่างไรเอาชื่อข้าไปอ้างหากินด้วยสิ่งของอัปมงคลเช่นนี้ แถมยังกล้าเปรียบข้ากับมารอย่างเจ้าในแผ่นไม้ราคาถูกนั่นอีก"
มหาเทพขยับกายจะเข้าไปพังเวทีด้วยความโมโหตามวิสัยผู้พิทักษ์ความถูกต้อง แต่ทว่าม่อหลันซือกลับรีบคว้าแขนรั้งไว้สุดแรง
"หยุด หยุดเลยท่านเทพ จะไปหาเรื่องเขาทำไม?"
"พวกมันหลอกลวงชาวบ้าน ข้าต้องสั่งสอนให้รู้สำนึก" เซียวเหวินโหยวเอ่ยเสียงเหี้ยม
"ท่านเลิกเป็นมหาเทพสักเสี้ยวเวลาบ้างเถอะน่า" ม่อหลันซือเอ็ด
"ตอนนี้เราอยู่ในร่างมนุษย์ที่หิวเป็น ร้อนเป็น สิ่งที่ต้องทำคือหาที่อยู่ หาของกิน และที่สำคัญที่สุด ต้องทำงานหาเงิน ถ้าไม่มีเงิน เราก็จะกลายเป็นคนเร่ร่อนขอทาน นอนข้างถนนให้สุนัขมาปัสสาวะใส่ขาเอาได้นะ"
เซียวเหวินโหยวชะงัก คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน
"เร่ร่อนหรือแล้วขอทานคืออะไร?" ม่อหลันซือถอนหายใจยาวเหยียด
"ขอทานก็คือคนที่อดๆอยากๆไม่มีที่นอน ต้องนั่งกับพื้น เดินไปเรื่อยๆท้องร้องจ๊อกๆ ได้แต่มองคนอื่นกินหมั่นโถวตาปริบๆไงเล่าซึ่งจะว่าไป ตอนนี้สภาพเราก็ก้ำกึ่งจะเป็นคนเร่ร่อนอยู่นะ"
มหาเทพเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง
"เจ้าเป็นคนเร่ร่อนคนเดียวไปเถอะ มหาเทพอย่างข้าไม่มีวันอดตายและไม่มีวันก้มหัวขอเศษเงินใคร" พูดจบเขาก็สะบัดหน้าเดินหนีออกจากคณะละครทันที ด้ายแดงที่ข้อมือกระชากฮวบจนม่อหลันซือถลันตามไปเกือบหัวทิ่ม
"เฮ้ย รอด้วยสิ ทำเป็นเคร่งขรึม ไม่ดูสภาพตัวเองบ้างเล๊ย! นี่ท่านอย่าเดินเร็วนักเดี๋ยวเหงื่อก็ออกจนตัวเหม็นหรอก"
ท้ายที่สุด ความหิวก็ชนะทุกสิ่ง ทั้งคู่เดินมาถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ของเศรษฐีประจำเมืองที่กำลังประกาศหา องครักษ์ฝีมือดี เพื่อคุ้มกันหีบสมบัติไปส่งยังเมืองหลวง งานนี้มีค่าตอบแทนเป็นทองคำก้อนโต ซึ่งม่อหลันซือตาโตเท่าไข่ห่านรีบสมัครทันที โดยลากมหาเทพเข้าไปเป็น คู่หู
"งานแค่นี้ สบายมาก" ม่อหลันซือคุยโตขณะแบกหีบขึ้นรถม้า
"ท่านเทพ ท่านแค่ยืนทำหน้าหล่อๆนิ่งๆ ให้พวกโจรมันกลัวก็พอ ส่วนเรื่องสู้ ข้าจะใช้เล่ห์เหลี่ยมมารจัดการเอง"
แต่โชคชะตาช่างเล่นตลก ระหว่างทางผ่านหุบเขาอสรพิษ พวกเขาไม่ได้เจอโจรป่ากระจอกๆแต่กลับเจอ เจ้าหุบเขาเงาทมิฬ
ปีศาจระดับล่างที่เคยถูกเซียวเหวินโหยวขังไว้ในคุกแดนมาร และเคยถูกม่อหลันซือเหยียบหัวเล่นเมื่อพันปีก่อน บัดนี้มันจำแลงกายมาเป็นมนุษย์เพื่อดักรอแก้แค้นมหาเทพและจอมมารที่พลังสูญสิ้น
"ฮ่าๆๆดูซิว่าข้าเจอใคร มหาเทพผู้เย็นชา กับพญามารผู้โอหัง บัดนี้เหลือเพียงแค่ไอ้หนุ่มหน้ามนสองคนที่ผูกข้อมือกันเหมือนคนรัก" เจ้าหุบเขาหัวเราะเยาะ พลางสั่งลูกน้องปีศาจลิ่วล้อนับสิบเข้าจู่โจม
"แย่แล้ว พลังมารข้ายังไม่กลับมาเลย" ม่อหลันซือร้องเสียงหลง พลางคว้าตะหลิวที่ขโมยมาจากโรงครัวเศรษฐีขึ้นมาตั้งขึ้น
"อยู่ข้างหลังข้า"
เซียวเหวินโหยวกระชากตัวม่อหลันซือมาไว้ข้างกาย แม้ไม่มีพลังเทพ แต่ท่วงท่าการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของเขายังคงเฉียบคม มหาเทพใช้พัดกระดาษเล่มเดียวฟาดเข้าที่จุดตายของพวกปีศาจจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง
ทว่าเจ้าหุบเขาทมิฬซัดพลังไอปีศาจใส่พื้นดินจนเกิดระเบิด ม่อหลันซือเสียหลักลื่นไถลลงไปทางหน้าผา
"เหวออออ!"
