สังเวชตัวเอง
‘สยาม’ เป็นร้านอาหารไทยเล็กๆ ในอิตาลี ขายอาหารไทยเพียงไม่กี่อย่าง เช่นต้มยำกุ้ง ผัดไทย มัสมั่น ผัดกะเพรา ตัวร้านอยู่ในกรุงโรม ใกล้กับปราสาทซันตันเจโลอันเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว อาคารทรงกระบอกที่แต่เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานของจักรพรรดิฮาดริอานุส อยู่ทางทิศตะวันออกของนครวาติกัน ห่างประมาณเจ็ดร้อยเมตร
ในตรอกเล็กๆ ด้านหลังร้านที่มืดและอับ เต็มไปด้วยข้าวของวางระเกะระกะ ขยะในถังสารพัดขนาดของร้านอาหารต่างๆ ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง ‘อัณณา สิริโสภณ’ หญิงสาววัยยี่สิบห้าจบด้านการทำอาหารจากสถาบันราชภัฏสวนดุสิต ริมฝีปากที่ฉาบเพียงแค่ลิปมันบางๆ เพื่อป้องกันความหนาวเย็นของอากาศในยามหน้าหนาวไม่ให้ปากแห้งจนแตกกดลงกับเบอร์เกอร์ขนาดเท่ากำปั้นมือที่เหลืออยู่เพียงครึ่ง
เพราะครึ่งหนึ่งเธอใช้เป็นอาหารกลางวันไปก่อนหน้านี้แล้ว ดวงตากลมโตฉายแววเศร้าขณะเคี้ยวเบอร์เกอร์ราคาถูกที่แทบไม่มีรสชาติอะไรเลยนอกจากกลิ่นเหม็นหืนของน้ำมัน แต่ถึงจะไร้รสชาติเธอก็ต้องเสียเงินไปเกือบสองยูโรเพื่อซื้อเบอร์เกอร์ชิ้นนี้มา ทั้งที่ปกติแล้วที่ร้านจะมีอาหารให้พนักงานแต่เพราะมีทัวร์จีนมาลงที่ร้าน ทำให้ไม่มีเศษอาหารเหลือสำหรับทำอาหารให้พนักงาน
อัณณามาที่อิตาลีตามคำชวนของ ‘ศิวัช’ แฟนหนุ่มซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน เพื่อเป็นผู้ช่วยเชฟของร้าน Pane e Salame ที่ศิวัชเป็นเชฟอยู่ ร้าน Pane e Salame เป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงเด่นในเรื่องซาลามีกับชีส อยู่ใกล้กับวิหารแพนธีอัน และจัตุรัสโรมัน แต่เมื่อมาถึงเธอกลับถูกปฏิเสธการจ้างงานทั้งที่เซ็นสัญญาการจ้างงานแล้วก่อนที่จะมาโดยไม่บอกสาเหตุ จนมารู้ที่หลังว่าเพราะ ‘รุจิรัตน์’ เพื่อนก๊วนเดียวกันใช้เส้นสายตัดหน้าตำแหน้าผู้ช่วยเชฟไปก่อน ตั้งแต่นั้นมาเธอก็ระหองระแหงกับรุจิรัตน์ที่เคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง
แถมตอนที่มาถึงอิตาลีวันแรก ก็ยังถูกขโมยกระเป๋าเดินทาง จนเงินเก็บทั้งหมดรวมถึงสิ่งของที่ติดตัวมาจากเมืองไทยไม่มีอะไรเหลือเลย แต่เพราะหนี้สินที่บ้านทำให้เธอไม่สามารถก้าวถอยหลังได้ เธอจึงต้องมาทำงานที่ร้านอาหารสยามซึ่งเป็นร้านที่พ่อของรุจิรัตน์เป็นเจ้าของไปพลางๆ ก่อน ระหว่างที่รอศิวัชหาที่ทำงานใหม่ให้ ซึ่งได้ค่าจ้างต่ำกว่าที่ร้าน Pane e Salame กว่าครึ่ง ทำให้เงินที่หาได้ไม่พอใช้จ่าย เพราะลำพังแค่ส่งไปใช้หนี้ให้กับที่บ้านก็ยังแทบไม่พอ
ตรู๊ด ตรู๊ด
อัณณาสอดมือเขาไปในกระเป๋าเสื้อโค้ตตัวโคร่งเพื่อหยิบโทรศัพท์ เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมกับสีหน้าเซ็งๆ เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนโทรศัพท์เป็นชื่อของ ‘มุกดา’
“สวัสดีค่ะแม่”
“ค่าใช้จ่ายของเดือนนี้ล่ะ ทำไมยังไม่ส่งมาอีก”
