น้ำตาแห่งกาลเวลา
ความตาย... มันไม่ได้เงียบสงบเหมือนที่ใครเขาบอก
มันคือเสียงคำรามกึกก้องของมวลน้ำสีโคลนที่บิดเกลียวอย่างบ้าคลั่ง มันคือความเย็นยะเยือกที่แทงทะลุผิวหนังเข้าไปกัดกินถึงกระดูกดำ และมันคือความเจ็บปวดรวดร้าววินาทีที่ท่อนซุงขนาดมหึมาฟาดเปรี้ยงเข้าที่กลางกระหม่อม แรงกระแทกนั้นรุนแรงเสียจนภาพความทรงจำสี่สิบแปดปีระเบิดแตกกระจายกลายเป็นแสงสีขาวโพลน ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกกระชากลงสู่ความมืดมิดใต้น้ำ
คีรนันท์จำได้แม่น... วินาทีที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายหลุดลอยไปพร้อมกับฟองอากาศ เขาไม่ได้กลัวตาย แต่เขากลัว... กลัวว่าคนที่อยู่ข้างหลังจะอยู่กันอย่างไร
แล้วจู่ๆ... ความหนาวก็หายไป
แทนที่ด้วยความร้อนชื้นที่อบอวลจนผิวหนังเหนียวเหนอะหนะ กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นโคลนสาบควายที่เคยคละคลุ้งจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นแป้งเย็นตรางูและกลิ่นหนังสือการ์ตูนเก่าๆ ที่คุ้นจมูกอย่างประหลาด
แกรก... แกรก... แกรก...
เสียงพัดลมเพดานรุ่นเก่าหมุนเหวี่ยงใบพัดตัดอากาศดังเป็นจังหวะเอื่อยเฉื่อย เสียงที่เขาไม่ได้ยินมานานหลายสิบปี แต่กลับจำจังหวะการหมุนที่เหมือนจะหลุดแหล่มิหลุดแหล่ของมันได้แม่นยำ
คีย์สูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด ร่างกายกระตุกเฮือกเหมือนคนตกเหว เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ เปิดขึ้น สิ่งแรกที่ปะทะสายตาไม่ใช่เพดานโรงพยาบาลสนาม หรือท้องฟ้ามืดครึ้มของจังหวัดเชียงราย
แต่เป็นเพดานไม้สีขาวหม่นที่มีรอยคราบน้ำซึมเป็นดวงๆ เหมือนแผนที่โลก
เขานอนนิ่งอยู่แบบนั้น สมองมึนงงสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก นี่มันสวรรค์หรือนรก?
หรือเขายังไม่ตายแล้วมีคนช่วยมาได้?
มือไม้ที่ควรจะปวดร้าวไปทั้งตัวกลับเบาสบายอย่างเหลือเชื่อ เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นมาดูตรงหน้า
มือคู่นั้น ขาวซีด เรียวยาว ไร้ร่องรอยหยาบกร้านจากการทำงานหนักมาค่อนชีวิต ไม่มีแผลเป็นที่นิ้วชี้ที่เขาเคยโดนมีดบาดตอนอายุสามสิบ