"ม่อหลันซือ!" เซียวเหวินโหยวถูกแรงกระตุกจากด้ายแดงทำให้มหาเทพดึงรั้งตัวพญามารไว้ได้ทัน แต่แรงเหวี่ยงทำให้ทั้งคู่กลิ้งลงไปตามเนินหญ้า ด้ายแดงรัดพันร่างกายของพวกเขาจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ร่างสองร่างปะทะซ้อนทับกันจนหยุดนิ่งอยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่
ม่อหลันซือหลับตาปี๋ เตรียมรับความเจ็บปวด แต่กลับรู้สึกถึงสัมผัสนุ่มหยุ่นที่ริมฝีปาก เมื่อเขาลืมตาขึ้น ดวงตาสีดำขลับก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ใบหน้าของเซียวเหวินโหยวอยู่ห่างไปไม่ถึงครึ่งนิ้ว และริมฝีปากของมหาเทพผู้สูงส่งกำลังทาบทับอยู่บนริมฝีปากของเขาอย่างพอดิบพอดี
ด้ายแดงที่ข้อมือพลันเปล่งแสงสีชมพูเรืองรองสว่างวาบไปทั่วป่า กลิ่นอายทิพย์บางอย่างไหลเวียนระหว่างดวงจิตของทั้งคู่ ลมหายใจอุ่นๆของมหาเทพเป่ารดข้างแก้มของจอมมารจนร้อนผ่าว
เซียวเหวินโหยวนิ่งค้างไปหลายอึดใจ ดวงตาสีหมอกที่เคยเรียบเฉยบัดนี้สั่นไหวอย่างรุนแรง เขาค่อยๆผละออกช้าๆ ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงหัวใจของใครบางคนเต้นรัวดุจกลองรบ
"เจ้า..." มหาเทพเอ่ยเสียงพร่าพลางมองไปที่ริมฝีปากบางของอีกฝ่ายที่บัดนี้แดงช้ำ
"ท่าน ท่านจูบข้า ท่านล่วงเกินพญามารอย่างข้า!" ม่อหลันซือโวยวายแก้เก้อ ทั้งที่ใบหน้าแดงก่ำไปถึงลำคอ
"ข้าจะ ข้าจะฟ้องศิลาบรรพกาล ท่านมันมหาเทพจอมปลอม"
เซียวเหวินโหยวลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นตามตัว ท่าทางยังคงความขรึมไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ แต่หูที่แดงจัดนั้นปิดไม่มิด
"ข้าไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นอุบัติเหตุจากความซุ่มซ่ามของเจ้าเองต่างหาก"
"อุบัติเหตุบ้านท่านสิ ปากท่านนุ่ม เอ๊ย! ปากท่านกระแทกข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว" ม่อหลันซือรีบลุกขึ้นเดินหนีไปอีกทาง พลางเอามือปิดปากตัวเองไว้ ความรู้สึกหวั่นไหวที่จู่โจมเข้ามาในอกทำให้พญามารผู้ไม่เคยเกรงกลัวใครกลับรู้สึกอยากจะมุดดินหนีไปเสียเดี๋ยวนั้น
เซียวเหวินโหยวมองตามหลังม่อหลันซือไป นิ้วเรียวยาวแตะที่ริมฝีปากตนเองเบาๆ ความเย็นชาที่สะสมมาหมื่นปีดูเหมือนจะเริ่มละลายลงเพราะความวุ่นวายของมารตนนี้เสียแล้ว
"รีบไปได้แล้ว ม่อหลันซือ ทองคำของเจ้ายังรออยู่นะ" มหาเทพเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่ทันรู้ตัว
จบตอนที่ 3
ฉากพิเศษนอกบท
หลังจากเหตุการณ์ริมฝีปากแตะกันที่เนินเขา บรรยากาศระหว่างมหาเทพและพญามารก็เต็มไปด้วยความอึดอัดที่แสนจะขัดเขินทั้งคู่มานั่งล้อมกองไฟเล็กๆใต้แสงจันทร์ ม่อหลันซือกำลังย่างเนื้อกระต่ายที่ซื้อมาจากชาวบ้าน กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วป่า แต่ความเงียบกลับปกคลุมจนน่าประหลาด
"นี่ ท่านเทพ" ม่อหลันซือทำลายความเงียบ พลางใช้ไม้เขี่ยกองไฟ
"จูบเมื่อกี้ ข้า หมายถึงอุบัติเหตุนั่นน่ะ ท่านอย่าเอาไปใส่ใจนักเลยนะ มารอย่างข้าถือว่าเป็นการฟาดเคราะห์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบพันปี"
เซียวเหวินโหยว ที่นั่งขัดสมาธิหลังตรงประหนึ่งเสาหลักเมืองหลับตาลงนิ่งๆ
"ข้าลืมมันไปตั้งแต่วินาทีที่ลุกขึ้นแล้ว เจ้าเองต่างหากที่ย้ำอยู่ได้ หรือว่าเจ้า ติดใจ?"
"ใครจะไปติดใจท่าน ริมฝีปากท่านแข็งปานหินผาขนาดนั้น" ม่อหลันซือหน้าแดงวาบ รีบคีบเนื้อย่างชิ้นโตส่งให้
"อ่ะ กินเข้าไป จะได้หยุดพูดเรื่องไร้สาระเสียที"
ด้วยความที่ด้ายแดงผูกติดข้อมือกันอยู่ เมื่อม่อหลันซือยื่นเนื้อให้ เซียวเหวินโหยวจึงต้องขยับมือตาม มหาเทพพยายามใช้ตะเกียบไม้ที่เหลาเองคีบเนื้ออย่างสง่างาม แต่ทว่า มือนั้นกลับสั่นเล็กน้อยจนเนื้อชิ้นโตหลุดร่วงลงพื้นทราย
"โธ่เอ๊ย ท่านเทพผู้ไร้ที่ติ แค่คีบเนื้อยังทำไม่ได้" ม่อหลันซือหัวเราะร่วน
"มานี่ ข้าจะป้อนให้เอง เห็นแก่ที่ท่านช่วยบังลมให้ข้าเมื่อกี้หรอกนะ"
"ข้ากินเองได้" เซียวเหวินโหยวปฏิเสธเสียงแข็ง แต่พญามารกลับไม่ฟัง เขาเขยิบกายเข้ามาใกล้จนไหล่เบียดกัน ม่อหลันซือเป่าเนื้อย่างเบาๆ จนควันลอยไปปะทะจมูกมหาเทพ ก่อนจะยื่นมาจ่อที่ปาก
"อ้าปากสิ ถ้าไม่กินข้าจะถือว่าท่านโกรธข้าเรื่องจูบนั่นจริงๆ นะ"
เซียวเหวินโหยวจำใจต้องอ้าปากรับเนื้อย่างชิ้นนั้น รสชาติเค็มมันของเนื้อและกลิ่นควันไฟผสานกับความใส่ใจเล็กๆ ของมารตรงหน้า ทำให้มหาเทพรู้สึกอุ่นวาบในอกอย่างบอกไม่ถูก
"เป็นไง? อร่อยล่ะสิ" ม่อหลันซือยิ้มตาหยี จนลืมไปว่ามืออีกข้างที่ผูกด้ายแดงอยู่เผลอไปวางทับบนมือของมหาเทพ
เซียวเหวินโหยวก้มมองมือที่ทับซ้อนกันอยู่ แล้วเงยหน้ามองคนข้างกาย
"ม่อหลันซือ หน้าเจ้ามีคราบเขม่าติดอยู่"
"ไหน? ตรงไหน?" ม่อหลันซือรีบเอามือคลำไปทั่วหน้าอย่างลุกลน
"อยู่เฉยๆ" มหาเทพเอ่ยเสียงนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาใช้นิ้วหัวแม่มือค่อยๆ เช็ดคราบดำที่แก้มขาวของพญามารอย่างเบามือ สัมผัสที่ปลายนิ้วนั้นอ่อนโยนจนม่อหลันซือถึงกับนิ่งอึ้งไป ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาสองคู่ประสานกันท่ามกลางแสงไฟสลัว
มหาเทพผู้เคร่งขรึมจ้องมองใบหน้าของพญามารเนิ่นนาน ก่อนจะกระแอมไอออกมาเบาๆแล้วพูดทำลายบรรยากาศว่า
"หน้าเจ้าช่างสกปรกนัก มารตนใดมาเห็นคงหัวเราะเยาะจนฟันร่วง ข้าต้องเช็ดออกเพื่อไม่ให้เสียเกียรติมหาเทพที่อยู่ข้างๆเจ้า"
"ท่านมัน ไอ้คนปากเสีย" ม่อหลันซือรีบสะบัดหน้าหนี หัวใจเต้นแรงดุจกลองรบ
"ข้าจะนอนแล้ว ห้ามขยับตัวนะ ถ้าด้ายแดงดึงข้าตื่น ข้าจะถีบท่านตกเขาจริงๆ ด้วย"
พญามารรีบทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้ทันที แสร้งทำเป็นหลับไปทั้งที่หน้ายังร้อนฉ่า ส่วนมหาเทพเซียวเหวินโหยวได้แต่นั่งมองเปลวไฟเงียบๆ พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ปากของข้า ก็ไม่ได้แข็งขนาดนั้นสักหน่อย ม่อหลันซือ"
จบบทพิเศษ