อารัมภบท
... ปุ้ง ปั้ง!
เสียงจุดประทัดเพื่อส่งดวงวิญญาณตามพิธีกรรมในงานพิธีศพของ นายไสว สุริยะรุ่งเรือง เถ้าแก่โรงสีข้าวที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลาง ดังระงมไปทั่วบริเวณ ส่งผลให้เด็กหญิงน้ำมนต์ต้องยกมือเล็กป้อมขึ้นมาอุดหูเอาไว้ พลางหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ร่างจิ๋วสะดุ้งตามเสียงระเบิดของประทัดเป็นจังหวะ
มือหนาของ นายสวัสดิ์ สุริยะรุ่งเรือง วัย 40 ปี เลื่อนขึ้นไปดึงมือเล็กป้อมนั่นออกจากหูของเด็กน้อย พลางเอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“กลัวหรือลูก ประทัดหมดแล้ว เอามือออกได้”
“เสียงดังมาก หนูตกใจ...ถ้าพ่อตายหนูขอไม่จุดแบบนี้ได้ไหม”
เสียงเล็กแจ้วเอ่ยถามผู้เป็นพ่อขึ้นพลางพองแก้มป่องออกจนมีรูปร่างคล้ายซาลาเปากลมๆ ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็ก 7 ขวบเป็นประกายคล้ายกับไม่รู้ความหมายที่เอ่ยออกไป
“เอ้า! ไอ้ลูกคนนี้ จะมาแช่งให้พ่อตายแล้วรึ ฮ่า ๆ”
ถึงจะโศกเศร้าที่ต้องมาเสียพ่อไปกะทันหัน แต่สวัสดิ์ก็ยังคงยิ้มได้เพราะลูกสาวจอมแสบคนนี้ เธอมักจะชอบพูดอะไรตลกๆตามประสาเด็กฉลาดเสมอ แม้ว่าคนอื่นๆจะชอบนินทาว่าลูกสาวของเขานั้นแก่แดด แต่เขาก็ไม่เคยเห็นด้วย
“เก็บกระดูกปู่เสร็จแล้วพ่อต้องกลับไปทำธุระบ้านย่าที่สกลนครนะ น้ำมนต์จะไปกับพ่อหรือจะอยู่กับพี่นี”
“ไปกับพ่อๆ”
เด็กน้อยเอ่ยตอบเสียงสดใสพลางเดินจับมือพ่อตามขึ้นไปยังเตาเผาศพ เพราะอยู่กับพี่เลี้ยงก็มีแต่บังคับให้เธอทำการบ้านหรือไม่ก็นอน เด็กซนอย่างเธอมีหรือจะชอบอยู่เฉยๆแบบนั้น
สัปเหร่อจัดการเปิดประตูเตาเผาออกเพื่อนำเศษเถ้าออกมาล้างทำความสะอาดแล้วเก็บเข้าโกศ
วิ้ว ฟู่ว!
ลมหวนพัดมาเบาๆปะทะกับถาดรองที่สัปเหร่อดึงออกมาทำให้เกิดเศษเถ้าฟุ้งกระจายเล็กน้อย
มันปลิวเข้าตาของเด็กหญิงโดยที่ผู้ใหญ่รอบๆบริเวณนั้นไม่ทันสังเกต มือเล็กป้อมยกขึ้นขยี้ดวงตากลมโตเบาๆ ก่อนจะหันไปสนใจกิจกรรมตรงหน้าต่อ
“เป็นอะไรลูก เห็นทำหน้าแบบนี้มาตลอดทางเลย ไหนบอกว่าอยากมากับพ่อไงคะ”
สวัสดิ์เอ่ยถามลูกสาวขึ้นหลังจากสังเกตท่าทางของเด็กหญิงมานานตั้งแต่ออกมาจากบ้านที่กรุงเทพจนถึงเดี๋ยวนี้ ทีแรกก็ดูมีท่าทีร่าเริงเป็นปกติ แต่พักหลังมากลับนั่งหน้าจ๋อย ก้มหน้าก้มตาทำท่าไม่กล้ามองออกไปด้านนอกตัวรถ
“ทะ ทำไมพี่ๆ ลุงๆเขาน่ากลัวจังคะ บางคนก็เลือดเต็มตัว บางคนก็ไม่มีหัว”
คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงจนหน้าผากย่น ก่อนจะหันมาพูดกลั้วขำกับลูกตามประสาคนไม่เชื่อเรื่องอะไรแบบนี้อยู่แล้ว
“หืม? กินเยอะแล้วง่วงหรือเปล่าเลยเห็นอะไรเรื่อยเปื่อย นอนเถอะลูก อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงบ้านย่าแล้ว”
ว่าพลางหักพวงมาลัยแวะเติมน้ำมันที่ปั๊ม เอื้อมมือไปเอนเบาะลงให้เด็กหญิงได้นอนสบาย ก่อนจะหันไปหยิบผ้าห่มตรงเบาะด้านหลังมาห่มให้เธอ
“แต่...”
“หลับเถอะนะลูก ตื่นมาก็ไม่เห็นแล้ว”
เขารีบตัดบท มือหนาลูบไปที่ผมนุ่มพลางประทับจูบลงบนหน้าผากเล็กเบาๆ เด็กน้อยมองหน้าพ่อก่อนจะส่งยิ้มสดใสให้แล้วหลับไปในทันที
รถเก๋งคันหรูเลี้ยวเข้ามายังเขตบ้านเรือนไทยขนาดใหญ่หลังงามที่ปลูกอยู่ในเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษๆ บริเวณรอบบ้านเต็มไปด้วยพืชผักสวนครัว ผลไม้และสมุนไพรนานาพันธุ์
“รถเพอมาวะ ป้ายกรุงเทพพร้อม พยัคฆ์! ไปเบิ่งดู้ แม่นเพอมา” (รถใครมาวะ ป้ายกรุงเทพด้วย พยัคฆ์! ไปดูสิว่าใครมา)
ผู้ใหญ่พลตะโกนสั่งความกับลูกชายที่กำลังเล่นหัวอยู่ใต้ถุนบ้านพลางจับผ้าขาวม้าพาดบ่าขึ้นพัดวีไล่ความร้อน เผยให้เห็นลายอักขระยันต์บนตัวเต็มไปหมด ตาคมก็จ้องมองไปยังรถยนต์คันดังกล่าวไม่วางตา
“ว่าไงไอ้พล กูไม่ได้กลับบ้านมานาน เกือบจำทางมาบ้านมึงไม่ได้แหน่ะ”
“ไอ้สวัสดิ์! เป็นไงมาไงวะเนี่ย หายหน้าไปเป็นสิบๆปีเลยนะมึง แล้วนั่นลูกมึงเหรอ”
ทันทีที่เพื่อนรักเก่าแก่เปิดประตูลงมาจากรถพลางเอ่ยทักทาย ผู้ใหญ่พลก็รีบถลาลงมาจากบนบ้านอย่างรวดเร็ว ขายาวๆของเขาวิ่งก้าวมาเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวสวัสดิ์ ทั้งสองกอดกันแน่นพลางไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกันไม่หยุด
“เออ...น้ำมนต์ สวัสดิ์ดีลุงพลสิลูก ลุงพลเป็นเพื่อนพ่อตั้งแต่สมัยเด็กๆ”
“สวัสดีค่ะลุงพล”
เสียงเจื้อยแจ้วของหนูน้อยเอ่ยขึ้นพร้อมกับมือเล็กป้อมที่พนมมือขึ้นจรดปลายจมูก ขาสั้นๆของเธอย่อลงเป็นท่าถอนสายบัวเก้ ๆ กัง ๆ พลหัวเราะร่าอย่างเอ็นดูพลางยกมือหนาขึ้นโคลงศีรษะเล็กเล่น
“ฮ่า ๆ สวัสดีลูก เจริญๆเถอะนะ อายุเท่าไหร่แล้วล่ะเรา”
“7 ขวบค่ะ”
“อื้ม นี่พยัคฆ์ลูกของลุงเอง พี่เขา 10 ขวบแล้ว”
“สวัสดีครับอาสวัสดิ์ แล้วก็...ยินดีที่ได้รู้จักนะตัวเล็ก”
เด็กชายหน้าตาน่ารักแต่มีดวงตาดุเหมือนผู้เป็นพ่อยกมือไหว้ทักทายสวัสดิ์ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้เด็กหญิงอย่างเอ็นดู วันนี้น้ำมนต์ใส่ชุดกระโปรงสีชมพูตัดกับผิวขาวนวลของเธอ แก้มป่อง ๆ เหมือนซาลาเปาน่าหยิก ส่วนทรงผมก็มัดแกละและผูกโบว์สีเดียวกันกับชุด
“แล้วไปไงมาไงวะ หายไปเกือบ 10 ปี ไม่กลับมาเยี่ยมบ้านเลย”
พลเอ่ยถามพลางกอดไหล่เพื่อนให้เดินขึ้นไปบนบ้าน เผยให้เห็นวิวทุ่งนาที่กำลังเขียวชะอุ่มไกลสุดลูกหูลูกตาด้านหลัง
“พ่อกูตายแล้ว ก็เลยกลับมาจัดการธุระกับเอกสารนิดหน่อย”
ไสวเป็นชาวกรุงเทพ ได้พบรักกับมล สาวภูธรจากจังหวัดสกลนครที่ไปทำงานแสวงโชคในเมืองหลวง ก่อนจะตกลงปลงใจกันกับพ่อของเขา แล้วย้ายกลับมาก่อร่างสร้างตัวที่นี่จนได้ดี จึงได้ขยับขยายไปทำธุรกิจในเขตกรุงเทพ เขาเลยต้องย้ายตามพ่อกับแม่ไปตั้งแต่ 13 ขวบ
แต่ก็กลับมาที่ค่อนข้างบ่อยเพราะไสวอยากได้ข้าวคุณภาพดีจากชาวนาที่นี่ไปสีแล้วขายในเมืองหลวง จึงได้ไปมาหาสู่เพื่อติดต่อซื้อขายข้าวกันอยู่บ่อยๆ
จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้แม่ของเขาป่วยหนัก ต้องส่งคนมาทำหน้าที่แทน จนท่านมาจากไป พ่อของเขาก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ ต่อ จึงไม่ได้กลับมาเสียนาน
“กูเสียใจด้วยนะ แล้วนี่เมียมึงไม่มาด้วยเหรอ”
สวัสดิ์มีสีหน้าเศร้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด
“เมียกูตายไปได้ 5 ปีแล้ว รถชนน่ะ ตอนนี้ก็ไม่มีใคร ตั้งใจทำงานเลี้ยงลูกไปเรื่อย ๆ”
พลพยักหน้าเข้าใจก่อนจะสั่งให้พยัคฆ์พาน้ำมนต์ไปเล่นข้างล่าง เพราะต้องการจะคุยธุระกันตามประสาเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน
โดยที่ผู้ใหญ่ทั้งสองคนไม่ได้สังเกตเลยว่าเด็กหญิงน้ำมนต์ได้ยืนตัวแข็งทื่อ ดวงตากลมโตเบิกโพลงพลางกำมือทั้งสองข้างแน่นด้วยความหวาดกลัวจากการเห็นอะไรบางอย่าง
“นะ น่ากลัวอีกแล้ว”