"ให้ลูกของเราทั้งสองคน... แต่งงานกัน”
“อ- อะไรนะครับ... แต่งงาน!”
เจ้าสัวเผลอขยับตัวพรวดขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ เสียงทุ้มที่เคยหนักแน่นกลับสั่นพร่าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างกับคำขอที่ไม่คาดคิดจากด็อกเตอร์ปภณ
“ใช่ครับ แต่งงาน”
“อ- เอ่อผมไม่ติดหรอกนะครับถ้าเราจะได้เกี่ยวดองกัน แต่ถ้าเรื่องแต่งงาน ผมคิดว่ามันคงจะเร็วเกินไปหน่อยน่ะครับ”เจ้าสัวณัฐดนัยพยายามหาทางพูดให้ดูสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เร็วตรงไหนกัน อีกไม่กี่ปีลูกผมก็เข้าเลขสามแล้ว ผมอยากเห็นเขาเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที หวังว่าท่านจะเข้าใจผมนะครับ”
“ผมเข้าใจนะครับ แต่หนูน่านลูกสาวผมเพิ่งจะอายุยี่สิบสองปี ผมอยากให้เธอได้ชีวิตให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเธอก่อน แล้วหากจะต้องแต่งงานผมก็อยากให้เด็กทั้งสองเป็นคนตัดสินใจเอง ผมเป็นพ่อไม่อยากบังคับฝืนใจลูกหรอกน่ะครับ อีกอย่างเด็กทั้งสองคนก็ยังไม่เคยเจอหน้ากัน ยังไม่รู้จักนิสัยใจคอกันเลยด้วยซ้ำ ซึ่งผมคิดว่า...”
“ค่อยทำความรู้จักกันทีหลังก็ได้นี่ครับ แต่งกันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง ยิ่งถ้าเด็กทั้งสองคนยังไม่มีพันธะกับใคร มันก็เป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอครับ? ไม่รู้ล่ะ อย่างไงซะลูกของท่านกับลูกของผมก็จะต้องได้แต่งงานกัน แล้วผมหวังว่าท่านจะรักษาสัญญา... เหมือนที่ผมรักษาชีวิตลูกของท่านไว้ในวันนั้น”
ด็อกเตอร์ปภณพูดยิ้มๆ ทว่าแฝงไปด้วยความจริงจังเชิงกดดันคู่สนทนา หากมองว่านี่เป็นการมัดมือชกก็คงจะไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะที่เขาทำลงไปก็เพื่อรักษาสิทธิที่เขาพึงจะได้รับก็เพียงเท่านั้น
“ผมรักษาคำพูดของผมแน่นอนครับ แต่ผมอยากจะขอเวลาเพื่อคุยเรื่องนี้กับลูกสาวของผมก่อนจะได้หรือเปล่า”เจ้าสัวณัฐดนัยพูดเสียงเครียดเล็กน้อย หัวใจของเขากระตุกเมื่อคิดถึงการพูดคุยเรื่องนี้กับลูกสาว ทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง
“ได้สิ ผมไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำอะไรขนาดนั้น เอาเป็นว่าผมให้เวลาท่านหนึ่งเดือน แล้วเมื่อถึงเวลาผมจะมาเอาคำตอบอีกครั้ง”
“แต่ว่า...”
“อ่อ! ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระที่ต้องไปทำต่อ ผมขอตัวก่อนก็แล้วกันนะครับ”
ด็อกเตอร์ปภณพูดจบก็หยัดตัวลุกขึ้นเต็มความสูงแล้วหันหลังเดินออกไปทันทีโดยที่ไม่ได้สนใจคำทักท้วงของเจ้าสัวณัฐดนัยเลยแม้แต่น้อย นั่นก็เพราะเขารู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องค้านเสียงแข็งเป็นแน่กับสิ่งที่เขาได้ขอไป ซึ่งเขาก็จะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นแน่นอน ต่อให้มันจะดูใจร้ายมากสักแค่ไหนก็ตาม
และในระหว่างทางที่เดินออกมา เขาก็บังเอิญเดินสวนทางกับเด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็จำได้ว่าเด็กคนนี้คือเด็กที่เขาได้ช่วยชีวิตไว้เมื่อหกปีก่อน แล้วอีกไม่นานก็จะมาเป็นลูกสะใภ้ของเขา
“สวัสดีค่ะท่าน”
ทิชาที่เดินตามหลังณัฐวรินทร์เข้ามา ก็หยุดเดินก่อนที่จะกล่าวทักทายแขกของผู้เป็นนายด้วยท่าทีที่สุภาพ ส่วนทางของด็อกเตอร์ปภณก็ได้เพียงยิ้มบาง พยักหน้ารับมารยาทแล้วก้าวเท้าเดินออกจากคฤหาสน์หลังนี้ไป
“ใครเหรอคะพี่ทิชา”
"พี่ไม่แน่ใจเหมือนกันคะว่าเขาเป็นใคร แต่พี่เคยได้ยินคุณท่านเรียกว่าด็อกเตอร์ปภณหรือว่าอะไรสักอย่างนี้แหละค่ะ พี่จำไม่ค่อยได้"ทิชาตอบพร้อมยักไหล่น้อยๆ อย่างสุภาพเธอไม่ใช่คนอยากรู้อยากเห็นและไม่เคยสอดรู้เรื่องส่วนตัวของคุณท่านมากสักเท่าไหร่ จึงไม่ได้เอะใจอะไรกับชายแปลกหน้าคนนั้น
ณัฐวรินทร์ที่ได้ยินคำตอบก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจและไม่ได้ซักถามคำถามอื่นใดนอกเหนือจากคำถามแรก เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการได้พบหน้าบิดาผู้ให้กำเนิด คนที่เธอคิดถึงและอยากเจอจนสุดหัวใจแค่คนเดียวเท่านั้น
“เดี๋ยวพี่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะคะ เดี๋ยวจะรีบตามเข้าไป”
ณัฐวรินทร์ตอบรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่ห้องโถงที่คุ้นตา สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ และกลิ่นอายของบ้านที่เธอไม่ได้สัมผัสมานาน
ทันทีที่สายตาสบเข้ากับร่างของบิดาผู้นั่งอยู่บนโซฟาตัวประจำ หัวใจของเธอก็พองโตขึ้นมาทันที ความคิดถึงที่อัดแน่นมาตลอดเส้นทางกลับบ้านเหมือนทะลักออกมาในเสี้ยววินาที เธอไม่รีรอแม้แต่น้อย รีบวิ่งเข้าไปหาก่อนจะโผเข้ากอดเขาแน่นราวกับจะชดเชยวันเวลาที่หายไป
“น่านคิดถึงคุณพ่อที่สุดในโลกเลยค่ะ”
ชายวัยกลางคนอย่างเจ้าสัวณัฐดนัยหัวเราะเบาๆ ในลำคอก่อนยกมือใหญ่ที่ผ่านการทำงานมาอย่างหนักขึ้นลูบศีรษะของลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างแผ่วเบาด้วยความรัก แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น “พ่อก็คิดถึงน่านนะลูก เป็นยังไงบ้างเดินทางมาไกลเหนื่อยมากหรือเปล่าครับคุณลูกสาว”
“นิดหน่อยค่ะ แต่พอได้เห็นหน้าคุณพ่อ น่านก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ” เธอส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะตอบกลับอย่างร่าเริง
“ปากหวานจริงเชียวเด็กคนนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า” เจ้าสัวหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ดวงตาเต็มไปด้วยแววเอ็นดู
“แน่นอนค่ะ เอ่อแล้วนี่แม่นมอยู่ไหนเหรอคะ”
“น่าจะทำอาหารอยู่ในครัวนะลูก รายนั้นดีใจเสียยิ่งกว่าอะไรพอรู้ว่าหนูจะกลับมา”
“จริงเหรอคะคุณพ่อ”
“จริงสิ แล้วนี่ก็คงจะทำของโปรดของหนูอีกตามเคยนั่นแหละ นั่นไง พูดถึงก็มาพอดี” ยังไม่ทันที่ประโยคนั้นจะจบดี เสียงฝีเท้าและเงาร่างที่คุ้นตาก็ปรากฏขึ้นมาตรงประตูห้องโถงพร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
“คุณหนูของนม นมคิดถึงจังเลยค่ะ” เสียงสั่นด้วยความตื้นตัน ก่อนที่สองแขนจะกางออกเพื่อรอรับอ้อมกอด
“น่านก็คิดแม่นมเหมือนกันค่ะ” ยิ้มกว้าง ก่อนโผเข้ากอดหญิงชราตรงหน้าด้วยความดีใจ เพราะตั้งแต่ที่เธอสูญเสียแม่ไป ก็มีเพียงอ้อมกอดของพ่อและแม่นมที่หล่อเลี้ยงหัวใจของเธอมาตลอด ท่านทั้งสองเป็นดั่งเกาะป้องกันภัย คอยดูแลอยู่เคียงข้าง ให้ความอบอุ่นและกำลังใจเป็นเซฟโซนที่ดีที่สุดในชีวิตของเธอ แล้วต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน อ้อมแขนของคู่นี้ก็ยังคงอบอุ่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“แม่นมเป็นยังไงบ้างคะ สบายดีไหม” เงยหน้ามองอีกฝ่ายก่อนเสียงหวานจะเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
“นมสบายดีค่ะ ว่าแต่คุณหนูของนมเถอะ ไปอยู่ที่โน่นเป็นยังไงบ้างคะ สบายดีไหม มีใครรังแกคุณหนูของนมหรือเปล่า” ผละตัวออกเล็กน้อยเพื่อมองสำรวจร่างกายของคนอายุน้อยให้เต็มตา มือเหี่ยวย่นบรรจงลูบศีรษะเบาๆ ด้วยความรัก ก่อนที่เสียงยืดยาวจะเปล่งถามออกมาด้วยความห่วงใย
“น่านสบายดีค่ะแม่นม ไม่มีใครกล้ารังแกคุณหนูคนสวยของแม่นมหรอกค่ะ จริงไหมคะคุณพ่อ” เธอตอบแม่นมด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ก่อนจะหันถามบิดาด้วยที่นั่งอมยิ้มอยู่ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ส่วนทางด้านเจ้าสัวเมื่อได้ยินคำถามของลูกสาวก็ยิ้มกว้างก่อนพูดตอบเจ้าตัวออกไป
“จริงครับคุณลูกสาว แต่จะว่าไปลูกสาวพ่อนี่ก็หลงตัวเองเหมือนกันนะเนี่ย ฮ่าฮ่าฮ่า”
“คุณพ่ออ่า แม่นมดูคุณพ่อสิคะมาหาว่าน่านหลงตัวเองเฉยเลย คนออกจะสวยขนาดนี้ ชิ! น่านงอนคุณพ่อแล้ว”
“อย่างอนคุณท่านไปเลยค่ะ คุณหนูของนมสวยที่สุดในโลกอยู่แล้ว”
“แม่นมพูดยังงี้น่านก็เขินแย่เลยสิคะ ฮ่าฮ่า”
“นมพูดเรื่องจริงนี่คะ เอ๊ะ!แล้วนี่ทิชาหายไปไหนกัน ไม่ได้ไปรับคุณหนูหรอกเหรอ?”มองดูรอบๆ อย่างสงสัย เพราะคุยกับคุณหนูของบ้านมาพักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นหน้าหลานสาวตัวดีของตัวเองเลย
“พี่ทิชาขอตัวไปเข้าห้องน้ำค่ะ เดี๋ยวก็คงมา”
“อ้อเหรอ นมนึกว่ามัวไปเถลไถลไหน แล้วปล่อยให้คุณหนูของนมต้องกลับเองซะอีก ถ้าเป็นแบบนั้นนะ นมจะจับตีให้ก้นลายเลยเชียว” พูดบ่นแกมหยอกไปตามประสาคนชรา
“อะไรกันคะยาย เอะอะก็จะตีอย่างเดียวเลย นี่ทิชางอนแล้วนะคะ” เสียงอ้อนๆ ดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมกับเจ้าตัวที่เพิ่งเดินเข้ามาแสร้งทำหน้าหงอยหลังได้ยินผู้เป็นยายพูดถึงตัวเองแบบนั้น
“มางงมางอนอะไรกัน ไปเตรียมจัดโต๊ะอาหารได้แล้วไป คุณท่านกับคุณหนูจะได้ทานมื้อกลางวันกัน”
“ถ้างั้นน่านขอไปช่วยพี่ทิชานะคะนม”
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณหนู คุณหนูเพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ นั่งพักผ่อนกับคุณท่านนี่แหละค่ะดีแล้ว เดี๋ยวนมไปช่วยเจ้าเมย์มันเอง” หยาดทิพย์รีบปฏิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ยังคงความหนักแน่นเอาไว้ที่ปลายเสียง เธอรู้ว่าดีว่าคุณหนูของบ้านนี้กับทิชาหลานสาวของตัวเองสนิทสนมกันมากแค่ไหน เด็กทั้งสองเติบโตมาด้วยกันก็ไม่แปลกที่ต่างก็รักใคร่มีน้ำใจช่วยเหลือกัน
ทว่าสำหรับเธอแล้ว...คุณหนูของบ้านรวมทั้งผู้เป็นนายคนอื่นๆ ก็ควรได้รับการดูแลที่ดีที่สุดไม่ควรพาตัวเองมาเหนื่อยกับบางสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองแบบนี้แม้จะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม
“แต่น่านอยากนี่ช่วยค่ะนม อีกอย่างน่านก็ไม่ได้เหนื่อยอะไร” เสียงใสพูดอย่างแน่วแน่ ก่อนจะหันไปยิ้มบางให้คนข้างตัว “ไปค่ะพี่ทิชา เราไปจัดโต๊ะอาหารกันดีกว่า” พูดจบ ก็หยัดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วคว้ามือของทิชาพาเดินออกจากห้องไปโดยไม่รอฟังคำทัดทาน
“เดี๋ยวก่อนสิคะคุณหนู คุณหนูคะ!”
เสียงเรียกของหยาดทิพย์ดังไล่หลัง ทว่าสองสาวก็รีบพากันเดินออกไปโดยไม่ได้หันกลับมาสนใจ
“ไม่เป็นไรหรอกครับพี่หยาด ปล่อยเด็กๆ เขาไปเถอะ” เจ้าสัวณัฐดนัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นใจขณะยกถ้วยชาขึ้นมาจิบพลางส่ายหน้าน้อยๆ อย่างอ่อนใจแต่แฝงไปด้วยความเอ็นดู
“แต่คุณท่านคะ..”
“เอาหน่า หนูน่านก็เพิ่งกลับมาให้เขามีเวลาอยู่กับหนูทิชาพี่ของเขาบ้าง”
“ก็ได้ค่ะ”
หยาดทิพย์ตอบรับด้วยท่าทางยอมจำนน ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วหันไปมองทางประตูห้องโถงที่เชื่อมอยู่กับห้องครัว ภาพเด็กสาวสองคนกำลังช่วยกันตักอาหารใส่จานแล้ววางลงบนโต๊ะอาหาร ทำให้เธอรู้สึกถึงความอุ่นในบ้านที่กำลังจะกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้งในรอบหลายปีที่ขาดหายไป
แล้วช่วงเวลาที่เธอกำลังมองภาพความสุขอยู่นั้นเสียงถอนหายใจของเจ้าสัวณัฐดนัยก็ดังขึ้นทางด้านหลังเธอจึงหันกลับมามอง
“คุณท่านมีเรื่องกลุ้มใจอะไรหรือเปล่าคะ” เธอตัดสินใจที่จะถามออกไปตรงๆ เพราะดูจากสีหน้าที่เป็นกังวลของเจ้าสัวแล้วเธอก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้เหมือนกัน ส่วนด้านของคนที่ถูกถามก็ได้เพียงถอนหายใจออกมาช้าๆ ดวงตาใต้กรอบแว่นนิ่งงันเหมือนคนที่มีเรื่องให้ครุ่นคิด ก่อนจะตอบออกมาเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า
“จะว่ามีมันก็มีนะ ผมนี่คิดไม่ตกเลยจริงๆ”
“ใช่เรื่องที่ท่านด็อกเตอร์เข้ามาพบคุณท่านวันนี้คะหรือเปล่าคะ” ถามต่อ
“อืมใช่ แต่ไว้เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังที่หลังก็แล้วกันนะครับ”
หยาดทิพย์พยักหน้าเข้าใจถึงแม้จะรู้สึกเป็นห่วงผู้เป็นนายสักเท่าไหร่ก็ตาม เธอเข้าใจดีว่าเรื่องบางเรื่องก็อาจต้องใช้เวลากว่าที่จะพูดออกมาได้เธอจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรมากนัก