บรรยากาศในคฤหาสน์มหาเศรษฐีหรงยามค่ำคืนเงียบสงัดผิดปกติ ลมหนาวพัดกิ่งไผ่เสียดสีกันจนฟังดูคล้ายเสียงกระซิบของวิญญาณ ม่อหลันซือ ในคราบฮูหยินผู้งดงามนั่งกะพริบตาปริบๆ อยู่บนระเบียงไม้ มือเรียวถือพัดจีบสะบัดไปมาอย่างมีจริต ขณะที่ เซียวเหวินโหยว นิ่งสงบอยู่ในเงามืดเบื้องหลังประหนึ่งเทพผู้คอยพิทักษ์ดวงจันทร์
"ท่านพี่... ข้ากลัวจังเลยเจ้าค่ะ" ม่อหลันซือจีบปากจีบคอพูดพลางปรายตาไปทางห้องพักของอนุภรรยาที่สาม
"กลิ่นอายมารแถวนี้ช่างรุนแรงนัก หากข้าถูกมันจับกินไป ท่านพี่ต้องเสียใจแย่เลย"
เซียวเหวินโหยวที่ยืนกอดอกอยู่ ขมวดคิ้วจนหนวดปลอมแทบหลุด
"เจ้าเลิกเล่นละครเสียที ม่อหลันซือ กลิ่นมารกระจอกเพียงนี้ เจ้าคงเขมือบมันได้ทั้งตัวมั้ง"
"ชู่ว! ท่านนี่ไม่รู้อะไร การจะล่อปีศาจต้องใช้เหยื่อที่น่ากิน" ม่อหลันซือหัวเราะคิกคัก ก่อนจะเริ่มแผนการเล่ห์มารของตน เขาหยิบกระจกบานเล็กออกมา แสร้งทำเป็นส่องหน้าแล้วร่ายมนตร์บทหนึ่งจางๆมนตร์นี้ไม่มีฤทธิ์ทำลายล้าง แต่มีกลิ่นหอมหวลยั่วยวนที่ปีศาจชั้นต่ำมิอาจต้านทานได้ มันคือกลิ่นของจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์
ไม่นานนัก เงาสีดำสายหนึ่งก็วูบผ่านหน้าต่างห้องอนุสาม กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพโชยมาปะทะจมูก อนุภรรยาสาวที่เคยดูอ่อนหวาน บัดนี้ใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาแดงก่ำ เล็บยาวแหลมคมพุ่งตรงมาที่ระเบียงหมายจะปลิดชีพฮูหยินหน้าใหม่ที่บังอาจมาแย่งความสนใจจากท่านเศรษฐี
"มาแล้ว!" ม่อหลันซืออุทาน พร้อมกับกระโดดหลบวูบด้วยท่าทางเหมือนสตรีขวัญอ่อนแต่แอบขัดขาปีศาจจนมันหน้าคะมำลงพื้นดังก้อง
โครม!
พลังอำนาจที่มนุษย์มองไม่เห็น
"เจ้ามนุษย์ชั้นต่ำ กล้าดียฃอย่างไรมาขวางทางข้า!" ปีศาจอนุสามคำราม พลังมนต์ดำพุ่งออกจากมือหมายจะทำลายล้าง
ทว่าม่อหลันซือกลับหยุดหัวเราะ ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น รังสีอำมหิตมหาศาลก็ระเบิดออกมาจากร่างสตรีบอบบาง แม้ในสายตามนุษย์จะเห็นเพียงลมพัดแรง แต่ในสายตาของปีศาจ มันเห็นเป็นเงาทมิฬขนาดยักษ์รูปพญามารผู้โหดเหี้ยมเกรี้ยวกราดยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลัง ม่อหลันซือเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว แววตาเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงที่เย็นเยียบยิ่งกว่าอเวจี
"มารนอกรีดอย่างเจ้า... กล้าเรียกใครว่าชั้นต่ำ?" เสียงของม่อหลันซือก้องกังวานในโสตประสาทของปีศาจเพียงผู้เดียว
"ข้าไม่อยู่เพียงไม่กี่พันปี พวกเจ้าเหิมเกริมถึงขั้นมาสร้างเรื่องสกปรกในโลกมนุษย์เชียวหรือ เผ่ามารของข้ามีเกียรติเพียงพอที่จะรบกับสวรรค์ แต่ไม่มีที่ว่างให้พวกขยะที่หากินกับมนุษย์อ่อนแอ!"
ปีศาจอนุสามสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ขนหัวลุกชันด้วยความหวาดกลัวที่ฝังลึกในสัญชาตญาณ
"พะ... พญามาร ท่านคือพญามารม่อหลันซือ!" มันพยายามจะหนีแต่กลับถูกแรงกดดันมหาศาลตรึงไว้กับที่
เซียวเหวินโหยวที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่เบื้องหลังมองแผ่นหลังของพญามารด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป เขาเห็นความโกรธาที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ของม่อหลันซือ แม้จะเป็นมาร แต่ม่อหลันซือก็มีกฎเกณฑ์ของตนเอง มหาเทพสะบัดมือเบาๆ สร้างม่านพลังสีทองคลุมพื้นที่ไว้ไม่ให้มนุษย์ในคฤหาสน์เห็นความจริง พร้อมกับโอนอ่อนตามใจพญามาร ยอมให้เขาเป็นผู้จัดการขยะในเผ่าพันธุ์ตนเอง
"จงดับสูญไปเสีย!" ม่อหลันซือสะบัดพัดเพียงครั้งเดียว เปลวไฟสีดำก็เผาไหม้ร่างปีศาจจนสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน เหลือเพียงควันจางๆ และความเงียบสงัดที่กลับคืนมา
ม่อหลันซือยืนหอบเล็กน้อย แววตาที่เกรี้ยวกราดค่อยๆอ่อนลง เขาหันไปสบตากับมหาเทพที่เดินเข้ามาใกล้
"ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำรุนแรงนะ แต่มันอดไม่ได้จริงๆ"
เซียวเหวินโหยวไม่ตอบ แต่กลับยื่นมือไปเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของพญามารอย่างแผ่วเบา
"เจ้าทำถูกแล้ว ความชั่วร้ายต้องถูกกำจัด ไม่ว่ามันจะมาจากสวรรค์หรือแดนมารก็ตาม"
จากพญามารสู่คนรับใช้ผู้น่ารัก
รุ่งเช้า ท่านเศรษฐีหรงที่ได้สติกลับคืนมารีบนำทองคำกองโตมามอบให้หมอดูเทวดาและฮูหยินด้วยความซาบซึ้ง ม่อหลันซือตาโตเท่าไข่ห่าน มือรีบคว้าถุงทองมากอดไว้แน่นจนลืมกิริยาสตรี
"ทอง! ทองจริงๆ ด้วยท่านพี่เรามีเงินซื้อหมั่นโถว เป็ดย่างกินไปอีกสิบปีแล้ว!"
เซียวเหวินโยวส่ายหน้าเบาๆ
"เงินเหล่านี้เจ้าเก็บไว้เถอะ แต่การเดินทางต่อไป เราต้องมีหลักแหล่งที่มั่นคงกว่านี้"
หลังจากเดินทางออกจากเมืองนั้น ทั้งคู่มาหยุดพักที่เมืองบูรพา มหาเทพตัดสินใจเปิดสำนักสอนหนังสือเล็กๆเพื่อพรางตัว เขาได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้านอย่างรวดเร็วในฐานะท่านอาจารย์เซียวผู้รอบรู้และสุขุม แต่ปัญหาคือ... ม่อหลันซือต้องรับบทเป็นคนรับใช้คอยชงชาและกวาดพื้น
"ทำไมท่านได้เป็นอาจารย์ แล้วข้าต้องมานั่งถูพื้น" ม่อหลันซือโวยวายขณะที่มือยังถือไม้กวาด
" ข้าเป็นถึงพญามารเชียวนะ!"
"เพราะเจ้าเขียนหนังสือไม่เป็นภาษาคนอย่างไรเล่า" เซียวเหวินโหยวตอบขณะกำลังตรวจฎีกา ไม่ใช่สิ ตรวจบทเรียนของเด็กๆ
"มานี่... มาชงชาให้ข้าหน่อย"
ม่อหลันซือไม่ชอบใจที่รู้สึกเหมือนถูกจิกหัวใช้ แต่ก็มิอาจทำอะไรได้ เขาได้แต่เดินปั้นปึ่งไปชงชา แต่พอเห็นมหาเทพนั่งทำงานหนัก เขาก็แอบใส่ใบชาชั้นดีและนวดไหล่ให้เบาๆ
ความน่ารักปนดื้อรั้นของพญามารทำให้เซียวเหวินโหยวเผลอยิ้มออกมาบ่อยครั้ง จนเด็กๆในสำนักต่างพากันสงสัยว่าเหตุใดท่านอาจารย์ผู้เย็นชาถึงได้ดูอ่อนโยนนักยามอยู่กับคนรับใช้หน้าหวานผู้นี้
ในยามดึก ทั้งคู่ปีนขึ้นไปนั่งบนหลังคาคฤหาสน์ที่พักชั่วคราว แสงจันทร์นวลผ่องอาบไล้ไปทั่วบริเวณ ม่อหลันซือถือไหสุราที่แอบซื้อมาพลางทอดถอนใจมองด้ายแดงที่ข้อมือ
"มหาเทพ... ข้าถามอะไรหน่อยสิ" พญามารเอ่ยเสียงแผ่ว
"ถ้าหากวันหนึ่งด้ายแดงนี่หลุดออกไป... ท่านกับข้ายังจะรบกันอยู่หรือไม่? ท่านยังจะเอากระบี่จ่อคอข้าเหมือนที่คุนหลุนไหม?"
เซียวเหวินโหยวชะงักกำจอกจอกเหล้าในมือ พร้อมดวงตาสีหมอกจ้องมองดวงจันทร์ด้วยความว่างเปล่า เขารู้ดีแก่ใจว่าวิถีแห่งสวรรค์นั้นเคร่งครัด หากเขากลับไปเป็นมหาเทพ หน้าที่คือทำลายแดนมารให้สิ้นซากเพื่อให้สมดุลคงอยู่ เขาไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับสะท้อนความเศร้าออกมาทางสายตา
"การเป็นมนุษย์... ก็ไม่ได้แย่นะ" ม่อหลันซือพึมพำพลางพิงไหล่แกร่ง
"อย่างน้อยตอนนี้ ข้าก็ไม่ต้องระแวงว่าท่านจะแทงหัวใจข้าตอนข้าเผลอ"
ทั้งคู่จ้องตากันเนิ่นนาน ความสนิทสนมและไออุ่นที่ส่งผ่านไหล่ทำให้หัวใจที่เคยเยือกแข็งเริ่มหลอมละลาย ม่อหลันซือเมามายจนไม่ได้สติ เขาเริ่มพร่ำเพ้อถึงความหลังครั้งยังอยู่แดนมาร ก่อนที่จู่ๆด้ายแดงจะเปล่งแสงเจิดจ้าและรัดแน่นจนม่อหลันซือร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
"อ๊ากกก! เจ็บ!" ร่างของพญามารทรุดฮวบหมดสติไปทันที
เซียวเหวินโหยวรีบคว้าตัวเขาไว้ในอ้อมแขน มหาเทพมองดูด้ายแดงที่กำลังสั่นไหวพลางพึมพำด้วยเสียงเศร้าสร้อย
"หากข้ากับเจ้าอยู่ในโลกเดียวกัน เราคงได้อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันไปจนชั่วกัลปาวสาน แต่หากด้ายแดงแห่งชะตาขาดสิ้นต่อกันแล้ว... สวรรค์คงมิปราณีแดนมาร และข้าเองก็มิอาจต้านทานโองการฟ้าได้"
ทันใดนั้น ดาวตกพุ่งผ่านท้องฟ้าเป็นสายยาว มหาเทพจดจ้องไปยังดาวหางนั้นด้วยสายตาเคร่งเครียด
"คงมีพวกเทพนอกรีดอีกมากมายสินะ ที่ถูกประหารด้วยแท่นประหารเซียนและตกลงมาสู่โลกมนุษย์ ความโกลาหลกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว"
เขากระชับอ้อมกอดที่อุ้มพญามารไว้แน่น "ม่อหลันซือ วันรุ่งขึ้น ข้าจะพาเจ้าเดินทางไปทิศบูรพา ที่นั่นอาจมีคำตอบของเรื่องทั้งหมด"
มหาเทพก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของมารที่หลับสนิทเบาๆท่ามกลางแสงจันทร์ที่เป็นพยานเพียงหนึ่งเดียวถึงความรักที่กำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรม
จบตอนที่ 6
[ฉากพิเศษนอกบท]
ท่ามกลางความสลัวของราตรีที่คฤหาสน์เศรษฐีหรง กลิ่นอายอัปมงคลคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน อนุภรรยาสามที่บัดนี้กลายร่างเป็นปีศาจกึ่งแมงมุมยักษ์ พุ่งทะยานเข้าใส่ ม่อหลันซือ ด้วยความบ้าคลั่ง กรงเล็บแหลมคมดุจใบมีดกรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว
"เจ้ามารโอหัง! บังอาจมาขัดขวางวาสนาของข้า ตายเสียเถอะ!" ปีศาจคำรามพลางพ่นใยพิษสีดำทมิฬออกมาถักทอเป็นตาข่ายหมายจะรัดร่างฮูหยินจำแลงให้แหลกคามือ
ม่อหลันซือยกยิ้มมุมปากอย่างผู้เหนือกว่า เขาไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย ร่างบอบบางในชุดสีชมพูกลีบบัวหมุนตัวหลบหลีกอย่างพริ้วไหว ท่วงท่าของเขาดูราวกับการร่ายรำที่งดงามภายใต้แสงจันทร์ แต่ทุกจังหวะที่เขาก้าวเดิน กลับเหยียบย่ำลงบนจุดตายของปีศาจอย่างแม่นยำ
"หึ! วาสนาบนกองซากศพเช่นนี้ ข้าเห็นแล้วคลื่นไส้นัก!" พญามารตวาดเสียงก้อง เขาดีดนิ้วเพียงหนึ่งครั้ง เปลวเพลิงสีม่วงเข้มก็ปะทุขึ้นเผาผลาญใยพิษจนวอดวายในพริบตา
ในจังหวะที่ปีศาจกำลังจะจู่โจมระลอกสอง เงาสีขาวพิสุทธิ์สายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาขวางหน้าม่อหลันซือไว้ เซียวเหวินโหยว ในคราบนักพรตขยับกายเพียงนิดเดียว พลังเทพจางๆ ที่แฝงอยู่ในฝ่ามือก็กระแทกเข้าที่กลางอกของปีศาจจนมันกระเด็นไปชนเสาหินดังก้อง โครม!
"มหาเทพ ท่านมาแย่งเหยื่อข้าทำไมเนี่ย!" ม่อหลันซือโวยวายพลางสะบัดชายผ้าที่เกะกะ "ข้ากำลังจะได้โชว์ฝีมือปราบมารนอกรีดให้ท่านดูอยู่เชียว"
เซียวเหวินโหยวไม่ได้หันกลับมามอง แต่กลับเอื้อมมือไปด้านหลัง คว้าข้อมือที่มีด้ายแดงผูกติดกันไว้แน่น
"อย่าซน... กายมนุษย์ของเจ้าเปราะบางนัก หากพลาดพลั้งถูกพิษมันเข้า เจ้าจะเจ็บปวดมากกว่าที่เจ้าคิด"
น้ำเสียงนั้นแม้จะดูราบเรียบ แต่กลับแฝงไปด้วยความอาทรที่ลึกซึ้ง มหาเทพกระชับมือที่กุมข้อมือม่อหลันซือไว้แน่นขึ้นอีกนิด บ่งบอกว่าเขาจะไม่ยอมให้พญามารรายนี้ต้องอยู่ห่างกายแม้แต่ก้าวเดียว
"เหอะ! ห่วงข้าก็พูดมาตรงๆ เถอะท่านพี่" ม่อหลันซือเย้าหยันพลางขยับเข้าไปยืนพิงหลังแกร่งของมหาเทพ
"ในเมื่อท่านอยากช่วยนัก งั้นเรามาร่ายรำ'คู่กันหน่อยเป็นไง?"
ทั้งคู่เริ่มขยับกายประสานกันอย่างน่าอัศจรรย์ ด้ายแดงที่ผูกพันข้อมือกลายเป็นอาวุธที่ไร้รูปร่าง เมื่อเซียวเหวินโหยววาดมือจู่โจม ม่อหลันซือก็ขยับกายตามส่งเสริมพลัง พลังเทพสีทองและพลังมารสีม่วงถักทอเข้าด้วยกันจนกลายเป็นตาข่ายแสงมหาศาล ครอบคลุมทั่วบริเวณคฤหาสน์
"จงสงบลงเสีย!" เซียวเหวินโหยวเอ่ยปากสั่ง สิ้นคำพูดนั้น พลังกดดันมหาศาลก็สยบปีศาจให้หมอบราบอยู่กับพื้นจนมิอาจกระดิกตัวได้
เมื่อศึกจบลง ม่อหลันซือหอบหายใจเบาๆ ใบหน้าหวานมีหยดเหงื่อผุดซึม เขาหันไปยิ้มร่าให้มหาเทพ
"เป็นไงล่ะฝีมือภรรยาท่านไม่เลวเลยใช่ไหม?"
เซียวเหวินโหยวไม่ได้ตอบด้วยวาจา แต่เขากลับทำในสิ่งที่ม่อหลันซือคาดไม่ถึง มหาเทพผู้เย็นชาเอื้อมมือหนาไปประคองใบหน้าของพญามารอย่างอ่อนโยน นิ้วหัวแม่มือลูบไล้คราบฝุ่นบนแก้มใสเบาๆ ดวงตาสีหมอกที่เคยดูห่างเหิน บัดนี้กลับฉายแววห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
"เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?" เขาถามเสียงนุ่ม
ม่อหลันซือนิ่งอึ้งไปหัวใจเต้นโครมคราม ความสนิทใจที่ก่อตัวขึ้นทำให้เขาเผลอซบหน้าลงบนฝ่ามืออุ่นๆของมหาเทพโดยไม่รู้ตัว
"ข้าไม่เป็นไร มีท่านอยู่ข้างๆข้าจะเจ็บได้อย่างไรล่ะ"
วินาทีนั้น ความโกรธแค้นที่มีมานับพันปีดูเหมือนจะเลือนหายไปเหลือเพียงความผูกพันที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำบรรยาย มหาเทพค่อยๆโน้มใบหน้าลงมาหา จนหน้าผากของทั้งคู่ชนกันเบาๆท่ามกลางซากปรักหักพังของคฤหาสน์ที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นประสานเป็นจังหวะเดียวกันอย่างชัดเจน
"ม่อหลันซือ ไม่ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนไปเช่นไร ข้าจะไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้า"
คำสัญญาสั้นๆนั้นทำเอาพญามารผู้แข็งกร้าวถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เขาเพียงแค่กระชับมือที่กุมกันไว้แน่นขึ้นแทนคำตอบ ในคืนที่ปราบปีศาจร้ายได้สำเร็จ สิ่งที่พวกเขาค้นพบไม่ใช่เพียงแค่ทองคำรางวัล แต่คือความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจของกันและกันที่มิอาจมีสิ่งใดมาพรากจากไปได้อีก
จบตอนพิเศษนอกบท