อีกด้านบนท้องถนนขณะที่รถคันหรูยี่ห้อโรลส์-รอยซ์กำลังโลดแล่นไปบนถนนมอเตอร์เวย์ ชญานันท์ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเหลือบตามองเพื่อนที่นั่งอยู่เบาะข้างกันเป็นระยะ เพราะตั้งแต่ที่ขับรถออกมาจากสนามบินเธอก็สังเกตุเห็นว่าบนใบหน้าของเพื่อนตัวเองนั้น เพื่อนไปด้วยรอยยิ้มอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
แล้วด้วยความแปลกใจ เธอจึงไม่รีรอที่จะถามออกไปอย่างนึกสงสัยกับอากัปกิริยานั้น
“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เป็นอะไรของแก”
“ปะ...เปล่า ใครยิ้ม ฉันไม่ได้ยิ้มสักหน่อย”
“โกหกไม่เนียนเหมือนเดิม นี่อย่าบอกนะว่าตกหลุมรักน้องผู้หญิงคนนั้นเขาให้แล้วอะ”
“บะ...บ้าน่าเบล ตกหลุมรักอะไรไม่มี”
“อ่อเหรอ งั้นแกยิ้มเรื่องอะไรล่ะถ้าไม่ใช่เรื่องนั้น”
“ฉันก็ยิ้มไปเรื่อย”
เมื่อรถคันหรูที่เธอได้นั่งมานั้นเคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่หน้าประตูของบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งก็คือบ้านของตระกูลอัครเชษฐ์กุล ลักษณะโดยรวมของบ้านหลักนี้มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างที่ไม่ซ้ำกับใครนั่นก็เป็นเพราะว่าบ้านหลังนี้ได้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นด้วยสถาปนิกฝีมือดีอย่างคุณดนุกร อัครเชษฐ์กุลบิดาของเธอ
แต่เมื่อเธอกำลังจะเปิดประตูเพื่อลงรถ เธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าปกติแล้วชยานันท์จะขับรถเข้าไปจอดบริเวณด้านใน ซึ่งต่างจากครั้งนี้ที่จอดแค่หน้าประตูบ้าน อีกทั้งยังไม่มีท่าทีที่ตามเธอเข้าไปด้านในอีกด้วย
“ทำไมจอดตรงนี้อ่ะ ไม่เข้าไปด้วยกันก่อนเหรอ? วันนี้คุณแม่บอกว่าทำของโปรดไว้ให้แกด้วย”เอ่ยถามพลางหันมองเพื่อนที่ยังคงนั่งจับพวงมาลัยรถอยู่อย่างนั้น
“เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันนะเหนือ ฉันฝากแกขอโทษคุณแม่แทนฉันด้วยนะ พอดีว่าฉันต้องรีบกลับไปที่โรงพยาบาล มีเคสผ่าตัดด่วน”
“ไม่เป็นไร แกรีบไปเถอะ เดี๋ยวฉันบอกคุณแม่ให้ ไว้เจอกัน”
“อืม ไปล่ะ”
ชยานันท์พยักหน้าส่งยิ้มให้กับเพื่อนสาว ก่อนจะเหยียบคันเร่งขับออกไปยังจุดหมายปลายทางของตัวเอง ส่วนทางด้านของนีรดานั้นก็ได้ยืนมองตามรถที่ขับห่างออกไปทีละน้อยจนแสงไฟท้ายสีแดงค่อย ๆ จางลงไป จนสุดท้ายก็กลืนหายไปกับถนนด้านหน้า
“มาหาใครหรือเปล่าคะ?”
เสียงสุภาพอ่อนโยนของ กานดา คนรับใช้อาวุโสของบ้านเอ่ยถามหญิงสาวปริศนาที่ยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านด้วยน้ำเสียงที่สุภาพอ่อนโยน เธอบังเอิญเดินผ่านมาบริเวณนี้พอดีและได้สังเกตเห็นว่ามีคนยืนอยู่ เธอได้ถามดูเผื่อบางทีเขาอาจจะมาของพบผู้เป็นนายของเธอก็เป็นได้
“ป้ากาน!” หันมาตามเสียงของคนที่เอ่ยถาม ก่อนจะเรียกชื่อคนตรงหน้าออกมาด้วยความดีใจ
“คุณหนู!”คนสูงวัยแสดงความดีใจไม่ต่างกัน กานดารีบเปิดประตูรั้วที่กั้นกลางระหว่างตัวเองกับหญิงสาวตรงหน้าอย่างรวดเร็ว พอประตูบานใหญ่เปิดออก ทั้งคู่ก็โผเข้ากอดกันแน่นด้วยความคิดถึง
“เหนือคิดถึงป้ากานที่สุดเลยค่ะ”
“ป้าก็คิดถึงคุณหนูเหมือนกันค่ะ ไม่เจอกันไม่กี่ปีโตคุณหนูของป้าเล่นโตเป็นสาวแล้ว มิหนำซ้ำยังสวยเหมือนคุณนายอีกนะคะเนี่ย” ฝ่ามือย่น ๆ บรรจงลูบศีรษะของคนในอ้อมแขนอย่างถนุถนอม ปากพลางพูดเอ่ยชื่นชมหญิงสาวที่เลี้ยงดูมาอย่างหวงแหนและรักใคร่
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะป้า แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ล่ะคะ?”ค่อย ๆ ผละอ้อมกอดออกช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยถามถึงบิดามารดาของตัวเอง
“คุณท่านกับคุณนายนั่งรอคุณหนูอยู่ด้านในค่ะ”
“งั้นเราเข้าข้างในกันดีกว่าค่ะ เหนืออยากกอดคุณพ่อกับคุณแม่จะแย่แล้ว”
“มาค่ะ ป้าถือให้”
นีรดายิ้มอ่อน ก่อนส่งกระเป๋าในมือให้กับกานดา จากนั้นจึงเดินนำเข้าไปด้านในตัวบ้านที่ตัวเองนั้นคุ้นเคยเป็นอย่างดี ถึงแม้เธอจะจากที่แห่งนี้ไปหลายปี แต่ความรู้สึกผูกพันที่มีต่อบ้านหลังนี้ไม่เคยลดน้อยลงไปเลย
ภายในห้องรับรองสีขาวสะอาดที่สะท้อนแสงแดดในยามบ่ายอย่างละมุนตา ได้มีคู่สามีภรรยาวัยกลางคนนั่งแนบชิดเคียงกันอยู่บนโซฟาหนังราคาแพง มืออุ่นประสานกันแน่นดวงตาจับจ้องมองไปยังบานประตูอย่างเฝ้ารอการกลับมาของบุตรสาวเพียงคนเดียว
“เดือนเป็นห่วงลูกจังเลยค่ะคุณ” คุณนายเดือนฉายบอกกับสามีด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล
“ผมก็เป็นห่วงลูกเหมือนกันครับ เดือนอย่าเพิ่งคิดมากไปเลยนะ ผมเชื่อว่าลูกดูแลตัวเองได้”
ดนุกรดึงภรรยาเข้ามาไว้ในอ้อมกอดก่อนจะพูดปลอบด้วยความเข้าใจ เขารู้ว่าภรรยาของเขานั้นเป็นห่วงลูกมาก ซึ่งตัวของเขาเองที่เป็นพ่อก็รู้สึกเป็นห่วงลูกไม่ต่างกัน แต่นีรดาลูกสาวของเขานั้นก็อายุอานามไม่ใช่น้อย ๆ แล้วเขาจึงคิดว่าเจ้าตัวคงโตจะพอที่จะดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดีแล้วเหมือนกัน
“เดือนรู้ค่ะว่าลูกดูแลตัวเองได้ แต่ถึงยังไงเดือนก็ยังเป็นห่วงลูกอยู่ดี นี่ก็ไม่รู้ว่าออกจากสนามบินหรือยัง ตั้งแต่ที่เดือนโทรครั้งนั้นลูกก็ไม่รับสายเดือนอีกเลยค่ะ”
“เอาหน่า เชื่อผมสิครับเดี๋ยวลูกก็มา”
“คุณพ่อคะ คุณแม่คะ”
เสียงทุ้มแหบของนีรดาดังขึ้นจากหน้าประตู สีหน้าของเธอเปื้อนไปด้วยยิ้มอย่างมีความสุขทันทีได้พบหน้าบิดาและมารดาผู้ให้กำเนิด ส่วนทางด้านของคุณนายเดือนฉายเมื่อได้ยินเสียงของลูกสาวก็หันกลับมาที่หน้าประตูพลันตาเบิกกว้างก่อนน้ำตาจะรื้นขอบตา แขนทั้งสองข้างดันตัวลุกขึ้นจากโซฟาก้าวเดินเข้าไปสวมกอดลูกสาวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจโดยทันที
“แม่เป็นห่วงเหนือมากเลยรู้หรือเปล่าลูก นี่แม่ก็โทรหาเหนือตั้งหลายสายทำไมเหนือไม่รับสายแม่เลยละคะ”
“เหนือขอโทษค่ะคุณแม่ พอดีว่าเหนือปิดเสียงโทรศัพท์เอาไว้น่ะค่ะ” ยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยขอโทษผู้เป็นแม่
“เรานี่น้าจริงๆ เลย ชอบทำให้แม่เป็นห่วงอยู่ตลอด” คุณนายเดือนฉายถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่และมองลูกสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทางที่ดูเหมือนโกรธ แต่จริง ๆ แล้วเธอแค่รู้สึกโล่งใจกับสิ่งที่เป็นกังวลในคราแรกก็เท่านั้น
“ก็ผมบอกคุณเดือนแล้วไงครับว่าลูกดูแลตัวเองได้” ดนุกรพูดก่อนจะเดินเข้ามาโอบไหล่ภรรยากับลูกสาวด้วยความรัก
“ใช่ค่ะ เหนือดูแลตัวเองได้ เหนือไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะคะคุณแม่” นีรดาแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นเพื่อเป็นการยืนยันว่าเธอนั้นโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว เธอไม่ได้ตั้งใจจะหักหาญน้ำใจความเป็นห่วงของมารดาเลยสักนิดเพียงแต่เธอแค่ไม่อยากให้มารดาต้องคิดเป็นกังวลและคอยเป็นห่วงเธอจนตนเองต้องเป็นทุกข์อยู่อย่างนี้ก็แค่นั้น
“นั่นไง พ่อลูกเข้ากันดีเป็นปรี่เป็นขลุ่ย อย่างนี้แม่ก็ไม่สำคัญอีกแล้วมั้ง”
“ฮ่า ๆ ใครบอกล่ะครับ คุณเดือนน่ะสำคัญกับผมแล้วก็ลูกมากที่สุดเลยนะ จริงไหมครับดาวเหนือลูกพ่อ”
“จริงค่ะคุณพ่อ”
“พอกันทั้งพ่อทั้งลูกเลย เอ่อ แล้วนี่หนูเบลไปไหนล่ะลูก ยังไม่เข้ามาเหรอคะ” คุณนายเดือนฉายเปลี่ยนเรื่องคุยทันทีที่สังเกตได้ว่าชยานันท์เพื่อนของลูกสาวนั้นไม่ได้ตามเจ้าตัวเข้ามาภายในห้องแห่งนี้
“เบลกลับไปแล้วค่ะคุณแม่ เห็นบอกว่ามีธุระด่วน”
“เสียดายเลยนะ แม่อุตส่าทำของโปรดหนูเบลไว้ให้หลายอย่างเลย”
“นั่นสิคะ แต่เบลฝากขอโทษคุณแม่ด้วยนะคะที่วันนี้อยู่ทานข้าวด้วยไม่ได้”
“ไม่เป็นไรเลยลูก ที่หนูเบลทำน่ะถูกแล้ว ว่าแต่เหนือล่ะ เดินทางมาเหนื่อย ๆ หิวหรือยังคะลูกสาว”
ถึงแม้ว่าเธอจะรู้สึกเสียดายที่เพื่อนของลูกสาวไม่ได้อยู่ทานข้าวด้วยกันในวันนี้ แต่เธอก็เข้าใจว่าชีวิตของคนไข้นั้นสำคัญเสียยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด การเป็นหมอนั้นไม่ได้ยาก แต่การที่จะเป็นหมอที่ดีรับผิดชอบต่อชีวิตของคนคนหนึ่งนั้นมันยากซะยิ่งกว่า ซึ่งชยานันท์ก็แสดงศักยภาพตรงจุดนี้ออกมาได้อย่างดี ขนาดเธอที่ไม่ใช่แม่ของเจ้าตัวยังรู้สึกภูมิใจในตัวของอีกคนได้มากถึงเพียงนี้ แล้วคนที่เป็นพ่อเป็นแม่จะรู้สึกภูมิใจในตัวของเจ้าตัวขนาดไหนกันเชียว
“หิวแล้วค่ะ เหนือคิดถึงทานอาหารฝีมือคุณแม่ที่สุดเลย”
“ปากหวานจริงเชียวนะลูกคนนี้ ไป!งั้นเราไปทานข้าวกันเลยดีกว่าเนาะ แม่เองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน”
“ค่ะคุณแม่ ไปค่ะคุณพ่อเราไปทานข้าวกันดีกว่า”