บทที่ 1 ความหลัง 30%
๑
ความหลัง
“แต่งงาน! ฉันกำลังจะแต่งงานจริง ๆ แล้วหรือนี่... เฮ้อ! แกตกลงแต่งงานกับผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันเพียงไม่กี่วันได้ยังไงกันยายแข” พิมพ์แขหญิงสาววัยทำงานที่เพิ่งผ่านชีวิตสับสนอลหม่านเรื่องความรักมาไม่นานนั่งตั้งคำถามกับตัวเองอย่างลังเล ในมือถือการ์ดแต่งงานของตัวเองเคาะกับโต๊ะนั่งเล่นหน้าบ้านในยามเช้า ท่ามกลางวิวทิวทัศน์อันสวยงามของไร่ส่องหล้าที่เต็มไปด้วยทิวเขาสลับซับซ้อนและดอกไม้บานสะพรั่งทั่วบริเวณ ก่อนจะเปิดการ์ดสีชมพูซึ่งถูกพิมพ์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน
‘ขอเชิญร่วมพิธีมงคลสมรส
ระหว่าง
นายอินทร อินทรวงศ์
กับ
นางสาวพิมพ์แข ทรงสิทธิเดช’
หญิงสาวอ่านข้อความในการ์ดแต่งงานซ้ำไปซ้ำมาราวกับให้แน่ใจว่านั่นคือการ์ดแต่งงานของเธอจริง ๆ และเธอกำลังจะแต่งงานแล้วจริง ๆ ไม่ใช่ความฝัน
“แกต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ยายแข แค่เขารวย หล่อ หรู การศึกษาดี คุณสมบัติแค่นี้เองเหรอ ที่ทำให้แกหลงรัก จนรีบตัดสินใจแต่งงาน ทั้งที่ยังไม่รู้จักอะไรในตัวเขาเลย”
หญิงสาวพึมพำถามตัวเองก่อนที่จะถอนหายใจ “ฮ้อ! นั่นสินะ รวย หล่อ หรู การศึกษาดี มันไม่เพียงพอที่จะรักหรือยังไงกัน” จู่ ๆ ความลังเลก็จู่โจมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งรับเมื่อวันแต่งงานเริ่มใกล้เข้ามาทุกที
“บ้าน่ายายแข มาถึงขั้นนี้แล้วยังจะมาคิดฟุ้งซ่านอยู่ทำไมอีก” หญิงสาวสลัดความกังวลใจทิ้งไปก่อนที่จะลงมือพิมพ์รายชื่อของแขกที่จะเชิญมาร่วมงานลงในเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่วางอยู่ตรงหน้า
ที่คฤหาสน์หรูของพ่อเลี้ยงอินคำแห่งไร่ภูฟ้า แม่เลี้ยงสร้อยดารากำลังนั่งอ่านนิตยสารอยู่บนโซฟาลายหลุยส์ในห้องรับแขกสีไวท์โรส นางเงยหน้าขึ้นไปมองยังบันไดโค้งที่ห้องโถงเมื่อได้ยินเสียงบุตรชายเดินลงมา
“โอเค คุณอลงกรณ์ คุณมาให้ทันวันงานก็แล้วกัน” ชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าหล่อเหลาในชุดกางเกงขายาวสีขาวสวมเสื้อคาดิแกนแขนยาวสีน้ำเงินทับบนเสื้อเชิ้ตสีขาววิ่งกึ่งเดินลงมาจากบันไดโค้งมาถึงห้องโถงชั้นล่าง มือหนึ่งถือสมาร์ตโฟนแนบหู
“ผมไปฟาร์มก่อนนะครับแม่” ชายหนุ่มแวะมาหอมแก้มแม่เลี้ยงสร้อยดาราผู้เป็นมารดาที่ใบหน้าสวยงามราวกับพี่สาวมากกว่าจะเป็นแม่
“จ้ะ แล้วลูกไม่ทานข้าวก่อนเหรอจ๊ะอินทร”
“ไม่ครับแม่ วันนี้ผมรีบไปทำธุระก่อนจะเข้าไปที่ฟาร์มครับ สายแล้วกลัวจะไม่ทันเวลา” เขาตอบมารดาก่อนที่จะก้าวพรวดออกไปจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังโรงรถอย่างกระฉับกระเฉง โดยมีมารดามองตามพลางส่ายหน้าให้น้อย ๆ ที่เห็นบุตรชายตื่นเต้นเพราะได้ตื่นแต่เช้าออกไปทำงานที่ฟาร์มกล้วยไม้ของตัวเองทุกวัน
คำบ่นว่า ‘เบื่อ...ไม่มีอะไรให้ทำ’ ที่บุตรชายชอบบ่นบ่อยครั้งตอนกลับจากประเทศอังกฤษใหม่ ๆ หายไปเป็นปลิดทิ้งตั้งแต่มีฟาร์มกล้วยไม้นั่น จนเธออดไม่ได้ที่จะนึกขอบใจ ‘พิมพ์แข’ หญิงสาวคนรักคของอินทร ที่ทำให้บุตรชายได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง หลังจากผิดหวังครั้งใหญ่กับชีวิตคู่ที่ล้มเหลวกับหญิงสาวชาวอังกฤษ
ทางด้านพ่อเลี้ยงหนุ่มเมื่อผละจากมารดาก็กลับมาคุยโทรศัพท์ต่อ
“อ้อ ไม่มีอะไร ผมแค่แวะบอกแม่ คุณจะมาพักที่บ้านผมไหม” คุยโทรศัพท์ไปพลางมือก็กดรีโมทเปิดประตูโรงรถ ซึ่งมีรถราคาแพงมากกว่าสิบคันที่จอดอยู่ในนั้น
“โอเคครับ ก็ตามสะดวกแล้วกันครับ” อินทรพูดกับคนปลายสายก่อนจะหันไปมองยังที่ว่างที่เคยจอดรถสปอร์ตหรูคันละหลายสิบล้านบาทที่ตอนนี้ว่างเปล่าเพราะเขาเอาไปขายให้กับอลงกรณ์ชายหนุ่มที่กำลังพูดคุยกันทางโทรศัพท์ในขณะนี้ เพื่อแปลงสินทรัพย์เป็นทุนในการทำฟาร์มกล้วยไม้ไปเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มไหวไหล่น้อย ๆ อย่างไม่ยี่หระกับสิ่งที่หายไป กดปุ่มวางสายโทรศัพท์ก่อนจะเปิดรถยุโรปคันที่ตัวเองใช้ประจำแล้วขับออกไป
อินทรมาถึงฟาร์มกล้วยไม้ ไอ.พี.ออร์คิด ในตอนบ่าย เขาลงจากรถแล้วกวาดสายตามองโดยรอบอย่างภาคภูมิใจ ก่อนที่จะเดินเข้าไปในโรงเรือนกล้วยไม้ เพื่อเอากล้วยไม้ตระกูลช้างกระถางใหญ่ที่เพิ่งแวะไปรับรางวัลซึ่งส่งเข้าไปประกวดเมื่อเช้านี้ไปเก็บอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเดินออกไปยืนอยู่บนเนินสูงท่ามกลางสายลมหนาวของปลายเดือนมกราคม ที่พัดผ่านร่างของเขาเป็นระลอก อย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับความหนาวเหน็บรอบข้าง
สายตากวาดมองไปทั่วพื้นที่โดยรอบ ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าอย่างพึงพอใจ ที่ผืนดินซึ่งเคยรกร้างถูกพลิกฟื้นกลายเป็นฟาร์มกล้วยไม้ ซึ่งมีโรงเรือนกล้วยไม้เรียงกันมากกว่าสิบโรงเรือน มีอาคารสำนักงานขนาดย่อม และบ้านหนึ่งหลังที่ดูสวยงามและอบอุ่นอย่างที่เขาตั้งใจ ก่อนที่เสียงโทรศัพท์มือถือจะดังขึ้น ชายหนุ่มยิ้มหวานให้หน้าจอเมื่อเห็นว่าคนที่โทรมาเป็นใคร ก่อนที่จะใช้เวลาพูดคุยอยู่สักพักหนึ่ง
“ครับ เบบี๋ ผมจะรอที่นี่นะครับ เราจะไปกินข้าวด้วยกันที่ไร่ภูฟ้า”
อินทรวางสายลงแล้วเดินลงจากเนินสูงไปยังโรงเรือนกล้วยไม้ ซึ่งมีคนงานหลายคนกำลังให้ฮอร์โมนกล้วยไม้อยู่ภายในโรงเรือน ชายหนุ่มเดินสำรวจตรวจตราดอกใบของกล้วยไม้สารพัดชนิดที่เพิ่งเอามาแขวนรวมกันไว้ เพราะโซนนี้เป็นกล้วยไม้สำหรับขายทั้งกระถางจึงมีกล้วยไม้หลากหลายชนิดวางอยู่รวมกัน ส่วนใหญ่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง ส่วนอีกหลายโรงเรือนที่เหลือสำหรับการตัดดอกส่งออก ชายหนุ่มเดินจับต้นนั้นดูต้นนี้ไปพลางฮัมเพลงเบา ๆ ไปพลางอย่างร่าเริงใบหน้ายิ้มแย้ม
เสียงฮัมเพลง You’re The Inspiration ของศิลปิน Chicago ที่กำลังขับร้องอย่างไพเราะ เนื้อเพลงนั้นมีความหมายในท่อนแรกว่า ‘คุณรู้ไหมว่าความรักของเราถูกถักทอขึ้นเพื่อหวังให้เป็นรักนิรันดร์และผมอยากให้คุณรู้ว่าผมอยากมีคุณอยู่ตรงนี้ข้าง ๆ ผม จากคืนนี้ไปจนตราบชั่วนิจนิรันดร์ คุณยังอยู่กับผมในห้วงความคิดคำนึง ในหัวใจและจิตวิญญาณ คุณคือความหมายในชีวิตของผม...คุณเป็นดั่งแรงบันดาลใจ…’
ร้องเพลงไปพลางตรวจดูความเรียบร้อยของต้นกล้วยไม้ไปพลาง ก่อนจะพึมพำพูดกับเจ้าหนอนตัวน้อยสีเขียวที่อยู่บนใบกล้วยไม้ แล้วเอาที่คีบเล็ก ๆ ที่ถือติดมือมาด้วย คีบเจ้าหนอนตัวร้ายที่กำลังกัดกินใบใส่ในถุงพลาสติกใส จากนั้นก็ฮัมเพลงท่อนต่อไปอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่เสียงเพลงนั้นจะสะดุดลงอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงมาจากข้างหลัง
“ทำอะไรของแกอินทร” ชายหนุ่มหันไปมอง
“โธ่ พ่อครับ ผมตกใจหมด มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับนี่ แล้วนึกยังไงถึงแวะมาหาครับวันนี้” อินทรหันมาถามพ่อเลี้ยงอินคำแห่งไร่ภูฟ้าผู้เป็นบิดา ซึ่งยืนมองบุตรชายคนเดียวของตนพูดคุยกับตัวหนอนอย่างอารมณ์ดีมาพักใหญ่
“ก็มายืนดูแกร้องเพลงให้หนอนฟังมาพักนึงแล้วล่ะ ฉันเพิ่งรู้ว่าส่งลูกไปเรียนอังกฤษมันดีแบบนี้นี่เอง หนอนในฟาร์มแกดูอารมณ์ดีนะอินทร ตัวอ้วนเชียว สงสัยเพราะได้ฟังเพลงฝรั่งทุกวัน” ผู้เป็นบิดากระเซ้า
“โธ่ พ่อก็ ผมแค่ร้องเพลงเล่นเพลิน ๆ เท่านั้นเองครับ แล้วแม่มาด้วยไหมครับ ผมกำลังรอคุณแขว่าจะกลับไปกินข้าวที่บ้านด้วยกันพอดี” พูดแก้เก้อก่อนจะหันมาถามผู้เป็นบิดา
“แม่แกเขาไม่ได้มาด้วยหรอก ทำอาหารอยู่ในครัว พอดีพ่อขับรถไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาล ผ่านมาก็เลยแวะเข้ามาดูสักหน่อย”
“แล้วหมอว่าไงบ้างครับพ่อ”
“ยังฟิตปั๋ง แข็งแรงดีไม่เป็นโรคอะไร ก่อนกลับพ่อเจอหมอวิษณุด้วย พอดีเขามีเคสผ่าตัดด่วน เลยไม่ได้คุยอะไรกันมาก” พ่อเลี้ยงอินคำพูดถึงนายแพทย์วิษณุเพื่อนของบุตรชายที่ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอ
“อ้อ เหรอครับ ผมก็ไม่ได้เจอนานแล้ว พ่อเจอนาทไหมครับ ผมเห็นคู่นี้เขาตัวติดกันตลอด” ชายหนุ่มตอบบิดา พลางถามถึงนฤนาทคู่รักของนายแพทย์วิษณุ ซึ่งนฤนาทเป็นเพื่อนเล่นรุ่นน้องในยามเด็กของอินทรเพราะไร่อยู่ติดกัน จนกระทั่งเขาไปเรียนและทำงานต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อราวยี่สิบปีก่อนเพิ่งได้กลับมาเจอกันอีก เขาเห็นนฤนาทเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่งจึงได้คอยถามไถ่ข่าวคราวอยู่บ่อยครั้ง
“ไม่เจอหรอก วันก่อนพ่อเจอกับพ่อเลี้ยงพีระที่ริมแดนไร่เรา เห็นบอกว่าหนูนาทไปทำงานที่กรุงเทพ คู่นี้กว่าจะลงตัวพ่อว่าคงอีกนาน พ่อเลี้ยงพีระหวงลูกสาวขนาดนั้น” พ่อเลี้ยงอินคำพูดกลั้วหัวเราะ เมื่อนึกถึงนฤนาทที่เริ่มคบหากับนายแพทย์วิษณุหลังจากที่เธอได้ติดตามนายแพทย์วิษณุไปรักษาคนป่วยบนดอยด้วยกัน แต่ถูกขัดขวางจากพ่อเลี้ยงพีระผู้เป็นบิดาของนฤนาทอยู่เนือง ๆ
“ครับ ได้ยินหมอวิษณุบ่นอยู่เหมือนกัน ที่ว่าที่พ่อตาไม่ไฟเขียวให้สักที” อินทรพูดกลั้วหัวเราะเช่นเดียวกัน
“อือ วันนี้ดูในฟาร์มทุกอย่างมันเข้าที่เข้าทางขึ้นมากแล้วนะ ดี ๆ จะได้ทันวันงาน” พ่อเลี้ยงอินคำเปลี่ยนเรื่องคุยพลางสายตาก็มองไปรอบทิศอย่างสำรวจ
“ครับพ่อ ผมกำลังเร่งมือเต็มที่ ยังไงก็เรียบร้อยทันวันงานแน่นอนครับ” ผู้เป็นบิดาพยักหน้ารับ
“ตกลง แกจะอยู่รอหนูแขใช่ไหม งั้นพ่อจะได้กลับก่อน ขืนกลับช้าแม่แกก็ได้งอนไปสามวันเจ็ดวันอีก” อินทรหัวเราะขำ ที่บิดาพูดถึงความขี้งอนของแม่เลี้ยงสร้อยดารา
“ครับพ่อ งั้น ฝากบอกแม่ให้ทำไก่ตุ๋นไวน์แดงไว้ให้ผมด้วยนะครับ ผมอยากกิน”
“อืม ถ้าไม่ลืมจะบอกให้” ผู้เป็นบิดาตอบก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถที่จอดไว้หน้าอาคารสำนักงานของฟาร์ม ส่วนคนเป็นบุตรชายก็ฮัมเพลงฝรั่งให้หนอนฟังต่อไป ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรออกไป
“กาวินเหรอ พรุ่งนี้ว่างรึเปล่า”
“อือ งั้นแวะมาที่ฟาร์มฉันหน่อยสิ มีอะไรจะอวด แล้วก็อยากให้นายมาช่วยดูสักหน่อยว่า ฉันน่าจะเพิ่มเติมอะไรในฟาร์มฉันอีกรึเปล่า จะได้พร้อมสำหรับวันงานเปิดตัวฟาร์ม” อินทรกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์อีกครั้ง หลังจากพูดคุยกันชายหนุ่มก็วางสายลงก่อนจะก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉงไปดูยังโรงเรือนอื่นต่อไป
กาวินเป็นเพื่อนเล่นของเขามาตั้งแต่วัยเด็กก่อนที่จะแยกย้ายไปเรียนต่อแล้วเพิ่งจะกลับมาเจอกันอีกครั้งเมื่อราวต้นปีที่แล้ว ความสนิทสนมที่มีต่อกันในอดีต เมื่อได้มาเจอกัน ความห่างไกลนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์แห่งความเป็นเพื่อนห่างเหินแต่ประการใด และเพราะเพื่อนคนนี้ที่ทำให้เขาได้รู้จักกับนายแพทย์วิษณุซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของกาวินและได้รู้จักกับพิมพ์แขซึ่งเป็นเพื่อนรักของเพียงแสงภรรยาของกาวินเจ้าของไร่ส่องหล้า ซึ่งอยู่ติดกับไร่ภูฟ้าของเขา
ไร่ส่องหล้า...สถานที่ที่พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพิมพ์แขให้กลายมาเป็นคนรัก
‘คุณอินทรอย่าเข้ามานะคะ นี่แน่ะ นี่แน่ะ’ อินทรคลี่ยิ้มมุมปากเมื่อภาพหญิงสาวที่เขาแอบพึงใจกำลังวักน้ำในลำธารที่ไร่ส่องหล้าสาดใส่หน้าของเขาผุดขึ้นในความคิด
‘หยุดก่อนครับ คุณแขอย่าสาดน้ำใส่หน้าผมสิครับ น้ำมันเข้าตาผม’
‘ไม่หยุดค่ะ ก็คุณสาดใส่แขก่อนนี่คะ’
‘ผมแค่สาดใส่ตัวแบด แบดซ์ มารุของคุณแขเองนะครับ ผมแค่อยากให้ตัวการ์ตูนของคุณแขอารมณ์ดี’ เขาหมายถึงเจ้านกแพนกวินสีหน้าเบื่อโลกที่สกรีนอยู่บนอกเสื้อของเธอ เขาแค่อยากจะเย้าแหย่เธอเล่นเท่านั้น แต่หญิงสาวยังไม่ยอมหยุดวักน้ำสาดใส่
‘นี่แน่ะ ไม่ยอมหยุดใช่ไหมครับ’ เขาเดินเข้ามารวบตัวสาวน้อยตรงหน้าไว้เพื่อให้เธอหยุดสาดน้ำใส่หน้าเขา ร่างบางที่อยู่ในอ้อมกอดถึงกับหยุดกึกอย่างตกใจกับการจู่โจมที่เธอไม่คาดคิด ความอบอุ่นจากผิวกายนุ่มนิ่มนั่นทำให้เขาถึงกับใจสั่น นัยน์ตาตื่นตระหนกปนประหม่าเขินอาย และริมฝีปากจิ้มลิ้มที่เผยอขึ้นน้อย ๆ นั่นทำให้เขาแทบจะอยากหยุดทุกอย่างเอาไว้แค่นั้นและทำอะไรอย่างที่ใจเรียกร้อง แต่จำต้องรีบปล่อยเธอเป็นอิสระอย่างเสียดาย ความรู้สึกที่ได้สัมผัสเธออย่างถึงเนื้อถึงตัวนั้น คอยทำให้เขาหวั่นไหวทุกครั้งที่คิดถึง
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงวันแรกที่ได้พบกับเธอ วันนั้นเขารู้สึกเบื่อหน่ายที่จะต้องนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในบ้านโดยไม่มีอะไรให้ทำ จึงค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อหาข้อมูลด้านพลังงานทดแทนที่จะเอามาผลิตไฟฟ้าใช้ในไร่ เขาเจอข้อมูลร้านขายแผงโซล่าเซลล์และกังหันลมซึ่งอยู่ในตัวอำเภอจึงรีบขับไปดูด้วยความตื่นเต้นที่จะได้มีอะไรให้ตัวเองทำสักที
ด้วยความเคยชินที่บริเวณทางออกจากไร่ของเขาแทบจะไม่มีรถผ่านไปมาประกอบกับความรีบร้อนจึงเลี้ยวรถออกไปโดยไม่ทันระวัง และเกือบชนกับเธอ โชคดีที่ทั้งเขาและเธอหลบทัน หญิงสาวจอดรถข้างทาง เขาก็เช่นกัน