บทที่ 2 ความเปลี่ยนแปลง 100%

1472 Words
นิตชาเป็นเพื่อนคนเดียวที่เธอสามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง แต่แล้วเพื่อนสาวที่นั่งฟังอยู่ก็ถึงกับนิ่งอึ้ง ดวงตาหยีๆ นั้นเบิกกว้าง ด้วยไม่คิดว่าคนที่ใช้ชีวิตอย่างหรู เริด เชิด หยิ่ง แถมยังเป็นลูกคนมีฐานะดีอย่างรินรดาจะตกอับถึงขั้นเป็นหนี้ได้ แม้รู้ว่าเพื่อนของเธอเป็นลูกสาวของภรรยาเก่าของ นายธารินทร์ อรุณภักดิ์ แต่รินรดาก็ไม่เคยบอกเล่าเรื่องราวในบ้านให้เธอรู้ และเธอก็เห็นว่าเพื่อนของเธอใช้ชีวิตหรูหราอย่างคนมีฐานะดีทั่วไป ไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งรังแกจากมารดาเลี้ยงแต่อย่างใด แต่หารู้ไม่ว่ารินรดาเองต่างหากที่พยายามถอยห่างออกมาจากครอบครัว หญิงสาวไม่อยากเอาตัวเองไปเป็นภาระ จึงพยายามที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเองมาตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยจากเมืองนอก เพราะเธอรู้ดีว่าธุรกิจที่บิดาเป็นเจ้าของนั้น ไม่ได้เป็นของท่านทั้งหมดอย่างแท้จริง เงินลงทุนส่วนใหญ่เป็นของกุลนาถแทบทั้งสิ้น บิดาเป็นเพียงผู้บริหารให้งอกเงยเท่านั้น ดังนั้นสมบัติเหล่านั้นควรจะเป็นของน้อง ๆ ไม่ใช่ของเธอ “แล้วแกเป็นหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่” นิตชาถามขึ้นหลังจากที่หายอึ้งไปพักใหญ่ “ฉันลองรวมดูแล้วประมาณสามล้าน รวมค่าเครดิตเสื้อผ้าลอตใหม่จากเมืองนอกที่สั่งมาลงเมื่อสองอาทิตย์ก่อนด้วย เขาเพิ่งให้เครดิตฉันครั้งแรกเพราะเห็นว่าธุรกิจเริ่มดีขึ้น แต่มาเจอวิกฤติแบบนี้ของก็ขายไม่ได้ แย่จริง ๆ” หญิงสาวมีสีหน้าเคร่งเครียด “สามล้านไม่ใช่น้อยเลยนะ แต่บัตรเครดิตแกจ่ายขั้นต่ำได้นี่ ถ้าแกมีไม่พอยืมฉันก่อนก็ได้ ฉันพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่ค่าสินค้านี่สิ ต้องจ่ายเมื่อไหร่ เออ แล้วงานเดินแบบของแกช่วงนี้ไม่มีเข้ามาบ้างเลยหรือริน” นิตชาถามถึงเรื่องงานเดินแบบที่ผู้เป็นเพื่อนสาวเคยรับเดินแบบให้กับห้องเสื้อต่าง ๆ แต่หลังจากมาเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้าของตัวเอง หญิงสาวก็ไม่ได้รับเดินแบบให้กับที่ไหนอีก ถึงแม้เธอจะไม่ใช่นางแบบดัง แต่งานเดินแบบก็เคยสร้างรายได้ให้เธอได้ไม่น้อย “คงไม่ต้องยืมแกหรอกยายนิต เพราะฉันได้เงินมรดกจากคุณพ่ออีกสองล้าน ตั้งใจจะจ่ายค่าสินค้าไปก่อนที่เหลือก็เอามาจ่ายบัตรเครดิตอาจจะไม่พอแต่คงเหลือหนี้อีกราวล้านนึง แต่เดือนต่อ ๆ ไปล่ะจะทำยังไงถ้าเหตุการณ์บ้านเมืองยังไม่ยุติ ส่วนงานเดินแบบฉันไม่มีเวลาเหมือนเมื่อก่อนแล้วละ และอีกอย่างช่วงนี้นางแบบ ใหม่ ๆ เยอะมาก ฉันไม่อยากจะแข่งกับใคร อยากดูแลร้านของตัวเองมากกว่า” พูดจบเธอก็ถอนหายใจยาว ร้านของตัวเองนะหรือ...ร้านที่ตอนนี้ไม่สามารถทำรายได้อะไรให้แก่เธอได้เลย หญิงสาวรู้สึกหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตขึ้นมาทันทีเมื่อคิดถึงร้านที่ยังไม่รู้อนาคต “เออ แกมีที่ดินนี่ ตั้งยี่สิบสี่ไร่ คงจะพอขายได้เงินเยอะอยู่นะ งั้นแกใช้หนี้เดือนนี้ไปก่อน แล้วเราไปดูที่ดินกัน ฉันจะลาพักร้อนไปเป็นเพื่อนแกเอง เผื่อจะได้ขายแล้วเอาเงินมาจ่ายหนี้ที่เหลือไง” “อืม ก็เข้าท่าดีนะ ฉันก็คงจะทำอะไรกับมันไม่ได้หรอกนอกจากขาย แต่ที่ดินต่างจังหวัดจะขายได้สักกี่บาทกันเชียว” เธอพูดขึ้นอย่างคนเริ่มปลงตกกับชีวิต “มันตั้งยี่สิบสี่ไร่ ฉันว่ารวม ๆ แล้วน่าจะได้เป็นล้านอยู่นะแก แกลองตีราคาที่ไร่ละห้าหมื่นดูสิ” พูดพลางนับนิ้วคำนวณ “อืม ได้ตั้งล้านสองแสนเชียวนะแก” รินรดาแทรกขึ้น ดวงตาเศร้าโศกผุดประกายความหวังขึ้นมาเรืองรอง นิตชาเงยหน้าจากนิ้วมือของตัวเองไปมองหน้าเพื่อน เห็นแสงสว่างวิบวับอยู่ในดวงตานั่นแล้วเธอย่อมเข้าใจความหมายของมันดี “งั้น แกจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยนะ แล้วโทร. หาฉันได้ทันทีที่พร้อม ลุกไปกินข้าวเถอะ คงเย็นชืดหมดแล้ว” นิตชาบอกเพื่อนด้วยความเป็นห่วง รินรดาลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะอาหาร “ขอบใจนะนิต ฉันคงจะรู้สึกแย่กว่านี้เยอะถ้าไม่มีแก” หญิงสาวกล่าวขอบใจเพื่อนอย่างจริงใจเพราะในเวลานี้ เธอมีเพียงนิตชาเท่านั้นที่เป็นที่ปรึกษาเพียงคนเดียว ตั้งแต่บิดาจากไป โลกของเธอเต็มไปด้วยความอ้างว้างว้าเหว่ หลังจากนิตชากลับไป รินรดานั่งลงบนเตียงอีกครั้ง ส่วนมือก็ควานหารีโมทบนเตียงด้วยความเคยชิน แต่กลับสัมผัสกับซองกระดาษที่เพิ่งนึกได้ว่าเป็นจดหมายจากบิดา หญิงสาวจึงรีบเปิดอ่าน ‘รินรดาลูกรัก...จดหมายนี้เป็นสิ่งสุดท้ายจากพ่อ พ่อได้มอบที่ดินแปลงนี้ให้ลูก เพราะพ่อรู้ว่าลูกเป็นคนเดียวที่จะจัดการกับที่ดินแปลงนี้ได้ดีกว่าลูกคนอื่น ๆ ขอให้ลูกไปหาเพื่อนของพ่อที่ชื่อลุงภูมิ ซึ่งมีไร่อยู่ติดกับที่ดินแปลงนี้ ถ้าลูกไม่สามารถจะดูแลที่ดินแปลงนี้ได้ พ่อขอให้ลูกขายให้กับลุงภูมิเท่านั้น เพราะที่ดินแปลงนี้เมื่อก่อนเคยเป็นของลุงภูมิ แต่ด้วยความจำเป็นบางอย่างทำให้ลุงภูมิเอามาขายให้พ่อ เพื่อหวังว่าวันหนึ่งถ้าลุงภูมิเก็บเงินได้มากพอ จะได้กลับมาขอซื้อคืนได้ ลุงภูมิรักที่ดินแปลงนี้มาก พ่อไม่อยากให้รินเอาไปขายให้กับคนอื่น พ่อขอให้ลูกเดินในทางที่ถูกต้องและประสบความสำเร็จในชีวิต พ่อจะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ’ หญิงสาววางจดหมายด้วยน้ำตานองหน้า ก่อนพับจดหมายเก็บเข้าซองแล้วเอาใส่ไว้ที่ลิ้นชักตู้ข้างหัวเตียง เอื้อมมือไปหยิบรีโมทโทรทัศน์แล้วกดปุ่มปิด ก่อนจะเอาเอกสารการเป็นหนี้ทั้งหมดออกมาคำนวณว่าจะจ่ายอะไรก่อนหลังดี มือเรียวบางผลักบานประตูกระจกหนาของธนาคารออกมา หลังจากที่เธอจัดการภาระหนี้สินบางส่วนจนเรียบร้อยหมดแล้ว เหลือหนี้สินเพียงบางส่วนเท่านั้น ที่เธอยังมีความกังวลอยู่บ้าง ว่าจะขายที่ดินได้เร็วอย่างที่คิดหรือไม่ เพราะจะมีใครเอาเงินก้อนใหญ่ไปซื้อที่ดินในดินแดนที่อยู่ห่างไกลความเจริญเช่นนั้น แต่ก็หวังเพียงว่าภายในเดือนนี้สถานการณ์บ้านเมืองจะเดินหน้าไปได้สักที เธออาจจะได้เข้าไปเปิดร้าน และขายเสื้อผ้าที่สั่งซื้อเข้ามาเพื่อเอาเงินทุนคืนได้บ้าง หากเป็นอย่างที่คิดคงพอมีเงินมาชำระหนี้ส่วนที่เหลือราวหนึ่งล้านบาทได้ไม่ยากนัก รินรดาควานหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าถือแล้วกดโทร. ออก “นิต แกพร้อมจะไปรึยัง ฉันอยากไปที่นั่นให้เร็วที่สุด” รินรดาพูดออกไปทันทีที่เพื่อนรับสาย “งั้นฉันจะยื่นใบลาพักร้อนวันนี้เลยนะ ฉันเคลียร์งานรอแกไว้เรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้จะได้ออกแต่เช้า” เสียงใสของเพื่อนรักตอบกลับมา “แกยื่นใบลาได้เลย เย็นนี้ฉันจะไปรับที่บ้าน เราจะเดินทางกันคืนนี้” รินรดาพูดอย่างรวบรัดตัดความ จนคนเป็นเพื่อนถึงกับตกใจ “เฮ้ย! ทำไมใจร้อนจังยายริน” นิตชาบ่นมาตามสาย “ฉันอยากไปให้ถึงที่โน่นพรุ่งนี้เช้า ฉันหาข้อมูลมาแล้วว่าต้องขับรถตั้งสิบกว่าชั่วโมงถ้าออกกลางวันไปถึงที่โน่นมืดค่ำคงจะไม่สะดวก” “โอเค งั้นเย็นนี้เจอกัน” หลังจากคำตอบตกลงของนิตชา รินรดาก็วางสายลง เธออยากไปจัดการเรื่องที่ดินนั้นเสียให้เรียบร้อย ถึงจะไม่สามารถขายได้ในทันที ก็ขอได้ไปเห็นสักหน่อยว่ามันเป็นสมบัติที่บิดามอบให้เธอ และ ‘ลุงภูมิ’ ที่ผู้เป็นบิดากล่าวถึงในจดหมายอาจจะยังไม่มีเงินซื้อที่ดินของเธอคืนก็ได้ ถึงแม้ในพินัยกรรม บิดาไม่ได้บังคับว่าต้องขายให้กับลุงภูมิเท่านั้น แต่คำสั่งเสียของบิดาก็ทำให้เธอไม่อยากทำอะไรที่ผิดไปความจากความตั้งใจเดิมของท่าน แม้จะต้องการขายที่ดินแปลงนั้นมากแค่ไหนก็ตาม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD