๑
ความสูญเสีย
๘ มีนาคม ๒๕๕๘
หญิงสาวรูปร่างระหงในชุดไทยสีครีมทองกำลังยืนอยู่บนบ้านไม้สีครีมหลังเล็ก ซึ่งด้านหลังแวดล้อมไปด้วยสวนยางพาราที่กำลังผลัดใบจนเหลือเพียงกิ่งก้าน ส่วนด้านหน้ามีธารน้ำเล็ก ๆ ไหลผ่าน ต้นยางนากำลังทิ้งลูกร่วงปลิวลงมาดั่งนกตัวน้อยกำลังบิน บริเวณนี้โดนโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อนอยู่ไม่ไกลมากนัก
พรุ่งนี้แล้วสินะที่จะเป็นวันแต่งงานของเธอ!
หญิงสาวก้มมองชุดไทยที่สวมซึ่งตัดเย็บด้วยมือตัวเอง เธอหยิบมาลองอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่ายังสวมได้พอดี ทั้ง ๆ ที่เธอลองแล้วลองอีกมาหลายครั้งแล้ว
ใช่! เธอยอมรับว่าตื่นเต้นกับการแต่งงานครั้งนี้มาก เพราะเจ้าบ่าวของเธอ... เจ้าบ่าวของเธอเป็นอย่างไรนะหรือ? เอาน่า! อย่าให้นึกถึงเลย เพราะแค่คิดถึงเขา...เธอก็เผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว
จะผิดไหม...ที่เธอกำลังตกหลุมรักเจ้าบ่าวอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
เธอคิดพลางจ้องมองไปยังดงดอกตาเบบูญ่าข้างบ้านหลังน้อย ที่วันนี้ผลิดอกสีชมพูอมม่วงบานสะพรั่งไปทั้งต้น พื้นหญ้านวลน้อยสีเขียวขจีแต่งแต้มด้วยดอกตาเบบูญ่าที่ร่วงเกลื่อนพื้น ดูสวยงามกว่าวันไหน ๆ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้เธอก็ต้องผ่านอะไรมามากมาย
หากไม่มีวันนั้น...วันที่แสนเศร้า เธอก็อาจจะไม่มีวันนี้...วันที่สุขแสนสุข... แล้วภาพเรื่องราวเมื่อสี่ปีก่อนก็หลั่งไหลเข้ามาในห้วงคิดคำนึง
ย้อนไปเมื่อปลายเดือนมีนาคม ๒๕๕๓
ในคืนหนึ่งช่วงหลังเที่ยงคืน ณ คอนโดมิเนียมหรูย่านกลางเมือง บนเตียงนอนนุ่มที่เย็นด้วยเครื่องปรับอากาศชั้นดี ไม่อาจทำให้หญิงสาวที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงข่มตาหลับลงไปได้แม้เพียงนิด เธอยังนอนครุ่นคิดถึงปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังรุมเร้า
สถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังย่ำแย่มีการประท้วงและก่อความไม่สงบ ทำให้ธุรกิจร้านเสื้อผ้าบนห้างสรรพสินค้าชื่อดังในย่านธุรกิจ ที่เธอทุ่มเงินซึ่งสะสมมาทั้งหมดลงทุนไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนประสบปัญหา เพราะไม่สามารถเข้าไปเปิดร้านได้มาเกือบเดือนแล้ว
ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ประเดประดังเข้ามา ยอดหนี้บัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ไหนจะบิดาของเธอซึ่งนอนป่วยด้วยโรคมะเร็งตับอยู่ในโรงพยาบาลอีก เธอเพิ่งจะกลับมาจากที่นั่นเมื่อตอนหัวค่ำ ขณะที่มารดาเลี้ยงและน้องสาวของเธอเข้าไปผลัดเปลี่ยนเวรในการเฝ้าบิดา
แม้เธอจะเป็นบุตรสาวคนโตของครอบครัวที่มีฐานะดีอย่างตระกูลอรุณภักดิ์ แต่เธอก็เป็นเพียงบุตรของภรรยาเก่าที่ไม่ได้มีสมบัติอะไรติดตัว ตั้งแต่เรียนจบการดีไซน์มาจากต่างประเทศ เธอทำงานเลี้ยงตัวเองโดยไม่พึ่งพาเงินของครอบครัวแต่อย่างใด แม้เธอจะแสดงออกด้วยท่าทีเลิศหรูและมีความมั่นใจในตัวเองสูง แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและทระนง
หญิงสาวลืมตาขึ้นมองนาฬิกาซึ่งบอกเวลาตีสองกว่าเข้าไปแล้ว จึงพยายามสลัดความคิดวุ่นวนในสมองออกไปเพื่อที่จะได้หลับได้สักที
เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนหัวเตียงดังขึ้น ปลุกหญิงสาวที่เพิ่งจะเคลิ้มหลับให้ตกใจตื่น เธอหรี่ตามองนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังอีกครั้ง แสงไฟสลัวที่เปิดทิ้งไว้หน้าห้องน้ำทำให้พอจะมองเห็นได้ราง ๆ
“เพิ่งจะตีสาม ใครโทร. มาตอนนี้นะ รึว่า....คุณพ่อ!”
หญิงสาวรีบคว้าโทรศัพท์มาพูดอย่างลนลานเมื่อนึกว่าอาจเป็นสายจากโรงพยาบาล
“ฮัลโหล!”
“พี่รินคะ พี่ริน...” เสียงสะอื้นสั่นเครือที่ได้ยินมาตามสายทำให้หญิงสาวอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะถามกลับไปอย่างร้อนรน
“มีอะไรยายกัน...บอกพี่ซิ มีอะไร เกิดอะไรขึ้น?”
“คุณพ่อค่ะพี่ริน คุณหมอบอกเมื่อกี้ว่าคุณพ่ออาการหนักมาก กันเฝ้าคุณพ่ออยู่คนเดียว พี่กานต์และเกดกลับไปตั้งแต่หัวค่ำ พี่รินรีบมานะคะ กันกลัวค่ะพี่ริน เดี๋ยวกันจะโทร. ไปหาคุณแม่ กับพี่กานต์...” น้องสาวยังพูดไม่ทันจบ รินรดาก็รีบวางโทรศัพท์แล้วคว้าเดรสที่สวมง่ายที่สุดมาเปลี่ยนก่อนจะฉวยกุญแจรถบนโต๊ะไม้ใกล้ประตูห้องวิ่งออกไป
“คุณพ่อคะ คุณพ่อ” หญิงสาวรีบวิ่งไปที่เตียงคนไข้ที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยางของอุปกรณ์การแพทย์ซึ่งใช้ยื้อชีวิตของชายสูงอายุที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แรงเขย่าทำให้ผู้ที่อยู่บนเตียงรู้สึกตัว ชายชรารูปร่างซูบผอมค่อย ๆ ลืมตาอย่างไร้เรี่ยวแรง จ้องมองมายังบุตรสาวคนโต เสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากปากของท่านอย่างยากลำบาก
“ริน...พ่อคงมีเวลาไม่มาก พ่อฝากของให้ริน ลุงพงษ์จะ...จะเอามาให้ริน เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว พ่อคงให้สมบัติหนู...ได้ไม่เท่าที่ให้น้อง ๆ หนูคงรู้นะว่าเพราะอะไร...อย่าเสียใจนะลูก พ่อรู้ว่าลูกพ่อเป็นคนเก่งและเป็นคนดี สักวันหนึ่งลูกต้องประสบความสำเร็จ....” เสียงแหบแห้งของท่านขาดหายไปในประโยคสุดท้าย
“คุณพ่อคะ คุณพ่อไม่ต้องพูดอะไรแล้วนะคะ รินไม่สนใจอะไรทั้งนั้น คุณพ่อต้องหายนะคะ คุณพ่อต้องอยู่กับรินนะคะ..”
ชายชราค่อย ๆ หลับตาลง ขณะหญิงสาวร้องไห้โฮอย่างสุดกลั้น
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังใกล้เข้ามาพร้อมเสียงผลักประตูเปิดออก แล้วทั้งสี่คนก็โผเข้ามาพร้อมกันที่เตียงผู้ป่วย
“คุณพี่ เป็นยังไงบ้างคะ” หญิงวัยกลางคนผู้เป็นภรรยาถามสามีซึ่งนอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้อย่างร้อนรน
“คุณพ่อคะ นี่กันนะคะ พี่กานต์ กับเกดก็มานะคะคุณพ่อ คุณพ่อตื่นมาคุยกับพวกเราสิคะ”
ชายชราลืมตาขึ้นอีกครั้งจ้องมองใบหน้าของบุตรสาวทั้งสามคน เสียงแหบโหยกล่าวสั่งเสีย ก่อนจะหันมาหากุลนาถผู้เป็นภรรยา
“กุล...ยายรินเขาไม่มีใครแล้วนอกจากฉัน ฉันขอฝากเขาไว้กับเธอด้วย”
“ได้ค่ะคุณ ฉันสัญญาจะดูแลทุกคนในบ้านให้มีความสุขเหมือนตอนที่คุณยังอยู่ แต่คุณจะอยู่กับพวกเราต่อไปเหมือนเดิมได้ไหมคะ” กุลนาถถามด้วยน้ำตานองหน้า
“ฉันขอบใจนะกุล แต่ฉันต่อสู้กับมันมานานเกินไปแล้ว พยายามมานานเหลือเกินที่จะยื้อชีวิตให้นานที่สุด ฉันเหนื่อยแล้ว แค่เธอรับปากจะดูแลลูก ๆ ให้ดี ฉันก็หมดห่วง ขอฉันพักเถอะนะ...กุล” ชายชราพูดอย่างอ่อนแรงแล้วหลับตาลงช้า ๆ พร้อมภาพใบหน้าของภรรยาและลูก ๆ ที่พร่ามัวและเลือนรางลงเรื่อย ๆ แล้วไม่ยอมลืมตาขึ้นมาอีกเลย
ทุกคนมองไปยังจอมอนิเตอร์ เพียงไม่นานเส้นกราฟแสดงอัตราการเต้นของหัวใจของท่านต่ำลง ตัวเลขบนหน้าจอค่อย ๆ ลดลงจนเหลือศูนย์ สัญญานกราฟนิ่งเป็นเส้นตรง พร้อมเสียงดังติ๊ด ๆ ๆ แสดงถึงการจากไปของชายชรา ทิ้งไว้เพียงร่างกายที่ไม่ไหวติงและไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว
บุตรสาวทั้งสี่คนเรียกผู้เป็นบิดาพร้อมกัน แล้วร้องไห้โฮก่อนจะเขย่าร่าง ชายชราเพื่อให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ไม่มีวี่แววว่าจะกลับคืนมาอีกแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเคว้งคว้างว่างเปล่าและความเศร้าโศกเสียใจของคนที่อยู่ข้างหลัง หมอและพยาบาลที่ยืนรออยู่ในห้องเดินเข้ามาแสดงความเสียใจ
“หลับให้สบายนะคะคุณพ่อ รินรักคุณพ่อ รินสัญญาจะดูแลน้อง ๆ และเชื่อฟังน้ากุลค่ะ” เธอค่อย ๆ วางมือข้างหนึ่งของบิดาไว้บนอกของท่าน พร้อมกับกุลนาถซึ่งวางมือของสามีที่กุมไว้ทับลงไป ก่อนจะปล่อยให้หมอและพยาบาลมาจัดการกับร่างไร้วิญญาณที่อยู่บนเตียงต่อไป
กุลนาถเงยหน้าขึ้นมองลูกเลี้ยงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก เธอรู้สึกอ้างว้างและหมดเรี่ยวแรงจนเกินจะทัดทานไหว
“น้ากุลคะ” รินรดารีบเดินเข้ามาพยุงกุลนาถด้วยความเป็นห่วง
“นั่งพักก่อนนะคะ” หญิงสาวค่อย ๆ พยุงมารดาเลี้ยงมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง เธอมองไปยังน้อง ๆ ที่กำลังร้องไห้เสียใจ กานต์ธิดา อายุยี่สิบปี ซึ่งโตพอที่จะรับกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ ขณะที่กันยกร อายุสิบแปด น้องคนนี้เป็นคนหัวอ่อนและติดบิดามาก คงไม่แปลกที่เธอจะแสดงความเสียอกเสียใจมากกว่าพี่น้องคนอื่น ๆ ส่วนเกตนิกา อายุเพียงสิบหกปี ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น เพราะเป็นลูกคนเล็กจึงค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเอง
ส่วนกุลนาถ มารดาเลี้ยงของรินรดานั้น ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับรินรดาเท่ากับลูกสาวทั้งสามคนของตัวเอง แต่เธอก็ไม่ได้ใจร้ายเหมือนในละคร กุลนาถเลี้ยงดูรินรดามาจนจบมหาวิทยาลัย ก่อนที่รินรดาจะขอไปเรียนต่อแฟชั่นดีไซน์ที่ต่างประเทศ เมื่อกลับมาบุตรสาวคนนี้ก็ไปทำงานนอกบ้านและต่อสู้ชีวิตเพื่อสร้างฐานะของตัวเอง เพียงเพราะไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว
เพราะรินรดารู้ว่าธุรกิจของครอบครัวไม่ใช่ของบิดาทั้งหมด แต่เป็นเพราะการโอบอุ้มของกุลนาถซึ่งเข้ามาในช่วงวิกฤติของบิดาซึ่งเพิ่งจะสูญเสียภรรยาคือ รดา มารดาของเธอเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวตั้งแต่เธออายุเพิ่งเจ็ดขวบ
ความสูญเสียครั้งนั้นทำให้บิดาของเธอเสียใจมากจนทำให้ธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปของครอบครัวที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งมีปัญหา กุลนาถซึ่งเคยติดต่อธุรกิจกับบิดาของเธอจึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเธอในฐานะมารดาเลี้ยง ตั้งแต่เธอเพิ่งเสียมารดาไปได้เพียงไม่ถึงครึ่งปี และการสูญเสียบิดาในครั้งนี้คือความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ครั้งที่สองของเธอในช่วงอายุย่างเข้ายี่สิบแปดปี
แล้วหลังจากนี้...ชีวิตของเธอจะดำเนินต่อไปเช่นไร หญิงสาวตั้งคำถามกับตัวเอง
ในงานศพของธารินทร์ รินรดาและน้องทั้งสามคนช่วยกันรับแขกที่เข้ามาเคารพศพของบิดาเป็นครั้งสุดท้าย พงษ์ ซึ่งเป็นทนายความที่ดูแลทรัพย์สินของตระกูลอรุณภักดิ์ เดินเข้ามาในงานพร้อมกับชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาคมเข้มในชุดสูท สีดำซึ่งเธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
“สวัสดีค่ะลุงพงษ์” หญิงสาวยกมือไหว้ด้วยอาการที่เศร้าหมองและไม่ได้ให้ความสนใจแก่ชายหนุ่มตรงหน้ามากนัก เพราะเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ชื่นชมผู้ชายหล่อรวยเหมือนหญิงสาวคนอื่น
เนื่องจากการเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลอรุณภักดิ์ ซึ่งบิดามักจะพาเธอไปออกงานต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้พบเจอบรรดาชายหนุ่มหน้าตาดีมากมายที่พยายามจะเข้าตีสนิทจนน่ารำคาญ การวางตัวให้ดูหยิ่งเข้าถึงยากจึงเป็นปราการด่านสำคัญที่ ทำให้ชายหนุ่มพวกนั้นไม่กล้าเข้าใกล้ และเธอมักจะใช้วิธีนี้เสมอยามที่ถูกแนะนำให้รู้จักกับบรรดาชายหนุ่มหน้าตาดีทั้งหลาย
“หนูริน นี่ภูริชลูกชายของลุงภูมิเพื่อนรักของคุณพ่อหนู” พงษ์แนะนำชายหนุ่มร่างสูงสง่าใบหน้าหล่อเหลาที่ยืนอยู่เคียงข้างให้หญิงสาวได้รู้จัก
“สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่มาร่วมงานนะคะ” หญิงสาวยกมือไหว้แล้วยิ้มให้พอเป็นพิธีก่อนจะเชิดหน้าขึ้น แม้เธอจะอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจจนดูเลื่อนลอยไปบ้าง แต่ก็พอจะรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีลักษณะท่าทางโดดเด่นไม่ใช่น้อย
“สวัสดีครับ” ชายหนุ่มรับไหว้ แววตาคู่คมนั้นสลดลงเมื่อเห็นดวงตาเศร้าโศกบนใบหน้าเชิดหยิ่งของหญิงสาว เขาอยากจะพูดอย่างอื่นต่อ แต่ก็ตัดสินใจที่จะเงียบเอาไว้แทน
‘เอาเถอะ ธุระของเราเก็บไว้คุยวันอื่นเห็นทีจะดีกว่า ฮึ ผู้หญิงอะไรหยิ่งชะมัด แต่ท่าทางแบบนี้คงพูดไม่ยากเท่าไหร่’ ชายหนุ่มคิดในใจ เพราะดูท่าทางของหญิงสาวตรงหน้า ถึงแม้เธอจะยังคงอยู่ในอาการหมองเศร้า แต่รูปร่างหน้าตาที่สะสวยและผิวพรรณบอบบางกับท่าทีเชิดหยิ่งราวนางหงส์นั่นแล้ว...
คงไม่พ้นเป็นลูกผู้ดีที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเป็นแน่!
‘ฮึ! ท่าทางแบบนี้ร้อยทั้งร้อย แค่เอ่ยปากคำเดียว รับรองว่าต้องรีบตกลงในทันทีแน่ ๆ’ ชายหนุ่มนึกสบประมาทในใจ ก่อนที่ร่างสูงสง่าของเขาจะเดินผ่านเธอไปเพื่อเคารพศพ โดยไม่เหลียวหลังกลับมามองเธออีกเลย