บทนำ
มหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์คาเทริน่าเป็นมหาลัยเอกชนชื่อดังติดท็อประดับประเทศ นอกจากด้านวิชาการจะเป็นเลิศแล้วทางด้านของกีฬาก็ไม่น้อยหน้าใครโดยเฉพาะทีมฟุตบอลของมหาลัยที่ถือได้ว่าเป็นทีมที่มีชื่อเสียงทีมหนึ่งที่เคยได้แชมป์มาครอง คงไม่แปลกที่นักศึกษาชายมากมายต่างก็อยากจะเป็นนักฟุตบอลของ
มหาลัยกันทั้งนั้นเพราะนอกจากจะทำให้กลายเป็นคนดังแล้ว หากชนะการแข่งขันก็จะได้รับเงินรางวัลอีกด้วย
“โอ๊ย ร้อนก็ร้อน ทำไมฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้”
ปวริศาเดินบ่นกระปอดกระแปดไปตามทางเดินของมหาลัย ใบหน้าบูดบึ้งอย่างคนไม่รับแขก ในใจก็นึกโมโหพี่ชายฝาแฝดของตัวเองที่ทำให้เธอต้องตัดผมยาวสลวยทิ้งแล้วปล่อยให้มันสั้นเหมือนทรงผมหนุ่มน้อยแบบนี้ แต่สิ่งที่น่าโมโหมากกว่านั้นก็คือตัวเองที่ใจอ่อนหลวมตัวมาช่วยเขาเนี่ยแหละ
หลายวันก่อน
ปวริศามองสภาพพี่ชายด้วยแววตานิ่งอึ้งหลังจากที่ไม่ได้เห็นเขากลับบ้านมานานเป็นเดือน
“พี่ฟลินไปฟัดกับหมาที่ไหนมา”
“นี่ปากเหรอ เฟย์” ปวริศหรือพี่ฟลินพี่ชายฝาแฝดของเธอเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับไม้ค้ำขนาบจั๊กกะแร้ข้างหนึ่ง เขาเดินกะเผลกๆเข้ามาอย่างทุลักทุเล “ยัง...ยังไม่รีบเข้ามาช่วยพี่อีก”
“ก็เห็นเดินมาจนจะถึงอยู่แล้วนี่” แม้ปากจะพูดไปแบบนั้นแต่เธอก็เดินไปช่วยพยุงเขาพาเดินไปนั่งลงบนโซฟาอยู่ดี “แล้วสรุปไปทำอะไรมา” เธอเอ่ยจบก็หย่อนก้นลงไปนั่งข้างๆเขาบ้าง
พี่ฟลินย้ายไปอยู่คอนโดคนเดียวตั้งแต่แต่เรียนมหาลัยแล้ว ส่วนเธอยังอยู่ที่บ้านพ่อกับแม่ ปกติพี่ชายคนนี้ก็กลับบ้านทุกอาทิตย์ แต่ช่วงนี้ไม่รู้มันยุ่งมากหรืออะไร เธอไม่เห็นหน้าเขามาเกือบเดือนแล้ว มาเจอกันอีกทีเขาก็อยู่ในสภาพนี้ไปซะแล้ว
“ตกบันไดขาหัก”
“ซุ่มซ่าม ดีนะไม่พิการ”
“ใจร้ายว่ะ นี่พี่นะเว้ย”
“อ่อ นี่ยังคิดว่าเป็นพี่อยู่เหรอ ไม่กลับบ้านมาเป็นเดือน รู้มั้ยว่าเฟย์ต้องคอยแก้ตัวกับพ่อแม่ว่าไงบ้างเพราะติดต่อพี่ไม่ได้น่ะ” ปวริศาอดไม่ได้ที่จะใส่อารมณ์ใส่เขา ไม่รู้ไอ้พี่บ้ามันไปทำอะไรมาบ้างถึงได้หายไปเลย พ่อแม่ก็เป็นห่วง เธอก็ได้แต่โกหกพวกเขาไปว่ามันน่าจะเรียนหนัก
“ก็มีเรื่องนิดหน่อยว่ะ” เขาเกาหัวคล้ายไม่รู้จะพูดให้น้องสาวเข้าใจยังไง ใครจะไปกล้าบอกวะว่าติดหญิง!
“กลับมาบ้านสภาพแบบนี้แม่เป็นลมแน่”
“ใจจริงก็ไม่ได้อยากมาหรอก แต่เพราะว่าพี่มีเรื่องอยากจะขอร้องเธอ” จู่ๆเขาก็ทำหน้าซีเรียส ทำเอาเธออยากจะลุกหนีซะเดี๋ยวนี้เพราะมันมีลางสังหรณ์ว่าจะซวยยังไงก็ไม่รู้
“โทรมาก็ได้นี่หรือไม่ก็ให้เฟย์ไปหา ไม่ใช่หอบสังขารมาแบบนี้ แม่มาเจอต้องตกใจมากแน่”
“เออว่ะ พี่ก็ลืม”
ปวริศาถึงกับหนังตากระตุก ไอ้พี่คนนี้มันตกบันไดจนสมองไปหมดแล้วรึไง
“แล้วสรุปมีอะไร ถ้ามายืมเงินนะไปไกลๆเลย”
พี่ฟลินทำท่าเหมือนกระอักกระอ่วนใจที่จะพูด อ้ำๆอึ้งๆอยู่นั่นแหละ เธอรำคาญก็เลยด่าเขาไปอีก
“สรุปมีอะไรกันแน่ พูดๆมาเหอะ เฟย์ไม่ได้ว่างขนาดนั้นนะ”
ปวริศสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกความกล้าก่อนจะเอ่ย “เฟย์น้องรัก...ฟังพี่พูดให้จบก่อนนะอย่าเพิ่งด่า”
ไม่รู้ทำไมเธอฟังแล้วมันรู้สึกตงิดๆ หนีไปตอนนี้ทันมั้ยนะ...
“พูดมาเถอะ”
“คือว่าพี่ขาหัก...”
“แล้ว...” เธอมองเขาอย่างคาดคั้น ในใจก็ด่าไปแล้วสิบตลบกับท่าทางอ้ำอึ้งของเขา
“คือพี่ต้องไปเก็บตัวซ้อมฟุตบอลไง”
“แล้วไง...”
“ก็พี่ขาหัก...แล้วมันต้องไปเก็บตัวมะรืนนี้แล้วด้วย” เขาพูดไปพลางลูบท้ายทอยตัวเองไปด้วย
“ก็แล้วทำไมล่ะ”
จู่ๆพี่ฟลินก็ขยับตัวมาจับกุมมือเธอทั้งสองข้างแถมยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนทำเอาเธอขนลุกไปหมด
“เฟย์ช่วยไปเก็บตัวแทนพี่หน่อยได้มั้ย” ปวริศเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน จ้องมองน้องสาวเหมือนหมาอ้อนเจ้านาย ถ้าเขามีหางป่านนี้หางมันคงกระดิกไปมาแล้วล่ะ
“จะบ้าเหรอ!” ปวริศาโพล่งขึ้นเสียงดังพลางขยับตัวหนี “สมองพี่คิดอะไรอยู่เนี่ย”
“เฟย์ ช่วยพี่เหอะนะ พี่ขอร้อง...เฟย์ก็รู้นี่ว่าฟุตบอลสำคัญกับพี่มากแค่ไหน ถ้าหากครั้งนี้พี่ไม่ไปซ้อมพี่คงต้องถูกคัดออกแน่ เฟย์น้องรัก...ช่วยพี่เหอะนะ”
คนเป็นน้องถึงกับโมโหปากสั่นจนพูดไม่ออก เธอรู้ดีว่าเขาคลั่งฟุตบอลมาก เขาถึงกับใฝ่ฝันอยากเป็นนักบอลมืออาชีพด้วยซ้ำ
“จะบ้าเหรอ! ไม่เอา! จะให้เฟย์ปลอมตัวเป็นผู้ชายเนี่ยนะ นมใหญ่ขนาดนี้เขาดูไม่ออกเลยมั้ง!”
“เธอก็เอาผ้ารัดหน้าอกเหมือนในละครไง นะๆช่วยพี่เถอะนะ ถ้าเธอไม่ช่วยพี่นะ พี่คงโดนเตะออกจากชมรมจริงๆ แค่ 3 อาทิตย์เองนะ พลีส...พี่ไหว้ล่ะจะให้กราบก็ได้” พี่ฟลินยกมือไหว้พลางเอ่ยขอร้องเธออย่างน่าสงสาร
“แล้วถ้าถูกจับได้จะทำยังไง!”
“เราหน้าตาเหมือนกันจะตาย เขาดูไม่ออกหรอก นะๆ...เฟย์อยากได้อะไรพี่จะให้เฟย์หมดทุกอย่างเลย”
ปวริศาเม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนคิดหนัก ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยขอร้องเธอขนาดนี้มาก่อน
“โอ๊ย พี่ฟลินนี่แม่ง...เออๆ ก็ได้ เห็นว่าขาหักหรอกนะ”
ไม่รู้ทำไมเธอถึงได้เอ่ยปากตอบรับคำขอร้องของเขาก็ไม่รู้...
อาจเป็นเพราะเราเป็นฝาแฝดกันก็ได้ เธอถึงได้รู้สึกว่าเขากำลังกังวลใจกับเรื่องอะไรสักอย่าง ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเรื่องนี้แหละ มันทำให้เธอเผลอตอบตกลงช่วยเขาไปอย่างช่วยไม่ได้
ปัจจุบัน
อีเฟย์คนโง่เอ๊ย...
ปวริศาก่นด่าตัวเองในใจมาตลอดทาง ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้เธอคงไม่หลวมตัวช่วยไอ้พี่เฮงซวยแม่งหรอก ทั้งๆที่เขาเกิดก่อนเธอแค่ไม่กี่วิแท้ๆ
นอกจากจะต้องปลอมตัวเป็นผู้ชายแล้ว เธอยังต้องไปนอนค้างหอผู้ชายอีกต่างหาก!
โอ๊ย อยากจะบ้าตาย ไม่น่าไปรับปากมันเลย แถมเธอยังลงทุนตัดผมยาวสลวยของตัวเองทิ้งอีกนะ แต่พอเธอเปลี่ยนใจไม่ยอมช่วย ไอ้พี่บ้าก็ทำหน้าซึมเหมือนหมาหงอย ไอ้เราก็ทั้งสวยทั้งใจดี ใจอ่อนไปอีก
สุดท้ายแล้วเป็นไง เธอเลยต้องปลอมตัวเป็นพี่ชายของตัวเองเนี่ย
ถ้าหากวัดกันเรื่องหน้าตา เธอยอมรับว่าเราหน้าเหมือนกันมากแต่ส่วนสูงของเรามันต่างกันตั้ง 10 เซนติเมตร ไม่รู้ว่าจะถูกจับได้มั้ย? ไหนจะนมอวบๆโตๆของเธออีกล่ะ แม่ก็ให้มาเยอะซะด้วย ถ้าหากต้องเอาแผ่นผ้ามารัดหน้าอกไว้ทั้งวันมันคงจะอึดอัดแย่ ขนาดตอนอยู่บ้านเธอยังไม่อยากจะใส่เสื้อในเลยด้วยซ้ำ คิดแล้วก็อยากจะบ้าตาย
มหาลัยช่วงปิดเทอมจะว่าไปมันก็ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิด ยังมีชมรมอื่นๆเขาก็มาทำกิจกรรมด้วยเหมือนกัน 3 อาทิตย์หลังจากนี้ไม่รู้ว่าเธอจะต้องเจอกับอะไรบ้าง คงได้แต่ภาวนาว่าอย่าถูกจับได้ก็พอ
10 a.m. @ โรงยิม
ปวริศายืนเข้าแถวรวมกับคนอื่นๆ ก่อนมาพี่ฟลินก็เอารูปพวกรุ่นพี่กับเพื่อนๆในทีมมาให้ดูบ้างแล้ว เลยคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ที่เธอหนักใจมากที่สุดก็คือตลอด 3 สัปดาห์นี้เธอต้องนอนห้องเดียวกันกับหนึ่งในคนพวกนี้น่ะสิ เฮ้อ แค่คิดก็กลุ้มแล้ว
นอกจากโค้ชแล้วยังมีสมาชิกในทีมรวมๆกันแล้วประมาณ 25 คนและผู้จัดการทีมที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาสวยมากแต่ดูหน้าเหวี่ยงๆไปหน่อย
ปี๊ด...
เสียงนกหวีดดังขึ้นคล้ายกับส่งสัญญาณให้เราทุกคนเงียบ ไอ้คนที่เป่าก็คือกัปตันทีมฟุตบอล พี่ฟลินบอกว่าถ้าเลี่ยงได้ก็อย่าไปปะทะกับมันเพราะว่าอีตาคนนี้มันเสือผู้หญิงยืนหนึ่งเรื่องเจ้าชู้ เธอยอมรับว่าอีตานี่มันหล่อจริงๆก็ไม่แปลกหรอกที่สาวจะติดตรึม แต่เขาก็ไม่ใช่สเปคเธอหรอก เธอชอบผู้ชายเนิร์ดๆใส่แว่นแล้วก็เกลียดผู้ชายเจ้าชู้มากที่สุดแต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเกลียดอะไรก็มักจะได้แบบนั้น
“มาแล้วก็รายงานตัวกันด้วย” เสียงทุ้มมีเสน่ห์จากคนที่ยืนอยู่หน้าแถวดังขึ้น ก่อนที่เขาจะเรียกชื่อของแต่ละคนขึ้นมาทีละคนเพื่อเช็คชื่อ
“ปวริศ โชคอนันต์”
หญิงสาวยังคงยืนบื้อเพราะลืมไปว่านั่นมันชื่อของพี่ฟลิน จนกระทั่งเสียงห้าวแหกปากตะโกนขึ้นมาเสียงดังอีกครั้ง
“ปวริศ ไม่มาใช่มั้ย”
เท่านั้นแหละ...เธอถึงสะดุ้งได้สติจึงยกมือขึ้นแล้วเอ่ยเสียงดัง “มาคะ...ครับ” เมื่อได้สบตาคมเข้มของผู้ชายหน้าแถว เธอก็ถึงกับเหงื่อตก เวรกรรม...แม่งลืมดัดเสียง
“ยืนเหม่อห่าอะไร” เขาพูดแค่นั้นแล้วก็หันไปเช็คชื่อต่อ ทำเอาเธอถึงกับลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ไอ้ฟลิน วันนี้มึงดูแปลกๆนะ” จู่ๆคนข้างๆก็ชวนคุย เขาเป็นผู้ชายตัวสูงใส่แว่นสายตาเหมือนเด็กแก่เรียน เอาตามจริงนะอย่างคนข้างๆนี่แหละสเปคเธอเลย
“แปลกยังไงวะ” เธอพยายามทำเสียงให้เข้มขึ้นแล้วก็เลียนแบบสไตล์การพูดของพี่ฟลินให้เนียนมากที่สุด
คนข้างๆเธอเรียนอยู่ปีสามเหมือนกันกับพี่ฟลินแต่คนละคณะ เขาชื่อว่า ‘ฉลาม’ เธอจำได้ ส่วนเธอจะเข้าเรียนปีหนึ่งคณะเภสัชฯเปิดเทอมหน้านี้แหละ เหตุผลที่เรียนช้ากว่าพี่ฟลินก็เพราะว่าเธอซิ่วไปสองปี กว่าจะสอบติดก็แทบกระอักเลือด
“ก็แบบ...มึงดูเตี้ยลง” เขาทำหน้างงๆพร้อมมองหน้าเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
“อ่อ เอ่อ คือ กูลืมใส่แผ่นเพิ่มความสูงไงเลยแบบเตี้ยกว่าเดิม”
โอ๊ย นี่ก็คิดได้นะ แต่มันก็น่าจะเนียนที่สุดแล้วนะ พอมองหน้าเขา เขาก็ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ
“เหรอวะ”
“ก็เออดิ” เธอหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะมองไปทางอื่นทำเป็นสนใจอย่างอื่นแทนเพื่อตัดบทไม่ให้เขาถามอะไรอีก
ความจริงเธอสูง 173 เซนติเมตร ถือว่าสูงมากถ้าเทียบกับผู้หญิงด้วยกัน แต่เธอกลายเป็นคนเตี้ยมากที่สุดตอนยืนอยู่กับผู้ชายตัวสูงๆพวกนี้เองต่างหาก อย่างไอ้กัปตันที่ยืนพล่ามจนน้ำลายกระเด็นอยู่ข้างหน้านั่นก็น่าจะสูง 190 เซนติเมตรได้ล่ะมั้ง คนหรือเสาไฟฟ้าวะเนี่ย
“วันแรกก็ไม่มีอะไรมาก ชิลๆไปก่อนก็ละกันแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้จะเริ่มซ้อมจริงจัง ส่วนตอนนี้เอาสัมภาระไปเก็บก่อน ส่วนชื่อรูมเมทกูแปะไว้ที่บอร์ดหน้าหอแล้ว กลับมาเจอกันอีกทีตอนบ่าย แยกย้ายได้”
พอได้ยินคำสั่งแยกย้าย เธอก็เตรียมจะเดินไปเหมือนคนอื่นบ้างแต่ทว่า...
“เดี๋ยว! ไอ้ปวริศ! มึงอ่ะอยู่ก่อน” เสียงทุ้มจากคนตัวสูงดังขึ้นรั้งตัวเธอเอาไว้
ตอนนี้เองที่หัวใจเธอเต้นรัวหรือว่าไอ้หมอนี่มันจับได้แล้วว่าเธอปลอมตัวมา!
ยังไม่ทันได้พูดอะไรอีกฝ่ายก็โยนกระเป๋าเป้ใบหนึ่งส่งมาให้เธอ โชคดีที่รับไว้ได้ทันแต่ก็เซไปหลายก้าวอยู่เหมือนกันเพราะมันหนักมากสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอ
“อ้อนแอ้นจังวะมึงเนี่ย มีแรงรึเปล่าวะ” เขาเอ่ยพร้อมขมวดคิ้วมองเธอ
“...”
“กูฝากมึงเก็บของที่ห้องด้วย อ่ะนี่กุญแจห้อง”
ปวริศายื่นมือไปรับอย่างงงๆก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “อะไรครับพี่”
“กูนี่แหละรูมเมทมึงเอง”