อัณณายิ้มเจื่อน ถึงจะรู้ดีว่ามุกดาโทรมาเพราะเรื่องอะไร แต่ก็แอบหวังว่าคนเป็นแม่จะถามถึงสารทุกข์สุกดิบของตัวเองก่อนที่จะถามถึงเรื่องเงินบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีเลยสักครั้ง “หนูตั้งใจว่าจะไปส่งให้ตอนเลิกงาน”
“เร็วๆ ล่ะ อย่าลืมว่าเจ้าหนี้พ่อแกเขารอเงินจากแกอยู่”
น้ำเสียงเจือความหงุดหงิดของคนเป็นแม่ยิ่งทำให้เธอรู้สึกท้อ ที่บ้านของเธอเป็นหนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอเลยสักนิดเดียว และตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมปลาย เงินที่เสียตัวเองจนจบปริญญาตรีก็เป็นเงินกู้ยืมจาก ก.ย.ศ. และเงินที่ได้จากการทำงานพาร์ตไทม์ แต่ภาระการใช้หนี้ที่พ่อแม่ไปกู้ยืมเงินเพื่อเป็นตัวแทนขายเครื่องสำอางออนไลน์ทั้งหมดกลับโยนมาใส่บ่าของเธอ โดยใช้คำพูดที่ว่า ‘ฉันเลี้ยงแกมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย’ เป็นสิ่งบีบบังคับไม่ให้เลี่ยงภาระนี้
“แม่มีธุระกับหนูแค่นี้ใช่ไหมคะ”
“ยัง น้องแกเขาให้บอกแกว่าจะไปเที่ยวสิงคโปร์กับเพื่อนตอนกลางเดือน ให้โอนเงินให้ด้วยสามหมื่น”
“สามหมื่น แม่จะบ้าหรือ หนูไม่มีหรอก” อัณณาตอบกลับโดยไม่ต้องใช้เวลาคิด
“อะไรกัน ก็ไหนว่าเงินเดือนที่อิตาลีมันดีไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมเงินแค่สามหมื่นแกถึงบอกว่าไม่มี หรือว่าที่แกคุยอวดเอาไว้มันเป็นเรื่องโกหก ฉันก็ห้ามแต่แรกแล้วว่าอย่าไปเรียนทำอาหาร ไปเรียนบัญชี หรือไม่ก็เรียนออกแบบอย่างน้องแกยังเข้าเรื่องเข้าราวกว่า”
อัณณาทำหน้าเซ็งมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อถูกคนเป็นแม่ยกเอาเรื่องเดิมมาพูดอีก “แม่ก็น่าจะรู้ว่าเงินที่หาได้หนูก็ส่งไปให้แม่ใช้หนี้จนเกือบหมด แล้วแม่ยังจะเอาอะไรกับหนูอีก ที่มีอยู่ก็แค่เอาไว้รักษาตัวเองตอนเจ็บป่วย แม่อย่าลืมสิว่าหนูต้องดูแลตัวเอง พ่อกับแม่เคยดูดำดูดีหนูเสียเมื่อไหร่”
“ก็แฟนแกยังไงล่ะ ให้มันดูแลไปสิ รักกันนักไม่ใช่หรือไงถึงได้ตามกันไปทำงานถึงอิตาลีน่ะ ก็เงินที่แกเก็บไว้น่ะแหละ ให้น้องมันไปเที่ยวก่อน เดี๋ยวพอมันเรียนจบมันก็คืนให้แกเอง แค่นี้แหละเลิกงานแล้วก็อย่าลืมโอนเงินล่ะ เจ้าหนี้เขารออยู่”
เสียงสัญญาณดังยาวติดต่อกันบอกให้รู้ว่ามุกดากดวางสายไปแล้ว ทำเอาอัณณาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะยกมือขึ้นกุมขมับหลังจากถูกมัดมือชกโดยไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง “เงินตั้งสามหมื่น เราจะไปหาจากไหน” เธอบ่นกับตัวเองเศร้าๆ แต่ก็เศร้าได้ไม่นานเมื่อมีเสียงดังมาจากในร้านเรียกให้ไปทำออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่ง
“อัณ ลูกค้าสั่งผัดไทยสามที่ กับต้มยำกุ้งหนึ่งหม้อ ด่วนเลย”
หญิงสาววัยยี่สิบห้ามองเบอร์เกอร์ครึ่งอันที่เพิ่งจะกัดไปได้แค่คำเดียว แล้วถอนหายใจออกมาอย่างสังเวชตัวเอง ก่อนจะห่อกระดาษกลับที่เดิมแล้วเดินถือเบอร์เกอร์กลับเข้าไปในครัวเพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง