Chapter 1 : ผู้หญิงปากร้าย VS ผู้ชายปากดี
Sassy MaMa ร้ายแต้มรัก
อัยย์เนญ่า : เขียน
.
.
.
บทนำ
แสงแดดอ่อนยามเช้าที่ส่องลอดม่านหน้าต่างมาแยงตา ทำให้ใครบางคนยอมขยับเปลือกตาหนาให้เปิดขึ้น ขยี้ตาเล็กน้อยพอเป็นพิธีก่อนจะพลิกตัวไปข้างๆ หาร่างบางที่นอนตะแคงหันมาทางเขา
ใบหน้าสวยแม้พริ้มหลับก็ยังเย้ายวน ชวนให้ขยับตัวไปรั้งเอวบางเข้ามาไว้ในอ้อมกอดพร้อมขโมยหอมแก้มหลายฟอด
อุณหภูมิเย็นสบายของเครื่องปรับอากาศทำให้ปิ่นตาซุกเข้าหาอกอุ่น ใบหน้าเล็กเลื่อนเรื่อยหาตำแหน่งที่ลงตัวให้พริ้มหลับสบาย สุดท้ายก็ไม่พ้นต้นคออุ่นๆ กรุ่นกลิ่นกายหอมของชายหนุ่ม
ลมหายใจร้อนที่เป่ารดตรงต้นคอ ไหนจะปลายจมูกเล็กที่จ่อคลอเคลียทำเอาคนเพิ่งตื่นนอนตบะแตกได้อย่างง่ายดาย ฝ่ามือหนาวางแตะสะโพกผาย ค่อยๆ ไล้ชายเสื้อนอนขึ้นจนเห็นเอวคอดก่อนสอดมือลูบไล้ไปบนแผ่นหลังเนียนอย่างซุกซนจนไปยุกยิกอยู่แถวสายชุดชั้นในและ...
สะกิดจนหลุด !!!
เมื่อความรู้สึกที่เคยกระชับแน่นถูกปลดปล่อยออกคนในอ้อมกอดก็เลยสะดุ้งตื่น
.
.
.
Chapter 1 : ผู้หญิงปากร้าย VS ผู้ชายปากดี
.
.
.
เสียงดนตรีตึกๆ กำลังสร้างความระทึกกับจังหวะหัวใจ แสงไฟหลากสีที่สาดไปมา หาได้ช่วยทำให้พื้นที่ตรงหน้าสว่างนัก การถูกลากให้เดินฝ่ากลุ่มคนมากมายกำลังทำให้ปิ่นตาเวียนหัว
ตลอดเวลาหลายปีของชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัย นี่เป็นครั้งแรกที่ปิ่นตาได้เหยียบย่างเข้าสถานบันเทิง อีกทั้งเส้นทางปกติก็ไม่ค่อยฉีกออกจากคณะที่เรียนกับหอพักเกินความจำเป็น โปรแกรมเมอร์มือสมัครเล่นอย่างปิ่นตา ส่วนมากมักใช้เวลานั่งหน้ามันหัวฟูอยู่กับจอคอมพ์พร้อมแว่นสายตาสีดำอันหนา
แต่เหตุผลที่ปิ่นตาต้องมาในวันนี้ เป็นเพราะคำขอร้องแกมบังคับจาก ‘น้ำฟ้า’ เพื่อนสาวร่วมห้องคนสนิท ให้มาร่วมงานวันเกิดของ ‘อาณัฐ’ แฟนหนุ่มที่คบกันมานานกว่าสามปี
ว่ากันตามจริง ปิ่นตาก็สนิทกับอาณัฐพอสมควร เพราะตอนที่เขาตามจีบน้ำฟ้าก็เข้าหาผ่านเธอบ่อย ดังนั้น การมางานวันเกิดแฟนหนุ่มของเพื่อนจึงไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อหน่ายถ้าภายในงานจะปราศจากผู้ชายปากหมาชื่อ ‘วาที’ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีทาง!
ปิ่นตากับน้ำฟ้าจัดได้ว่าเป็นเพื่อนซี้ที่ตัวติดกัน ส่วนวาทีนั้นก็มักอยู่ข้างๆ อาณัฐเสมอ เป็นเพื่อนเกลอคนสนิทที่หากใกล้ชิดกว่านี้คงมีคนคิดว่าคู่เกย์
แต่น้ำฟ้าเคยเล่าให้เธอฟังว่าที่จริงเป็นเพราะสองคนนั้นสนิทกันมาตั้งแต่เรียนประถม
ความผูกพันของพวกเขาทั้งสี่คน จัดว่ามีความเหมือนที่ชอบกลในความต่าง เพราะระหว่างที่น้ำฟ้าและอาณัฐรักกันปานจะกลืนกิน ปิ่นตากับวาทีก็แทบจะงับหัวและกลืนกินกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ทันทีที่พบหน้า รังสีจากสายตาฟาดฟันก็ถูกส่งหากันอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครรู้หรอกว่าพวกเขากำลังต่อสู้กันอยู่รุนแรงแค่ไหน!
“ขอทางหน่อยครับ” บริกรของผับซึ่งเป็นรุ่นน้องในสถานศึกษา ยกต้มยำทะเลเดือดหม้อไฟเข้ามาทางด้านหลัง ปิ่นตาจึงดันตัวถอยร่นมาทว่ากลับเหยียบเท้าของวาทีเข้าเต็มๆ
ฝ่ายชายรีบชักขาออก ก่อนมองหน้าคู่กรณีด้วยสีหน้ายุ่ง เมื่อหญิงสาวไม่ขอโทษสักคำ ซ้ำยังแสดงทีท่าพร้อมสายตาสื่อว่า ‘ช่วยไม่ได้ ก็นายไม่ระวังเอง’ ทำเอาวาทีรู้สึกหัวอกร้อนผ่าว
”ไม่มีใครสอนรึไง ว่าต่อให้ไม่ได้ตั้งใจก็ต้องขอโทษ”
“แล้วเคยมีใครบอกนายไหม ว่าคนบางคนไม่เหมาะสมที่จะได้ยินคำนั้น เพราะสิ่งที่โดนมันเป็นกรรมเก่าที่ได้คนอื่นยื่นมือมา ไม่สิ...ยื่นขามาช่วยแก้กรรมให้”
หญิงสาวว่าพลางยักไหล่แล้วเบือนหน้า ทีท่าแบบนั้นทำเอาน้ำฟ้ากับอาณัฐเห็นลางวุ่น จึงรีบพากันเอาตัวเข้าแทรกเพื่อห้ามทัพพร้อมปรับบรรยากาศ โดยน้ำฟ้าทำหน้าที่เปิดบท
“ว้าว! วันนี้ทีแต่งตัวหล่อจังเลย ดูดีออกเนอะปิ่น”
ศอกบางของคนพูดกระทุ้งแขนเพื่อนให้ตอบรับ แต่คำที่ปิ่นตาตอบกลับ นับว่าช่างห่างไกลไปคนละโยชน์
“สายตาแกคงเริ่มสั้นแล้วล่ะฟ้า ไว้พรุ่งนี้ฉันจะพาไปตัดแว่น”
พอพูดจบปิ่นตาก็สะบัดมองไปอีกทาง ทำเอาคนหน้าหวานได้แต่ยิ้มเฝื่อน จนต้องสะกิดขาอาณัฐให้ช่วยกู้สถานการณ์บ้าง
“อ่า...วันนี้ปิ่นก็ดูดีไม่เบาเลยนะ เรียบๆ เซอร์ๆ สเปคแกเลยไม่ใช่เหรอไอ้ที” คำถามของอาณัฐทำเอาน้ำฟ้าลอบกุมขมับ เพราะนั่นเป็นการเปิดทางให้วาทีโต้กลับอีกฝั่งอย่างชัดแจ้ง ดูท่าสงครามน้ำลายคงได้เวลาอุบัติขึ้น(อีก)แล้ว!
“สเปคฉันต่ำอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ สงสัยความจำแกมีปัญหาแล้วไอ้ณัฐ”
คนตอบหรี่ตาที่ตี่อยู่แล้วมองฝั่งตรงข้ามตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าก่อนเบ้ปาก จนกระตุ้นต่อมโมโหของคนถูกประเมินให้พุ่งสูงปรี๊ด!
“สาบานนะว่าที่ใช้พูดน่ะปาก”
“อยากให้พิสูจน์ด้วยวิธีไหนล่ะ อ่อ...แต่ขออย่างนะ ไม่เอาวิธีจูบ เสียดายของที่เพิ่งกินไป กลัวมันขย้อนออกมา”
ถ้อยคำของวาทีทำเอาสมาชิกหนุ่มในกลุ่มอีกหลายคนที่นั่งชนแก้วต้องหันมาโห่แซวกับคำพูด
“ไอ้ที ปากดีอย่างนี้ระวังหน่อยนะ โบราณเขาว่าเกลียดอะไรจะได้อย่างนั้นนะเว้ย เฮ้ย~ เฮ้ย~ เฮ้ย~” เสียงเอื้อนในตอนท้าย พาเอาพวกที่เหลือเริ่มเฮด้วย
“แล้วบางที ยิ่งตีกัน ลูกยิ่งดก” อีกคนบอกเสริม
“แล้วพวกแกเคยได้ยินไหม ที่เขาว่าพวกปลาหมอมักจะตายเพราะปากน่ะ” วาทีชูกำปั้นขึ้นถามกลับเสียงเหี้ยม จนคนแซวแกล้งทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมแทบไม่ทัน แต่ยังไม่วายมีพูดต่อ
“ถามจริงๆ นะ แกสองคนเถียงกันมาสี่ปีไม่มีเบื่อบ้างรึไงวะ”
“เบื่อ!” คนถูกถามประสานเสียงตอบอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งโทนเสียงและจังหวะที่เป๊ะโดยไม่จำเป็นต้องนัดหมาย ทำเอาเหล่าคนฟังพากันยิ้มระเรื่อ ก่อนพูดเสียงเรียบเรื่อย
“เออว่ะ มันเหมาะสมกันจริงๆ”
แฟนหนุ่มของน้ำฟ้ารีบพยักหน้าอมยิ้มยืนยัน
“เห็นไหมล่ะ บอกแล้ว”
“ใจคอพวกแกจะจับคู่ฉันกับยายเปิ่นนี่ให้ได้เลยรึไง ลองค่อยๆ ใช้สมองที่มีอยู่น้อยนิดคิดไตร่ตรองพร้อมพิศดูหนังหน้ายายนี่อีกรอบนะ จะให้ฉันลดตัวลงไปคบด้วยงั้นเหรอ เฮอะ รอโลกแตกก่อนเถอะ”
ถ้อยคำนั้นทำเอาคนถูกนินทาระยะเผาขนต้องก้าวจ้ำไปยืนประจันหน้า พร้อมยกมือขึ้นผลักอกคนปากเสีย “แล้วเอาเศษเสี้ยวสมองกากๆ ของนายส่วนไหนไปคิดยะ ว่าหนังหน้าปลวกโรงกลึงแบบนาย ฉันจะยอมรับได้น่ะ ตาบ้า!”
“ถ้าหน้าฉันเหมือนปลวก หน้าอย่างเธอมันก็หมวกอวกาศหมดอายุ ผุๆ พังๆ ไม่ดีทั้งประสิทธิภาพและรูปลักษณ์” ประโยคนั้นทำเอาปิ่นตาอ้าปากค้างชั่วขณะ ฉับพลันวาทีก็ร้องโอ๊ะอย่างตกใจใช้ปลายนิ้วมือชี้ไปยังลานจอดเครื่องบินบนหน้าผากของปิ่นตา
“อะไรติดน่ะ?”
คนถูกทักยกมือขึ้นแตะเหม่งจ๋าของตัวเองคลำหาสิ่งแปลกปลอม
“อะไร?” มือเรียวปัดป่ายเหนือคิ้วแล้วหันไปหาน้ำฟ้าอย่างต้องการคำตอบว่าบนหน้าตนมีอะไรผิดแปลก ซึ่งเพื่อนสาวที่ยืนอยู่อีกฝั่งโต๊ะทำได้เพียงพยายามเพ่งหาเพราะแสงไฟไม่สว่างนัก
“หันมานี่สิ ฉันจัดการให้...”
วาทีแตะไหล่ดึงร่างบางให้ค่อยๆ หันมาเผชิญหน้า
“อยู่นิ่งๆ สิ แล้วค่อยๆ เอามือออก” คนพูดเกลี่ยข้อนิ้วเรียวออกช้าๆ อย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงคลี่ยิ้ม “โธ่เอ๊ย ไอ้เราก็นึกว่าอะไร”
“แล้วอะไรล่ะ??”
“ก็แค่...พายอาร์ยกกำลังสอง แหม...เล่นมาแปะถึงที่ กลัวคนเขาไม่รู้สินะว่านี่น่ะ...กลมขนาดไหน”
ปลายนิ้วยาวกระด้างชี้กวาดวนรอบหน้าปิ่นตา
เมื่อสูตรการหาพื้นที่วงกลมในวิชาคณิตศาสตร์ถูกยกมาเล่น ทำเอากลุ่มเพื่อนหน้าเป็นรอบข้างพากันปล่อยก๊ากเสียงดัง แม้แต่น้ำฟ้าก็ยังต้องรีบยกมือขึ้นปิดปากเพื่อรักษาน้ำใจเพื่อน แต่ไหล่ที่สั่นกระเพื่อมนั้นยากจะปิดได้
“วาที! นาย!” เอ่ยได้แค่นั้นปากร้อนๆ ที่พร้อมพ่นไฟของปิ่นตาก็ถูกน้ำฟ้ารีบตะครุบปิดทันควันพลางลากดึงเพื่อนออกมา
ถ้าหากว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ สายตาที่อีกฝ่ายใช้มองวาทีตอนนี้ คงสื่อได้ดีว่าอยากจับมาถลกหนังหัวให้เลี่ยนเตียนขนาดไหน!
“ฟ้าว่าปิ่นกับทีอย่าเถียงกันเลยนะ งานนี้ถ้าจะมีใครสักคนผิดก็ผิดที่ฟ้าเอง ที่อยากเห็นปิ่นกับทีรักและดีต่อกัน” ท้ายคำพูดนั้นยายเพื่อนรักแสร้งสะอื้น หากหลับตาฟังคงเห็นภาพนางเอกลิเกยกมือขึ้นกรีดนิ้วปาดน้ำตา ทว่าแม้น้ำฟ้าจะไม่ได้ทำ แต่พ่อพระเอกอันถือยศเจ้าชายผู้สูงศักดิ์แห่งนครหนองน้ำเน่า นามว่าอาณัฐก็วิ่งเข้ามาโอบแตะสองแขนของคนรัก
“ฟ้าอย่าโทษตัวเองเลย ณัฐต่างหากที่วาดหวังลมๆ แล้งๆ คิดว่าเพื่อนรักของเราจะเข้ากันได้”
แค่ขึ้นต้น สองคนที่ถูกพาดพิงก็ต้องยกมือกุมขมับ “แม้ว่าความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะสูญค่า แต่ณัฐเชื่อว่าสายตาที่มีมิได้มองอะไรผิดพลาดตรงไหน พรหมลิขิตของสวรรค์คือบัญชาอันแน่แน่ว คู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน สักวันเมื่อถึงเวลา กามเทพตัวน้อยจะค่อยๆ โบยบินลงมาเพื่อแผลงศรรักยิงปักเข้ากลางอกของพวกเขาแน่ๆ ”
ไม่ว่าเปล่า อาณัฐยกมือขึ้นทำท่าถือคันธนูง้างมายังเป้าหมาย
“ให้มันได้อย่างนี้ ลิเกเข้าไส้!” ปิ่นตาบ่น แต่เหล่าคนฟังที่นั่งชนแก้วกลับทำตัวเป็นคณะลูกคู่ รีบร้องรับขานเสียงระนาดเอกอย่างรู้กัน
“เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง...เตรง เตร่ง เตร๊ง เตร้ง เตรงงง...เต็งเต๊งเต็งๆๆๆ!”
เจอแบบนี้ ปิ่นตากับวาทีจึงต้องหันมามองหน้ากันแล้วถอนหายใจ ตกลงที่นี่มีแต่คนจ้องจะจับคู่ให้พวกตนสินะ
“ปวดหัวว่ะ ถ้ามีจัดอันดับคู่รักคู่เพี้ยนประจำมหา’ลัย ฉันจะทุ่มหมดตัวโหวตหมดใจให้คู่แกเลยจริงๆ” วาทีส่ายหน้า มีเพื่อนบ้าก็ว่าแย่แล้ว แต่มีแฟนเพื่อนบ้าด้วยนี่ยิ่งแย่เป็นสองเท่า!
กว่าสองคนนั้นจะเลิกเล่นบทโศก น้ำสีอำพันในขวดแก้วก็พร่องไปกว่าครึ่ง เสียงหัวเราะเฮฮาดังมาเป็นระยะก่อนค่อยๆ เงียบหาย
ส่วนน้ำฟ้ากับอาณัฐบัดนี้เข้าสู่โหมดโลกนี้มีแต่สองเราเป็นที่เรียบร้อย เอาแต่คุยแล้วยิ้มหัวเราะคิกคักมองตากันหวานเชื่อม ไม่สนใจอะไรรอบข้าง
เพื่อนหนุ่มร่างผอมที่นั่งคั่นกลางระหว่างปิ่นตากับวาทีค่อยๆ สูญเสียการทรงตัว ทั้งไหล่ทั้งหัวออกอาการเลื้อยลงไปยังเบาะนั่ง กระทั่งที่สุดก็คอพับหลับใหล
หลายคนเริ่มพูดจาอ้อแอ้ย้อนวัยกลายเป็นเฒ่าทารก แต่ละคำเริ่มฟังไม่ได้ศัพท์ มีแต่วาทีซึ่งรับหน้าที่ขับรถจึงยังดูเป็นผู้เป็นคนอยู่ พอเพื่อนๆ สลบจนไม่มีคู่สนทนา วาทีจึงหันไปหาคนอยู่ใกล้
“นี่...ใจคอเธอจะกินแต่น้ำเปล่ารึไง” เสียงทุ้มติดกระด้างเอ่ยถามข้ามหัวเพื่อนที่นอนคั่น
“แล้วที่ไหนมีกฎห้ามกินน้ำเปล่าไม่ทราบ” ปิ่นตาว่าพลางเหยียดใส่ แต่อีกฝ่ายกลับกระตุกยิ้ม
“ก็นะ...คนเรา ทำเป็นเปรี้ยว ที่แท้ก็กินได้แค่น้ำเปล่า”
“หมายความว่าไง”
“ก็ตามที่พูด” ไหล่กว้างยักกวน ทำเอาคนถูกยวนถึงกับต้องสูดลมหายใจลึก หน็อยแน่ ทำเป็นท้า!
“ก็ด๊ายยย...น้อง!” หญิงสาวกวักมือเรียกบริกร
“ครับพี่”
“จัดมาเลย เพียวๆ!” ถ้อยคำนั้นทำเอาคนได้ยินต้องนิ่วหน้ารำคาญ
“อย่ามาบ้าจี้น่า ฉันขี้เกียจแบกผู้หญิงขี้เมาไปส่งหอ”
“ใครว่าบ้าจี้ ฉันกินเป็นปกติอยู่แล้วย่ะ”
“อย่างเธอเนี่ยนะ?”
“แน่น๊อน~” ปิ่นตาแสยะยิ้ม เด็กเสิร์ฟจึงโน้มหน้ามา
“เพียวๆ เลยเหรอพี่ น้ำแข็งสักก้อนออนเดอะร็อคดีไหม”
“ไม่ต้องน้อง ระดับพี่ ขอเพียวๆ” หล่อนเน้นย้ำพร้อมยักคิ้วเย้ยคนนั่งข้างๆ
“ตกลงให้เทจากขวดนั้นหรือจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นครับ”
“อย่างอื่นสิ รสนี้พี่ไม่ปลื้ม” หญิงสาวเบ้ปากใส่ขวดเหล้าราคากลางๆ
“แล้วพี่จะเอาเป็นอะไรดีครับ แบล็ค เรด กรีน วอดก้า หรือว่าเตกิล่าดี”
ริมฝีปากบางค่อยๆ เหยียดยิ้มเย็น ดวงตายังจ้องเขม็งอยู่กับวาที
ก่อนตอบเสียงดังฟังชัดอย่างมั่นใจ
“เป๊ปซี่! เพียวๆ ไม่ต้องใส่น้ำแข็ง!”