ไฟแค้นที่ 1 ปฐมบทแห่งแรงแค้น
ไฟแค้นที่ 1
ปฐมบทแห่งแรงแค้น
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนยามกระทบกับแสงอาทิตย์ ดูลึกลับและน่าหลงใหล หากแต่แววตานั้นกลับซ่อนความอันตรายและความร้ายกาจเอาไว้ผ่านเลนส์สีชาของแว่นตากันแดดราคาแพง ที่เพ่งมองตรงไปยังหญิงสาวรูปร่างสมส่วนที่กำลังยืนยกยิ้มบางให้กับเหล่าเด็กน้อยที่กำลังตั้งอกตั้งใจวาดรูปอยู่ภายในสถาบันสอนศิลปะขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ทางด้านข้างของลานจอดรถที่อยู่กลางแจ้งภายในห้างสรรพสินค้าขนาดกลางแถบชานเมือง
ใบหน้าสวยคมที่รับกับเรือนผมยาวสีดำขลับกำลังมีรอยยิ้มที่แสนใจดีและท่าทางที่ดูมีเมตตา เธอคนนี้คงจะเป็นใครไปเสียไม่ได้ นอกจากครูผู้สอนที่กำลังให้ความรู้กับเหล่าลูกศิษย์ของเธอเอง
หากแต่ชายหนุ่มคนนี้กลับมิได้สิเน่หาหญิงสาวตรงหน้าของเขาแต่อย่างใด สิ่งที่เขากำลังคิดจะกระทำในไม่ช้าก็คือการแย่งชิงคนรักของชายหนุ่มที่เคยทำร้ายน้องสาวของเขาอย่างโหดร้ายและปล่อยให้เธอจากโลกนี้ไปด้วยอุบัติเหตุเพียงลำพัง
“ คนพวกนี้ดีจังเลยนะคะ ดูพวกเขาจะสุขสบายอยู่บนความอัปยศของคนอื่น ส่วนผู้หญิงที่แย่งผัวชาวบ้านอย่างหน้าด้านๆก็ยิ้มระรื่นจนน่าหมั่นไส้ พวกเขาจะรู้ไหมว่าผลผลิตจากรอยยิ้มจอมปลอมพวกนั้น กำลังนอนมองผนังห้องภายในโรงพยาบาลบ้าแห่งนี้ ”
อรชุนจำได้ดีถึงน้ำเสียงอันแสนสั่นเครือพร้อมกับแววตาที่เหมือนคนกำลังแหลกสลายได้ทุกชั่วขณะ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มที่เธอเคยรักเป็นหนักหนากำลังขอหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวของเธอแต่งงานบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องบาง
อุษณีย์ น้องสาวที่อรชุนแสนจะหวงแหนเป็นที่สุด เธอเปรียบเหมือนดั่ง ทุ่งดอกไม้สำหรับเขาเพราะทั้งความสดใสอีกทั้งความซื่อตรงก็ทำให้พี่ชายอย่างเขาอดที่จะเอ็นดู เด็กสาวที่มักมีรอยยิ้มให้กับเขาอยู่เสมอเสียไม่ได้
ไม่ว่าอุษณีย์จะทำอะไร อรชุนก็ไม่เคยคิดขัดใจเพราะเขารู้ดีว่าน้องสาวของเขานั้นเป็นคนที่มักจะมีเหตุและผลในทุกการกระทำของตนอยู่เสมอ
หากแต่ลมปากที่มาพร้อมกับการเอาใจใส่ของชายหนุ่ม ไม่ว่าหญิงสาวจะระวังตัวมากขนาดไหน ก็คงไม่พ้นต้องใจอ่อนไปเสียทุกราย
และสิ่งเหล่านั้นก็ทำให้น้องสาวของเขา ได้ก้าวพลาดตกลงไปยังขุมนรกบนดิน ที่เธอไม่มีวันจะกลับมาเป็นทุ่งดอกไม้ให้กับพี่ชายอย่างเขาได้อีก
***
“ จงยิ้มให้เยอะๆไว้นะ พาขวัญ ไม่แน่ว่าต่อจากนี้ เธออาจไม่มีรอยยิ้มให้ใครคนไหนได้อีกเลย ”
ริมฝีปากบางค่อยๆยกยิ้มเหยียดพร้อมกับกล่าวถ้อยคำที่แสนจะร้ายกาจออกมา ในขณะที่สายตายังคงมองตรงไปยังหญิงสาวที่เป็นเป้าหมายของตนในครั้งนี้
“ ครูขวัญฮะ ตรงนี้ต้องระบายยังไงฮะ ผมไม่เข้าใจ ”
เสียงเรียกทักของเด็กนักเรียนตัวน้อย ก็ทำให้หญิงสาวที่หันมองไปยังด้านนอกต้องหันกลับมาสนใจงานของนักเรียนตรงหน้าของเธออีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ พาขวัญสัมผัสได้ถึงสายตาที่พุ่งตรงมายังตัวของเธอและเหล่าเด็กๆ เธอจึงได้หันมองไปยังตำแหน่งของสายตานั้น และเธอก็ได้พบกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่กำลังยืนพิงกำแพงอยู่ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับมองตรงมายังกลุ่มของเธอและเด็กนักเรียนที่อยู่ภายในห้องเรียนที่ล้อมรอบไปด้วยกระจกแห่งนี้
ชายหนุ่มตรงหน้าของพาขวัญ หากเธอกะอายุของเขาด้วยสายตาก็คงจะห่างกันไม่เท่าไรนัก แต่บุคลิกที่อีกคนแสดงออกมากลับดูน่าเกรงขามและดูสุขุม แตกต่างจากอายุของเขาอยู่มากโข เธอจึงคิดได้ว่าเขาอาจจะเป็นผู้ปกครองที่สนใจอยากให้ลูกหลานมาเล่าเรียนศิลปะกับเธอก็เป็นได้
เมื่อเธอคิดได้ดังนั้น ตัวของพาขวัญจึงเลิกสนใจและหันกลับไปสอนกลุ่มของเด็กๆที่กำลังสนุกสนานอยู่กับงานศิลปะตรงหน้าดั่งเดิม
เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเย็นของวัน คลาสเรียนศิลปะที่แสนจะยาวนานก็จบลงโดยที่เด็กๆก็ต่างมีรอยยิ้มพร้อมเสียงอวดอวยผลงานของตนเองให้กับผู้ปกครองของตนได้ฟัง
ส่วนคุณครูอย่างพาขวัญก็ค่อยๆไล่เก็บอุปกรณ์ต่างๆที่วางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะเรียนให้เรียบร้อย หากแต่เสียงเรียกทักที่ฟังไม่คุ้นหูกลับพาให้ตัวของเธอต้องละจากงานต่างๆ เพื่อหันไปสนใจเจ้าของเสียงที่กำลังยืนอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าทางเข้าสถาบันสอนศิลปะเล็กๆของเธอ
“ สวัสดีครับคุณครู ไม่ทราบว่าคุณครูรับสอนศิลปะตามบ้านด้วยรึเปล่าครับ ”
หญิงสาวเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มที่เธอเคยจ้องมองจากทางด้านนอกในช่วงบ่าย มายืนอยู่ยกยิ้มบางพร้อมกับเรียกทักและสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการเรียน
พาขวัญจึงละจากงานตรงหน้า เพื่อเดินเข้ามาให้บริการชายหนุ่มพร้อมกับเริ่มต้นบทสนทนา ด้วยการสอบถามอายุของเด็กน้อยที่ตนจะต้องไปสอน เพื่อวางแผนจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับนักเรียนของตน
“ สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าน้องอายุประมาณเท่าไรคะ ”
“ น้องอายุประมาณ 7 ขวบครับ พอดีลูกสาวของผมชอบศิลปะมากแต่เธอเดินไม่ได้น่ะครับ ผมจึงอยากได้คุณครูไปสอนศิลปะให้กับเธอที่บ้าน ”
หญิงสาวเมื่อได้ฟังคำตอบของผู้ปกครองก็ถึงกับมีสีหน้าที่ดูห่วงใยลูกสาวของเขาในทันที เธอเข้าใจดีถึงความลำบากที่ตนเองไม่ได้ดั่งสมใจหวัง
หากแต่ความแตกต่างของเธอกับลูกสาวของชายตรงหน้า นั่นก็คือเธอไร้ญาติขาดมิตรและไร้ซึ่งที่พึ่งใดๆนอกเสียจากบูชิตคนรักที่กำลังจะแต่งงานกับเธอในไม่ช้า
ในความโชคร้ายที่เธอเป็นเด็กกำพร้า ก็มีความโชคดีอยู่บ้างนั่นก็คือในช่วงมหาวิทยาลัย เธอได้ค้นพบว่าแม่ของชายหนุ่มที่ตามจีบเธอตั้งแต่ชั้นมัธยมปลายอย่าง คุณระพี กิตติอนันท์กุล เจ้าของบริษัทไตรเฮ้าส์ จำกัดเป็นผู้ที่คอยอุปถัมภ์ตัวของเธอตั้งแต่ช่วงมัธยมต้น
ทำให้เธอได้เรียนจนจบปริญญาตรีสมดั่งใจหมาย และนั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่เธอยอมรับรักลูกชายของระพีและคบหากันอย่างเปิดเผยจนถึงปัจจุบัน
หญิงสาวที่ไม่เคยผ่านความรักแบบเธอ สิ่งแรกที่พาขวัญคิดในระหว่างที่ต้องตัดสินใจคบหากับบูชิต ก็คงจะเป็นเรื่องของการตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณอย่างแม่ของชายหนุ่มเสียมากกว่า ความรักหรือความหลงใหลในตัวอีกคนตัวของเธอกลับไม่มีสิ่งนั้นให้กับคนรักเลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่พาขวัญได้พูดคุยกับชายตรงหน้าถึงรายละเอียดของนักเรียนคนใหม่ของเธอเรียบร้อยแล้ว เธอจึงหันหลังเพื่อเดินตรงไปยังตู้เก็บเอกสารที่ไม่ไกลจากจุดที่ทั้งสองยืนอยู่เท่าไรนัก
และเมื่อพาขวัญเดินไปถึงตู้เก็บเอกสารแบบไร้ฝาปิดเธอก็ใช้มือเรียวค่อยๆเปิดแฟ้มเอกสารพร้อมกับใช้สายตาไล่หาเวลาว่างของตน และพบว่าเวลาที่เหมาะสมกับการสอนนอกสถานที่ก็คงจะเป็นวันธรรมดาที่นักเรียนส่วนใหญ่ได้เล่าเรียนกันในสถานศึกษาของตนเอง
จากนั้นหญิงสาวจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นพร้อมกับหันกลับไปตอบชายหนุ่มที่เมื่อครู่สายตาที่ดูเคร่งขรึมค่อยๆแปรเปลี่ยนมาเป็นความโกรธเกรี้ยวในระหว่างที่เธอกำลังหันหลังให้กับเขา
“ ได้ค่ะ คุณครูจะสะดวกเป็นช่วงเช้าเวลา 10โมงถึงเที่ยง ในวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดีนะคะ ไม่ทราบทางน้องสะดวกวันไหนบ้างคะ ”
แววตาเยี่ยงเสือร้ายกลับมาดูน่าเกรงขามอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มบางเพื่อหลอกล่อให้เหยื่อได้ตายใจ ว่าเขานั้นไร้ซึ่งพิษสงเป็นเพียงแค่คนที่ต้องการให้ลูกหลานของตนได้เรียนในสิ่งที่ชอบเพียงเท่านั้น
จากนั้นอรชุนจึงกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูน่าฟัง พร้อมกับออกอุบายทำทีเป็นห่วงใยหญิงสาวตรงหน้า เพื่อไม่ให้ตนเองดูน่าสงสัยและดูเจาะจงเธอมากจนเกินไป
“ งั้นเป็นวันพรุ่งนี้เลยก็ได้ครับ คุณครูลองไปสอนก่อนแล้วค่อยตัดสินใจน่าจะดีกว่า ”
“ ได้ค่ะ งั้นรบกวนคุณพ่อโทรมายังเบอร์ของคุณครู ที่ติดอยู่ตรงด้านหน้าประตูได้เลยนะคะ ”
หากแต่พาขวัญก็ไม่ได้มีท่าที ที่จะระวังตัวแต่อย่างใด อาจเพราะเธอเคยชินกับการสอนนอกสถานที่ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และการติดต่ออย่างกะทันหันมีอยู่หลายต่อหลายครั้งจนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเธอไปเสียแล้ว
“ ครับ งั้นเดี๋ยวผมแอดแชทคุณครูไปพร้อมกับส่งโลเคชั่นบ้านของผมให้นะครับ ”
เมื่อเสือร้ายเห็นว่าเหยื่อของตนดูไม่มีท่าทีระแวงสงสัย เขาจึงรีบจบแผนการครั้งนี้ด้วยการขอเบอร์ติดต่อพร้อมกับส่งที่อยู่ของตนเองให้กับหญิงสาว เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในทันที
ส่วนหญิงสาวที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวใดๆ เธอก็ยกยิ้มสดใสพร้อมกับโค้งตัวเพื่อลาชายหนุ่มตรงหน้า ตามมารยาทที่เธอมักพึงกระทำต่อผู้ปกครองของเด็กนักเรียนอยู่เสมอ
“ ได้ค่ะ พรุ่งนี้เจอกันนะคะ ”
“ ครับ ”
และเมื่อเจ้าของแผ่นหลังกว้างได้เดินลับตาไป หญิงสาวก็หันกลับมาสนใจกับงานตรงหน้าของตนเองต่อ โดยที่ไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า จะทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล
“ เหยื่อติดเบ็ดแล้ว เตรียมตัวเอาไว้ด้วย ”