คีย์ยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงนุ่นยวบยาบที่ส่งเสียงสปริงลั่นเอี๊ยดอ๊าด สายตากวาดมองไปรอบห้องด้วยความตะลึงงัน ทุกอย่างในห้องนี้มันคือ ‘อดีต’ ที่เขาหลงลืมไปแล้ว
โปสเตอร์วง 'โมเดิร์นด็อก' อัลบั้มแรกแปะเอียงๆ อยู่ข้างตู้เสื้อผ้าไม้ไม้อัด กองหนังสือเรียน ม.ปลาย วางพะเนินเทินทึกอยู่บนโต๊ะญี่ปุ่น วิทยุเทปโซนี่เครื่องใหญ่สีดำวางสงบนิ่งอยู่มุมห้อง และปฏิทินตั้งโต๊ะรูปดาราฮ่องกงที่เขาเคยบ้าคลั่งสมัยวัยรุ่น
ขาของเขาสั่นระริกเมื่อก้าวลงจากเตียง สัมผัสเย็นเฉียบของพื้นไม้ปาร์เก้ทำให้เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เขาเดินตรงไปที่ปฏิทินนั้น หยิบมันขึ้นมาดูใกล้ๆ ราวกับจะเพ่งให้ทะลุเนื้อกระดาษ ตัวเลขวันที่ '16 พฤษภาคม 2539' ถูกวงกลมด้วยปากกาสีแดง พร้อมข้อความลายมือไก่เขี่ยเขียนกำกับไว้ว่า
เปิดเทอมวันแรก (เซ็ง)
"ปี... สามเก้า..." เสียงที่หลุดออกจากปากไม่ใช่เสียงแหบพร่าของชายวัยกลางคน แต่เป็นเสียงทุ้มกังวานที่ยังมีความเป็นเด็กหนุ่มเจือปนอยู่ คีย์รีบหันขวับไปหากระจกบานยาวที่ติดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า ภาพสะท้อนในกระจกทำเอาเขาทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น
เด็กหนุ่มในกระจกคนนั้น ผมทรงรองทรงสูงที่ตัดมาอย่างถูกระเบียบเป๊ะ สิวหนุ่มเม็ดเป้งแดงก่ำที่ข้างแก้มขวา รูปร่างผอมบางที่ยังไม่หนาแบบผู้ใหญ่
นี่คือเขา... คีรนันท์ ในวัย 18 ปี
น้ำตาเม็ดโตไหลทะลักออกมาอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว มันไม่ใช่ความเศร้า แต่มันคือความตื้นตันจนจุกอก เหมือนคนที่แบกภูเขาไว้ทั้งลูกแล้วจู่ๆ ภูเขานั้นก็หายวับไป เขาไม่รู้ว่าเกิดบ้าอะไรขึ้น ย้อนเวลา? ระลึกชาติ? หรือโลกคู่ขนาน? ช่างหัวมันปะไร สิ่งสำคัญคือเขายังมีลมหายใจ และเขากลับมายืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
"ไอ้คีย์! ตื่นหรือยังลูก! วันนี้เปิดเทอมวันแรกนะ เดี๋ยวก็ไปสายตั้งแต่วันแรกหรอก!" เสียงตะโกนแหลมสูงดังทะลุประตูห้องเข้ามา
วินาทีนั้น โลกทั้งใบของคีย์หยุดหมุน ขนทั่วร่างลุกชันขึ้นพร้อมกัน เสียงนี้... เสียงที่เขาเฝ้าโหยหามาตลอดยี่สิบปี เสียงของคนที่เขารักที่สุดแต่กลับดูแลได้แย่ที่สุดในชีวิตที่แล้ว
"แม่..."
คำคำเดียวหลุดรอดจากลำคอที่ตีบตัน ความทรงจำในอนาคตฉายวาบเข้ามาในหัว ภาพแม่ที่ต้องกัดฟันทำงานล้างจานแลกเงินเศษ ภาพแม่ที่นอนซูบผอมอยู่บนเตียงโรงพยาบาลรัฐรอคิวหมอ ภาพงานศพที่เงียบเหงาจนน่าใจหาย
"คีย์! ได้ยินแม่ไหมเนี่ย หรือต้องให้ขึ้นไปตาม!" เสียงฝีเท้าตึงตังเริ่มย่ำขึ้นบันไดไม้เก่าๆ
"ตื่น... ตื่นแล้วครับแม่! ตื่นแล้ว!" คีย์ตะโกนตอบกลับไป เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง เขารีบใช้หลังมือปาดน้ำตาออกจากหน้าอย่างลวกๆ สูดหายใจเข้าลึกจนเจ็บปอด พยายามเรียกสติกลับคืนมา
‘มึงไม่ใช่เด็กแล้วนะไอ้คีย์... ข้างในมึงคือผู้ใหญ่ห้าสิบปี มึงผ่านนรกมาแล้ว เรื่องแค่นี้ต้องรับมือให้ได้สิวะ’
เขาบอกตัวเองในกระจก จ้องมองดวงตาของเด็กหนุ่มที่สะท้อนกลับมา แววตาที่เคยขี้ขลาดและไม่มั่นใจค่อยๆ เปลี่ยนไป มันเริ่มมีความลึกซึ้ง ความเจ็บปวด และความเด็ดเดี่ยวแบบที่เด็กอายุ 18 ไม่มีทางมี
คีย์รีบอาบน้ำแต่งตัว มือไม้สั่นเทาขณะติดกระดุมเสื้อนักเรียน เขามองชื่อย่อโรงเรียนที่ปักอยู่บนอกเสื้อด้วยความรู้สึกประหลาด มันเหมือนเขากำลังสวมชุดเกราะเพื่อออกไปรบในสงครามชีวิตรอบใหม่
เมื่อเดินลงบันไดมาถึงชั้นล่าง กลิ่นหอมของข้าวสวยร้อนๆ และกลิ่นไข่เจียวเจือมาในอากาศ ความธรรมดาที่แสนวิเศษนี้ทำให้ท้องของเขาร้องประท้วงขึ้นมาทันที
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาคีย์ต้องหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ตีนบันได ขาแข็งก้าวไม่ออก
‘เฮียชัย’ พ่อของเขากำลังนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์ 'ไทยรัฐ' อย่างสบายอารมณ์ พ่อในวัย 45 ปีดูหนุ่มแน่นจนน่าตกใจ ผมยังดำขลับไม่มีหงอกแซม หลังยังตรงไม่ค่อมลงเพราะความเครียด
‘เจ๊นงค์’ แม่ของเขาในชุดเสื้อคอกระเช้ากับผ้าถุง กำลังยืนหันหลังผัดผักบุ้งไฟแดงอยู่หน้าเตา เสียงตะหลิวกระทบกระทะดัง เคร้ง! เคร้ง! ฟังดูรื่นหูยิ่งกว่าเพลงซิมโฟนีบทไหนๆ
และที่พื้นหน้าทีวี น้องชายตัวแสบ ‘เคน’ กับน้องสาวคนเล็ก 'เคท' กำลังนอนกลิ้งเกลือกดูการ์ตูนช่อง 9
นี้มัน... สวรรค์ชัดๆ
"ยืนบื้ออะไรอยู่เจ้าลูกชาย มานั่งกินข้าวสิ เดี๋ยวพ่อต้องรีบไปทำงาน รถยิ่งติดๆ อยู่ด้วย" พ่อละสายตาจากหนังสือพิมพ์ขึ้นมาทัก
คีย์ก้าวเท้าเข้าไปหาพ่อกับแม่ ความรู้สึกอัดอั้นตันใจมันตีตื้นขึ้นมาจนจุกคอหอย แทนที่จะเดินไปนั่งเก้าอี้ เขาตรงเข้าไปสวมกอดแม่จากด้านหลังแน่น ฝังหน้าลงกับไหล่ที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการทำกับข้าว
"ว้าย! ตาคีย์! เป็นบ้าอะไรเนี่ยลูก ผีเข้าหรือไง!" แม่ร้องเสียงหลง สะดุ้งโหยงจนผักบุ้งเกือบหก
"เปล่าครับ" คีย์ตอบเสียงอู้อี้ ซึมซับกลิ่นกายของแม่ กลิ่นกระเทียม กลิ่นแป้งเด็ก และกลิ่นความรักที่เขาเกือบลืมไปแล้ว
"ผมแค่... คิดถึงแม่"
"คิดถึงอะไรกัน เมื่อคืนก็นอนบ้านเดียวกันแท้ๆ ประสาทแล้วมั้งเรา หรือว่าไปทำอะไรผิดมา จะมาไม้ไหนเนี่ย" แม่บ่นอุบอิบ แต่ก็ไม่ได้ผลักไส มือหยาบๆ ของแม่เอื้อมมาตบหลังมือลูกชายเบาๆ
คีย์ผละออกจากแม่ หันไปยกมือไหว้พ่อที่นั่งมองตาค้างอยู่
"วันนี้มาแปลกแฮะ ฝนจะตกหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าอยากได้รองเท้าบอลคู่ใหม่?" พ่อถามกลั้วหัวเราะ พับหนังสือพิมพ์วางลงข้างจานข้าว
"เปล่าครับพ่อ ผมแค่ดีใจ ที่เห็นพ่อกับแม่แข็งแรง" คีย์ตอบจากก้นบึ้งของหัวใจ นั่งลงประจำที่ ตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่จาน
"เอ้อ... พูดถึงเรื่องเงิน พ่อมีข่าวดีจะบอกพวกเราทุกคน" พ่อขยับตัวนั่งตัวตรง ยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
"เมื่อวานเฮียวิชัย ผู้จัดการสาขาบอกพ่อว่า ปีนี้บริษัทเรากำไรดีมาก ผู้บริหารมีนโยบายจะจ่ายโบนัสพิเศษกลางปีให้พนักงานทุกคน!"
คำพูดนั้นเหมือนเข็มพันเล่มทิ่มแทงหัวใจคีย์ รอยยิ้มของพ่อที่ดูมีความหวังเปี่ยมล้น กลับกลายเป็นภาพที่บาดตาเขาอย่างที่สุด
"บริษัท... 'ทรัสต์ไทยมั่นคง' ใช่ไหมครับ?" คีย์ถามย้ำ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอก
"ก็ใช่น่ะสิ! ที่เดียวที่พ่อทำงานถวายหัวมาสิบกว่าปีนี่แหละ" พ่อยิ้มกว้าง
"พ่อบอกแม่แกแล้วว่า การฝากเงินกับบริษัทพ่อน่ะคุ้มที่สุด ดอกเบี้ยร้อยละ 15 หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว แถมยังมั่นคงสมชื่อ รัฐบาลเขารับรอง ไม่มีทางล้มหรอก"
มั่นคง... รัฐบาลรับรอง... ไม่มีทางล้ม...
คำลวงโลกที่คนยุค 90 เชื่อกันสนิทใจ คีย์กำช้อนแน่นจนนิ้วซีดขาว ในความทรงจำของเขา พ่อเชื่อมั่นในคำเหล่านี้จนวินาทีสุดท้าย พ่อเอาเงินเก็บทุกบาททุกสตางค์ไปแลกเป็นกระดาษแผ่นเดียวที่เรียกว่า 'ตั๋วสัญญาใช้เงิน' โดยไม่รู้เลยว่า อีกเพียงแค่หนึ่งปีกับอีกหนึ่งเดือน...
วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 นรกที่ชื่อว่า 'ต้มยำกุ้ง' จะมาเยือน
บริษัทที่พ่อภูมิใจจะถูกสั่งปิดถาวร เงินเก็บทั้งชีวิตจะสูญสลายไปในพริบตา พ่อจะกลายเป็นคนตกงานที่มีหนี้ท่วมหัว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะในครอบครัว
"พ่อครับ" คีย์วางช้อนลง สีหน้าจริงจังขึ้นมาจนบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มตึงเครียด
"ช่วงนี้ผมอ่านข่าวเศรษฐกิจ เขาว่าฟองสบู่มันกำลังจะแตก พ่อลองถอนเงินบางส่วนออกมาเก็บเป็นเงินสด หรือซื้อทองไว้บ้างดีไหมครับ? เอาแค่บางส่วนก็ได้"
พ่อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาดังลั่นเหมือนฟังเรื่องตลก
"ฮ่าๆๆ! ไอ้ลูกชายเอ๊ย นี่แกไปจำขี้ปากพวกนักวิชาการในทีวีมาพูดหรือไง? คนพวกนั้นเขาก็พูดขู่ไปงั้นแหละ เศรษฐกิจกำลังบูม ใครๆ เขาก็ลงทุนกันทั้งนั้น ถ้าเรามัวแต่กลัวแล้วเมื่อไหร่จะรวย? แกเป็นเด็กเป็นเล็ก มีหน้าที่เรียนหนังสือให้เก่งก็พอ เรื่องเงินทองให้เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่เขาจัดการเถอะน่า"
"แต่พ่อครับ ข่าววงในเขาบอกว่า..."
"พอเถอะตาคีย์" แม่พูดแทรกขึ้นมา ตัดบทสนทนา พลางตักไข่เจียวใส่จานให้
"รีบกินข้าวเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวจะไปโรงเรียนสาย พ่อเขารู้หรอกน่าว่ากำลังทำอะไรอยู่ แกเพิ่งอยู่ ม.6 จะไปรู้อะไรดีกว่าพ่อเขา"
คีย์เม้มริมฝีปากแน่น กลืนคำเตือนนับพันคำลงคอไปอย่างยากลำบาก ความรสชาติฝาดเฝื่อนของความจริงตีตื้นขึ้นมาในปาก
ใช่สินะ... ตอนนี้เขาเป็นแค่ ‘เด็กชายคีรนันท์’ นักเรียนชั้น ม.6 ที่ยังแบมือขอตังค์พ่อแม่ คำพูดของเขาจะมีน้ำหนักอะไรเมื่อเทียบกับความเชื่อมั่นของผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาครึ่งชีวิต? ต่อให้เขาตะโกนบอกความจริงตอนนี้ ก็ไม่มีใครเชื่อ มีแต่จะหาว่าเขาบ้า
ถ้าเขาดึงดันจะเถียงต่อ รังแต่จะทำให้บรรยากาศเสียเปล่าๆ
เขาต้องการเครื่องพิสูจน์... เขาต้องการอำนาจ... และในโลกทุนนิยมที่โหดร้ายนี้ สิ่งเดียวที่จะทำให้ผู้ใหญ่ยอมก้มหัวฟังเด็กอย่างเขาได้ ก็คือ
ความสำเร็จที่ตีค่าเป็นเงินได้
สายตาของคีย์เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์กีฬารายวัน 'สตาร์ซอคเกอร์' ที่วางซ้อนอยู่ใต้หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พาดหัวข่าวตัวไม้ใหญ่ยักษ์สีดำเข้มกระแทกเข้าตาเขาอย่างจัง
นับถอยหลังยูโร 96! สิงโตคำรามคำรามก้อง! 'เชียเรอร์' มั่นใจอังกฤษแชมป์แน่ในบ้าน!
วินาทีนั้น เหมือนมีประกายไฟจุดวาบขึ้นในความมืดมิดของสมอง
‘มิถุนายน 2539... เดือนหน้า บอลยูโร 96’
ความทรงจำจากอนาคตเริ่มทำงานอย่างแม่นยำราวกับเปิดไฟล์ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เขาจำรายละเอียดไม่ได้ทุกอย่างหรอก แต่เหตุการณ์ใหญ่ระดับโลกแบบนี้ เหตุการณ์ที่มีการพลิกล็อกถล่มทลายจนเจ้ามือโต๊ะบอลเจ๊งระนาว เขาจำได้แม่นยิ่งกว่าชื่อตัวเอง
อังกฤษเจ้าภาพจะไปไม่ถึงฝัน ฝรั่งเศสตัวเต็งจะร่วง และม้านอกสายตาอย่าง 'สาธารณรัฐเช็ก' จะหักปากกาเซียนทะลุเข้าชิงชนะเลิศ แต่สุดท้าย เครื่องจักรสีส้ม 'เยอรมนี' จะเป็นผู้คว้าแชมป์ ด้วยลูกยิงในตำนานของ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟฟ์
หัวใจของคีย์เต้นรัวแรงขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น นี่ไม่ใช่การพนัน... แต่นี่คือ
การลงทุนที่รู้อนาคต
เขาแอบเอามือคลำกระเป๋ากางเกงนักเรียน สัมผัสถึงความหนาของกระเป๋าสตางค์ผ้าใบเก่าๆ ในนั้นน่าจะมีเงินเก็บค่าขนมอยู่ไม่เกิน 500 บาท และถ้าจำไม่ผิด ในกระปุกออมสินหมูสีชมพูบนห้องนอนน่าจะมีอีกราวๆ 2,000 บาท
เงินทุน 2,500 บาท... สำหรับเด็ก ม.6 ปี 39 มันคือเงินจำนวนมหาศาล แต่สำหรับเป้าหมายที่จะกอบกู้สถานะทางการเงินของครอบครัวจากหนี้สินหลักล้าน มันยังน้อยนิดจนน่าใจหาย
แต่มันคือไม้ขีดไฟก้านแรก ที่จะจุดไฟเผาผลาญความจนให้วอดวาย
คีย์ตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความมุ่งมั่น รสชาติของอาหารฝีมือแม่ในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงความอร่อย แต่มันคือเชื้อเพลิงที่จะขับเคลื่อนเขาไปสู่สงครามครั้งใหม่
‘พ่อครับ แม่ครับ... รอผมหน่อยนะครับ’ คีย์รำพึงในใจ สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มของพ่อ ‘
คราวนี้ผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาพรากความสุขไปจากครอบครัวเราได้อีก วิกฤตต้มยำกุ้งที่ว่าแน่... เดี๋ยวเจอกับผม’
"อิ่มแล้วครับ!" คีย์รวบช้อนส้อมเสียงดังฟังชัด ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
"เอ้า! จะรีบไปไหน รอพ่อก่อนสิ เดี๋ยวพ่อขับรถไปส่ง" พ่อร้องทัก พลางจิบกาแฟแก้วสุดท้าย
"ไม่เป็นไรครับพ่อ วันนี้ผมอยากนั่งรถเมล์ไปเอง อยากรื้อฟื้น เอ้ย อยากดูบรรยากาศกรุงเทพฯ ตอนเช้าน่ะครับ" คีย์รีบแก้ตัว น้ำเสียงสดใสจนพ่อทำหน้าแปลกใจ
เขาไหว้พ่อกับแม่ แล้วเดินฉับๆ ออกจากบ้าน ทันทีที่ก้าวพ้นประตูรั้วเหล็กดัดสีเขียวที่สีเริ่มลอกร่อน แสงแดดยามเช้าของปี 2539 ก็สาดกระทบใบหน้า
ถนนในซอยยังเป็นถนนคอนกรีตเก่าๆ ที่มีหลุมบ่อประปราย รถตุ๊กตุ๊กสีน้ำเงินแล่นผ่านไปพร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่เป็นเอกลักษณ์ ควันขาวโขมงลอยฟุ้ง ผู้คนแต่งกายด้วยแฟชั่นยุค 90 เสื้อยืดตัวโคร่ง กางเกงยีนส์ขากระบอกใหญ่ เดินขวักไขว่ไปทำงานด้วยรอยยิ้มที่ยังไม่ถูกบดขยี้ด้วยพิษเศรษฐกิจ
คีย์สูดอากาศที่ยังพอมีออกซิเจนให้หายใจเข้าปอดลึกๆ เขากระชับสายสะพายกระเป๋านักเรียนแน่น แล้วก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์
ในสายตาคนอื่น เขาคือเด็กนักเรียนธรรมดาที่กำลังเดินไปโรงเรียน แต่ในความเป็นจริง... เขาคือราชสีห์ที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล และกำลังจะออกล่าเหยื่อในสนามรบที่ชื่อว่า
อนาคต