คฤหาสน์ศิริภัทรวรเวช
คฤหาสน์สุดหรูตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหลวงอันศิวิไลของประเทศไทย บนเนื้อที่กว่าสองสิบไร่ รายล้อมด้วยสวนขนาดใหญ่ที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีตงดงาม ถนนทางเข้าทอดยาวจากประตูรั้วจนถึงตัวอาคาร ซึ่งออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานความคลาสสิกแบบยุโรปเข้ากับความทันสมัยแบบเอเชียได้อย่างลงตัว เสริมด้วยระเบียงกว้างที่ประดับด้วยลูกกรงเหล็กดัดสีทองวาววับ ยามต้องแสงไฟในค่ำคืนก็ยิ่งขับให้ทุกองค์ประกอบดูเจิดจรัสราวคฤหาสน์ในเทพนิยาย
และเจ้าของคฤหาสน์สุดหรูหลังนี้ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากเจ้าสัวณัฐดนัย ศิริภัทรวรเวช มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล เจ้าของสายการบินชื่อดัง "ทิพย์อาภาแอร์ไลน์" อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งประธานและผู้ก่อตั้งบริษัทซีพีวี อินเตอร์เนชันแนล จำกัดและบริษัททรัสต์บิวด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจนำเข้า-ส่งออกและรับเหมาก่อสร้างระดับแนวหน้าของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังภาพลักษณ์นักธุรกิจผู้เปี่ยมด้วยความน่าเชื่อถือ กลับมีข่าวลือเกี่ยวกับการพัวพันธุรกิจสีเทาและความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีอิทธิพล ความสำเร็จของเจ้าสัวณัฐดนัยจึงตกอยู่ภายใต้คำถามว่า แท้จริงแล้วแลกมาด้วยความไม่โปร่งใสหรือไม่
ทว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีหลักฐานใดสามารถเชื่อมโยงเขาเข้ากับเบื้องหลังคำครหาทั้งหมดได้เลย กระแสข้อกังขาเหล่านั้นจึงค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลาจนแทบไม่มีใครพูดถึงในวันนี้
ห้องทำงานเจ้าสัวณัฐดนัย
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
“ขออนุญาตค่ะคุณท่าน”
“เข้ามา” เสียงทุ้มราบเรียบดังขึ้นเป็นการอนุญาต ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะถูกผลักเปิดออกโดยหญิงสูงวัยผู้หนึ่ง เธอก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสุภาพ นิ่งเรียบ และหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานของเจ้าสัวณัฐดนัย
“พี่หยาดเองเหรอ มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
เจ้าสัวณัฐดนัยเอ่ยถาม หยาดทิพย์ คนรับใช้เก่าแก่ของบ้านที่เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัวอีกคนหนึ่งด้วยน้ำเสียงที่แฝงความสงสัยเล็กน้อย ซึ่งโดยปกติแล้วทุกคนในบ้านจะรู้ดีว่าห้องนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะสามารถเข้ามาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเขากำลังอยู่ภายในห้องแห่งนี้เพราะมันเป็นกฎที่ทุกคนเคารพ นั่นคือห้ามใครรบกวน
เว้นเสียแต่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนใกล้ชิดหรือมีเรื่องที่ต้องการติดต่อจริงๆ เท่านั้น
“ด็อกเตอร์ปภณมาขอพบคุณท่านค่ะ”
“ด็อกเตอร์ปภณงั้นเหรอ?”เจ้าสัวณัฐดนัยพึมพำกับตัวเองเบาๆ คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันอย่างพิจารณาดวงฉายแววความสงสัย ก่อนจะคิดทบทวนถึงเหตุผลที่นายแพทย์ผู้มีชื่อเสียงและเป็นถึงเจ้าของโรงพยาบาลชื่อดังอย่างด็อกเตอร์ปภณจะมาขอพบเขาในช่วงเวลานี้
“ให้ดิฉันบอกว่าท่านด็อกเตอร์ว่าคุณท่านกำลังติดประชุมดีไหมคะ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับพี่หยาด เสียมารยาทเปล่าๆ เอาเป็นว่าพี่หยาดออกไปดูเสิร์ฟน้ำเสิร์ฟท่าให้คุณเขาก่อนก็แล้วกัน แล้วเดี๋ยวผมจะรีบตามออกไป”
“ค่ะคุณท่าน”
หยาดทิพย์โน้มตัวเล็กน้อยด้วยความเคารพ ก่อนจะก้าวออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ ส่วนเจ้าสัวณัฐดนัยก็ไม่รีรอ รีบเก็บแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานแล้วเดินตามออกไปทันที
ห้องรับรองกลางคฤหาสน์
“ขอโทษที่ทำรอนานนะครับ ท่านด็อกเตอร์” เจ้าสัวณัฐดนัยเอ่ยขอโทษด็อกเตอร์ปภณซึ่งเป็นแขกผู้มาเยือนด้วยเสียงสุภาพและจริงใจ
“ไม่นานเลยครับ ผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษท่านเจ้าสัวที่มารบกวนถึงที่บ้านแบบนี้”ด็อกเตอร์ปภณตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและแสดงท่าทีสุภาพตามแบบฉบับของผู้ที่รู้จักมารยาทที่ดี
เจ้าสัวณัฐดนัยยิ้มเล็กน้อย ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามและมองหน้าอีกฝ่ายอย่างพิจารณา
“ไม่รบกวนเลยครับ ว่าแต่ที่ท่านด็อกเตอร์มาผมในวันนี้มีเรื่องอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ”น้ำเสียงของเจ้าสัวนุ่มนวลแต่ก็แฝงไปด้วยความสงสัยทำให้อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
“ก่อนอื่นเลยผมอยากให้ท่านเจ้าสัวเรียกผมว่าปภณเหมือนเดิมจะดีกว่านะครับ เรียกท่านด็อกเตอร์มันฟังดูห่างเหินกันเกินไปยังไงไม่รู้ ฮ่าฮ่าฮ่า”
“ครับคุณปภณ”เจ้าสัวณัฐดนัยยิ้มบางพยักหน้ารับ พร้อมเลื่อนถ้วยน้ำชามาวางใกล้ๆ คู่สนทนา
“ถ้าอย่างนั้นก็เข้าเรื่องเลยก็แล้วกันนะครับ ที่ผมมาหาท่านในวันนี้ก็เพราะจะมาคุยธุระสำคัญ”
“ธุระสำคัญ?” เจ้าสัวเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างฉงน ดวงตาฉายแววสงสัยก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มหนักแน่น “เรื่องอะไรเหรอครับ? แล้วสำคัญถึงขั้นที่คุณปภณต้องลำบากเดินทางมาหาผมถึงบ้านแบบนี้เลยหรือ”
ด็อกเตอร์ปภณนิ่งไปเล็กน้อย สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากผ่อนคลายเป็นเคร่งขรึม ราวกับกำลังตัดสินใจบางสิ่งอยู่ภายในใจ ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าสัวณัฐดนัยอีกครั้งอย่างจริงจัง
“ท่านยังจำเหตุการณ์เมื่อ 6 ปีก่อนได้หรือเปล่าครับ”
หกปีที่แล้ว
เสียงไซเรนของรถพยาบาลดังก้องไปทั่วลานฉุกเฉินของโรงพยาบาล ท่ามกลางแสงไฟสลัวยามค่ำคืนและอากาศเย็นชื้นจากฝนที่เพิ่งหยุดตก รถคันหนึ่งจอดสนิทก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเปิดประตูท้ายอย่างรวดเร็ว คนไข้สองรายถูกเข็นออกมาด้วยความเร่งรีบบรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความตึงเครียด กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเจือจางผสมกับกลิ่นเลือดจางๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ สลับกับเสียงฝีเท้าเร่งรีบของพยาบาลที่วิ่งไปมา
“รายแรกหญิงอายุประมาณสี่สิบ อาการสาหัส มีเลือดออกในช่องท้อง ชีพจรต่ำ เตรียมส่งเข้าห้องผ่าตัดด่วน!”
“รายที่สองเป็นเด็กหญิงมีภาวะเสียเลือดมาก ต้องให้เลือดเพิ่มเร่งด่วน ติดต่อญาติคนไข้!”
เสียงบทสนทนาของเหล่าแพทย์ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณลานฉุกเฉิน เจ้าสัวณัฐดนัยที่เพิ่งเดินทางมาถึงหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า ร่างสูงใหญ่พลันชะงักไปทันที ดวงตาเบิกกว้างเมื่อร่างอันบอบช้ำรอยเลือดและบาดแผล เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำสีแดงที่ยังคงไหลไม่หยุดของภรรยาและลูกสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงฉุกเฉิน
“ริน..รินฟื้นสิริน น่านลูกพ่อ หนูตื่นมาคุยกับพ่อสิลูก..ฮึกๆ”
เจ้าสัวณัฐดนัยถลาเข้าไปกุมมือเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยรอยถลอกของลูกสาวแน่นก่อนที่จะเรียกชื่อของคนทั้งสองออกมาทั้งน้ำตา ชายผู้ซึ่งใครต่อใครต่างเคยยกย่องว่าแข็งแกร่งมั่นคงในยามนี้กลับอ่อนแรงลงราวกับโลกทั้งใบกำลังถล่มลงตรงหน้า
“หมอ.. ฮึก! หมอช่วยเมียกับลูกผมด้วยนะหมอ”
มือหยาบกระชากแขนเสื้อของนายแพทย์ปภณ ก่อนที่เสียงแหบพร่าปนสะอื้นจะถูกเปล่งออกมาจากปากของเจ้าสัวณัฐดนัยด้วยความยากลำบาก
"ผ- ผมขอร้อง ถ้าต้องใช้เลือด ใช้อวัยวะ ใช้อะไรของผมก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่เมียกับลูกผม.. ขอแค่เขารอดกลับมา... ผมยอมทุกอย่าง ยอมทุกอย่างเลยครับหมอ ฮึก"
นายแพทย์ปภณชะงักเล็กน้อยเมื่อสัมผัสถึงแรงกระชากและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขาหันกลับไปสบตากับเจ้าสัวณัฐดนัยแววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความแตกสลายจนยากจะทนมอง
เขาวางมือแน่นบนบ่าของอีกฝ่ายพร้อมบีบเบาๆ อย่างต้องการยืนยันว่าเขารับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้นทั้งหมด
“ผมเข้าใจครับ ผมสัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่คนเป็นหมอคนหนึ่งจะทำได้”
แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าโอกาสรอดมีเพียงริบหรี่แค่เท่านั้น
“ผมฝากภรรยากับลูกสาวของผมด้วยนะครับหมอ.. ช่วยเขาทั้งสองด้วยนะครับ”
ในขณะที่พูดร่างสูงใหญ่ของเจ้าสัวณัฐดนัยผู้ไม่เคยก้มหัวให้ใครทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง ก่อนจะพยายามเปล่งเสียงที่แหบพร่าออกมาอีกครั้งเพื่อหวังให้คนตรงหน้านั้นได้ยิน
“ขอแค่ภรรยากับลูกสาวของผมปลอดภัยต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรผมก็ยอม.. ยอมทุกอย่าง ฮึก!”
...
“จำได้ครับ ผมไม่มีทางลืมวันนั้นอยู่แล้ว” พูดเสียงเบา ใบหน้าเจือลงเมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต ดวงตาคมหม่นลงเล็กน้อย มือทั้งสองข้างกำไว้แน่นพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่ยังหลงเหลืออยู่ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม
“ก่อนอื่นผมต้องแสดงความเสียใจด้วยอีกครั้งนะครับกับการจากไปของคุณ..รสริน” พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก สุภาพและจริงใจ เขามิได้มีเจตนามาที่นี่เพื่อตอกย้ำความเจ็บปวดและการสูญเสียของอีกคน แต่ที่เขามาก็เพื่อเหตุผลบางประการที่มีเกี่ยวโยงกับเรื่องนี้ก็เท่านั้น
ส่วนเจ้าสัวณัฐดนัยได้เพียงพยักหน้าและยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากพอจะรู้แล้วว่าที่ด็อกเตอร์ปภณมาหาเขาในวันนี้เพราะเหตุผลอะไร
“ผมไม่ได้มาเพื่อทวงคำสัญญาจากท่านเจ้าสัวหรอกนะครับ เพียงแต่ผมคิดว่ามันคงถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะได้รับในสิ่งที่ท่านเคยเสนอมา”
“ครับ บอกผมมาเลยว่าต้องการอะไร ผมยินดีที่จะหามาให้ทุกอย่าง”
“ท่านแน่ใจนะครับว่าท่านสามารถให้ผมได้ทุกอย่าง?”
“ครับ ผมพูดคำไหนคำนั้น ถึงแม้ว่าภรรยาของผมจะจากไปแต่อย่างน้อยกล่องดวงใจของผมก็ยังอยู่ แล้วผมก็ยินดีมากๆ ที่จะได้ตอบแทนบุญคุณคนที่ช่วยชีวิตลูกสาวของผมเอาไว้”
“ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่ผมต้องการก็คือ.."
"..."เจ้าสัวณัฐดนัยขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายเว้นช่วงไปชั่วครู่
"ให้ลูกของเราทั้งสองคน... แต่งงานกัน”
“อ- อะไรนะครับ... แต่งงาน!”