Tulip 16

1377 Words
Tulip 16 หลายวันผ่านไป ฉันยังมีอาการแบบเดิม อาเจียนเหมือนเดิมเวียนหัวเหมือนเดิม ถึงแม้จะพักผ่อนและกินอาหารอ่อน ๆ ก็เหมือนจะไม่มีผลอะไรเลย และเหมือนอาการที่เป็นอยู่จะรุนแรงขั้นสุดเมื่อฉันพักเที่ยงแล้วไปนั่งกินข้าวกับพี่ ๆ ที่ร้านดอกไม้ แต่กลิ่นอาหารที่สัมผัสได้มันเหม็นมากจนฉันต้องรีบปิดปากวิ่งเข้าห้องน้ำเพื่อที่จะได้อาเจียนออกมาอย่างหมดแรง ทุกอย่างรอบตัววุ่นวายไปหมด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกพยุงให้ขึ้นรถไปพร้อมกับน้องลมที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังเป็นเพื่อนฉัน แต่ก็ไม่เข้าใจให้คนเจ็บแขนมานั่งเฝ้าคนเวียนหัว มันจะช่วยกันได้ไหมล่ะคะเนี่ย แล้วน้องลมก็เหมือนเคยนั่นคือไม่กล้าสัมผัสหรือแตะตัวฉัน ก็บอกแล้วว่าน้องเป็นสุภาพบุรุษมาก ๆ เลยที่นั่งด้านหลังก็คอยเฝ้าอาการอยู่เช่นเดียวกัน “ไหวไหมขวัญ?” พี่พิมพ์ที่ขับรถอยู่เอ่ยถามฉันอย่างเป็นห่วง “หนูเวียนหัว จะอ้วกจะตลอดเลย” ตอนนี้ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่ “อดทนอีกนิดนะ จะถึงแล้ว” นั่นคือสิ่งที่พี่พิมพ์บอกกับฉัน เมื่อถึงโรงพยาบาลก็ถูกพาตัวเข้าไปในห้องฉุกเฉินทันที ฉันเวียนหัวและตาลายจนสติเลอะเลือนไปหมดรู้เพียงแค่มีพยาบาลเข้ามาเจาะเลือดที่แขนไปตรวจพร้อมกับให้น้ำเกลือ แต่พอลองหลับตานิ่ง ๆ ไปสักพักใหญ่ก็เหมือนจะรู้สึกดีขึ้น แต่ยังมีบ้างที่รู้สึกอยากจะอาเจียน “คนไข้พิมพ์ขวัญเป็นยังไงบ้างครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ฉันฝืนลืมตาขึ้นมองก่อนจะพยักหน้าส่งให้เจ้าของเสียง ซึ่งเป็นคุณหมอที่ยืนอยู่ข้างเตียงคนไข้ “ตอนนี้ยังมีอาการอะไรอยู่บ้างครับ” “เหมือนอยากจะอาเจียนตลอดเลยค่ะ เวียนหัวแล้วก็เริ่มที่จะเหม็นกลิ่นคุณหมอแล้วด้วย” ฉันตอบไปตามตรงแล้วก็มานึกเสียใจที่พูดตรง ๆ ไปแบบนั้น แต่ฉันไม่สามารถห้ามความคิดและปากตัวเองในตอนนี้ได้เลย อยากงอแงจนจะร้องไห้อยู่ “ขอโทษค่ะ คือ คือไม่ได้ตั้งใจ” แต่กลิ่นเสื้อคุณหมอทำให้ฉันรู้สึกปวดหัวมากจริง ๆ นะคะ ฮื่อ ฉันจะพูดยังไงดีตอนนี้รู้สึกแย่มากเลยที่พูดไปแบบนั้น “หมอเข้าใจครับ ไม่ต้องกังวลหรอกนะ แต่ผลตรวจเลือกออกแล้วนะครับ” คุณหมอส่งยิ้มให้ไร้ท่าทีโกรธเคืองที่ฉันพูดไม่ดีกับคุณหมอไปก่อนหน้านี้ “ขอโทษนะคะคุณหมอ ขอโทษจริง ๆ ค่ะ” “ไม่เป็นอะไรครับ เอาละคนไข้พิมพ์ขวัญ มาด้วยอาการเวียนหัว อาเจียนอย่างรุนแรง จากผลเลือดพบว่าตอนนี้ระดับค่าเอซซีจีสูง” “คือยังไงเหรอคะ? อาหารเป็นพิษเหรอคะ?” ฉันทวนถามเมื่อได้ยินไม่ค่อยชัด คุณหมอส่งยิ้มให้ก่อนจะเอ่ยตอบกลับมาอย่างใจเย็น “ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่อาหารเป็นพิษนะครับ” “...” “ตอนนี้คนไข้กำลังตั้งครรภ์” “...” “อายุครรภ์เก้าสัปดาห์แล้วนะครับ อาการที่เป็นอยู่คืออาการแพ้ท้อง วันนี้ไม่มีอะไรน่ากังวลคนไข้อาจจะตกใจที่มีอาการรุนแรง ซึ่งอาการเหล่าจะหายไปตามช่วงอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้นนะครับ เดี๋ยวหมอจะจัดยาบำรุงและยาแก้แพ้ให้ก่อน” “...” “คนไข้ครับ คุณพิมพ์ขวัญ” “คะ? อ้อ ค่ะๆ” ฉันขานรับอย่างตกใจ หูฉันดับไปช่วงวินาทีหนึ่งไม่ได้ยินอะไรเลยตั้งแต่ที่ได้ยินคุณหมอแจ้งว่าฉันตั้งครรภ์ คุณหมอมองหน้าฉันพร้อมกับรอยยิ้มน้อย ๆ และอธิบายให้ฟังอีกครั้งก่อนจะบอกว่ารอน้ำเกลือหมดก็กลับบ้านได้ ระหว่างนั้นฉันก็นอนนิ่ง ๆ บนเตียงขบคิดกังวลไปสารพัด ฉันกลัว... กลัวว่าพี่พิมพ์จะโกรธที่ฉันทำตัวเหลวไหลจนท้องแบบนี้ พี่พิมพ์ต้องเสียใจเพราะฉันอีกแล้ว เป็นน้องที่ไม่ได้เรื่องเลยฉันคนนี้น่ะ พี่พิมพ์ต้องคอยตามดูแลอยู่ตลอดตอนนี้ก็ยังทำให้พี่เสียใจอีก “พี่พิมพ์” ฉันที่ออกจากห้องฉุกเฉินและนั่งรอบนรถเข็นเห็นพี่พิมพ์เดินเข้ามาใกล้ก็รีบเอ่ยเรียกพี่สาวเพียงคนเดียวด้วยความเสียใจ แต่พี่พิมพ์กลับส่งยิ้มให้ฉันและเดินเข้ามากอดฉันไว้ ไม่มีคำดุด่า ไม่มีถ้อยคำต่อว่า มีเพียงรอยยิ้มและอ้อมกอดอบอุ่นที่พี่พิมพ์ยังคงมอบมันให้กับฉัน “กลับบ้านกันนะ” นั่นคือสิ่งที่พี่สาวบอกในวันที่ฉันรู้สึกตกใจและเคว้งมากที่สุดในรอบหลายปี “ค่ะ” อย่างน้อยที่บ้านก็ยังมีพี่พิมพ์ คนที่รักและหวังดีต่อฉันที่สุด หลังจากที่กลับมาถึงบ้านฉันรู้สึกเพลียมาก พี่พิมพ์จึงพากลับขึ้นไปบนห้องนอน ส่งเข้านอนและบอกว่าจะออกไปทำงานมีอะไรให้โทรหาหรือจะเรียกน้องลมก็ได้ ฉันพยักหน้าเข้าใจรอกระทั่งพี่สาวออกจากห้องนอน ฉันที่รู้สึกเพลียได้แต่นอนร้องไห้เงียบ ๆ กับการกระทำที่แสนสิ้นคิดของตัวเอง ฝ่ามือสั่นเทาของตัวเองยกขึ้นวางที่ท้องก่อนจะออกแรงลูบไปเบา ๆ แต่เชื่อไหมตั้งแต่ที่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ฉันไม่มีความคิดที่จะเอาเขาออกเลย มันเป็นเพียงแค่ความรู้สึกตกใจแต่ฉันไม่ได้อยากทำร้ายเขา ตอนนี้ฉันเดาใจพี่พิมพ์ไม่ออกเลยสักนิด ไม่รู้ว่าพี่โกรธไหมหรือโมโหหรือเปล่า เพราะฉันได้รับเพียงรอยยิ้มและการกระทำแสนอบอุ่นจากพี่สาวเท่านั้นเลยดูไม่ออกว่าแท้จริงแล้วพี่สาวกำลังคิดอะไรอยู่ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนบ่ายแก่ ๆ พร้อมกับอาการท้องร้อง นั่นจึงทำให้ฉันล้างหน้าแล้วเดินลงมาข้างล่าง ภายในบ้านมีแค่น้องลมนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นที่พอเห็นฉันก็รีบเดินหันกลับมามองทันที “พี่ขวัญเป็นยังไงบ้างครับ หิวไหม เดี๋ยวผมอุ่นข้าวให้” คนบาดเจ็บที่แขนเอ่ยอาสา ความใจดีของน้องทำให้ฉันหลุดหัวเราะเบา ๆ ทันทีด้วยความรู้สึกสบายใจในรอบหนึ่งวัน “เดี๋ยวพี่ทำเอง เจ็บแขนอยู่นะ” “แค่อุ่นข้าวเองครับ” น้องบอกพร้อมกับทำหน้าเขิน ๆ คงจะลืมตัวว่าตัวเองก็บาดเจ็บอยู่ “ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวพี่จัดการเองค่ะ ขอบใจนะ” “มีอะไรเรียกได้เลยนะครับ” น้องลมบอกย้ำกับฉัน ฉันพยักหน้าส่งให้น้องก่อนจะเดินเลี่ยงไปที่ห้องครัว แต่พอได้กลิ่นห้องครัวฉันก็ออกอาการพะอืดพะอมอีกครั้งจนต้องรีบเดินเข้าไปอาเจียนในห้องน้ำทันที แล้วแบบนี้ฉันจะกินอะไรได้ล่ะ ฮึก ทำไมมันทรมานแบบนี้กัน “พี่ขวัญ...” “ลม ช่วยพี่ได้ไหม ช่วยเอาน้ำให้พี่สักขวดได้ไหม” ท้ายที่สุดก็ต้องเอ่ยขอร้องคนเจ็บ เพราะฉันเฉียดกายเข้าใกล้ห้องครัวไม่ได้เลย มันเหม็นมาก หลังจากที่อาเจียนเสร็จฉันก็เดินมาที่โซฟาห้องนั่งเล่น นั่งขบคิดอะไรไปเรื่อย ทั้งดีใจที่มีเจ้าตัวเล็กอยู่ในพุงตัวเอง แต่ก็กังวลว่าตัวเองจะดูแลเขาได้ไหม ไหนจะรู้สึกผิดที่ทำตัวไม่น่ารักแบบนี้ ทุกอย่างมันตีกันอยู่ภายในหัว ทั้งยังคอยขบคิดหาทางออกที่ยังไม่มีวี่แววจะเจอ ลมที่เห็นว่าฉันร้องไห้ก็ลนลานหาทิชชูส่งให้ ทั้งยังเดินวนไปวนมาเอาน้ำดื่มเย็น ๆ และผลไม้มาวางไว้ให้ ก่อนจะออกไปนั่งที่เก้าอี้ที่เทอเรสบ้านและคอยสังเกตมองฉันอยู่บ่อย ๆ ส่วนฉันอารมณ์ตีกันไปหมดแต่ไม่รู้ว่าจะต้องจัดการตัวเองยังไงเลยทำได้เพียงแค่นั่งร้องไห้อยู่แบบนั้น
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD