ในพระราชวังประจำพระองค์ กายสูงโปร่งในอาภรณ์เนื้อดีราคาแพงสีอ่อน ตัดเย็บด้วยด้ายที่สั่งซื้อจากต่างเมือง นอกจากจะเหนียวและทนทาน เวลาค่ำมืดยังสามารถทอประกายเล็ก ๆ ราวกับไข่มุกราตรี มือหนายกชาขึ้นจิบทั้งที่เหลือบมองคู่สนทนาเล็กน้อย
ในหัวหาคำพูดมาโต้แย้งมารดาไม่หยุด แต่สุดท้ายข้ออ้างทั้งหลายล้วนแล้วแต่ถูกมารดาต้านรับตอบกลับมาอย่างหมดรูป เมื่อถูกกดดันด้วยความเงียบ เขาจึงต้องวางถ้วยชาอุ่นในมือลงแล้วกล่าว
" ท่านแม่ ข่าวด้านนอกนับเป็นอันใด ท่านเพียงปล่อยผ่านเท่านี้ก็ไม่ต้องร้อนใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ "
ชายหนุ่มรู้สึกเสียดายไม่น้อยที่มารดาใช้โอกาสที่หาได้ยาก ขอประทานอนุญาตจากเสด็จพ่อเพื่อมาหาเขาที่วังนอกโดยเฉพาะ แทนที่จะใช้เพื่อความสำราญใจของตนเอง
" เพียงเจ้ารับคุณหนูสักคนแต่งงาน เท่านี้ก็สิ้นเรื่อง "
ชายหนุ่มรู้สึกอัดอั้น ในใจอยากจะกล่าวกับมารดาเหลือเกินว่า ตระกูลของพวกนางคิดแบบท่านแม่เสียที่ไหน ?
เห็นความแน่วแน่นั้นแล้วก็รู้สึกพูดไม่ออก เขาจับสัมผัสบริเวณนี้ทั้งหมด ตรวจจับว่าไม่มีใครฝ่าฝืนคำสั่งรั้งอยู่เพื่อดักฟังการสนทนาของเจ้านายทั้งสอง จึงได้ตั้งใจสนทนาต่อไป
เชียนเสียงกะพริบตาช้า ๆ เพราะกำลังหาประโยคดี ๆ ในการตอบพระมารดา " ท่านต้องใจเย็น ๆ รอก่อนสักหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ "
ดวงหน้างดงามจับจ้องบุตรชายด้วยประกายดุร้าย เป็นองค์ชายจะปล่อยให้มีข่าวเสื่อมเสียไปเพื่ออันใด แสดงออกว่าเป็นเพียงคนไร้ค่าก็แล้วไปเถิด นี่ถึงกับมีข่าวลือว่าเป็นองค์ชายที่ชื่นชอบชายเช่นเดียวกัน
หัวอกมารดาเช่นนางไหนเลยจะเพิกเฉย " เจ้าอยากแกล้งป่วยก็ทำไป แต่อย่าเอาเลือดเนื้อของสกุลเสวียนมาล้อเล่น เจ้าก็รู้ กว่าสกุลเสวียนเราจะมีหลานชายสักคนเป็นเรื่องยากยิ่ง แต่เจ้ากลับปฏิเสธที่จะส่งแม่สื่อไปหาคุณหนูดี ๆ สักคนอีกครั้ง เจ้ายังอยากเป็นลูกข้าอยู่หรือไม่ "
เจ้าตัวเลิกคิ้วแล้วกล่าว
" ลาออกได้หรือพ่ะย่ะค่ะ ? "
ใบหน้างามดุดันยิ่งกว่าเดิม " ..นี่เจ้า "
ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วกล่าว
" เสด็จแม่.. " ใบหน้าสลดลงไปเล็กน้อย ไม่ได้สำนึกสักนิดว่าได้กล่าวเรื่องลาออกบ้าบออันใดออกไป " คืนนี้ก็เดือนเพ็ญแล้ว ท่านกังวลไปก็เท่านั้น "
เสวียนเหม่ยเหรินยื่นคำขาด " เจ้าต้องหาสาวใช้อุ่นเตียงสักคน ไม่อย่างนั้นแม่จะเอาเจ้าไปขังรวมกับนางคณิกาที่ดังที่สุดในเมืองหลวง เอาตั้งแต่ลำดับที่หนึ่งถึงสิบเลยเป็นอย่างไร ! "
..นั่นไม่ดี ไม่ดีและไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง
เขาที่เหม็นสาบหญิงสาวนางอื่นจนทั้งวังมีเพียงผู้ชาย เท่านี้ก็น่าอนาถพอแล้ว ยังต้องไปถูกขังรวมกับนางคณิกาเป็นสิบ
องค์ชายเก้ายิ้มเจื่อน " ท่านแม่รักข้ายิ่งกว่าสิ่งใด คงไม่ทำอย่างนั้นจริงๆ ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ "
เสียงเยือกเย็นของพระนางกล่าว " คนอย่างข้าเคยพูดเล่นกับเจ้าหรือเชียนเสียง ? "
" ... "
" ข้าให้เวลาเจ้าอีกหนึ่งเดือน ถ้าเรื่องเท่านี้ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้ตนเองได้ ก็เตรียมไปอยู่กับแม่นางทั้งหลายเสีย "
ร่างสง่างามในอาภรณ์ประณีตตัดเย็บด้วยฝีมือของช่างตัดเย็บในวังหลวงที่ฝีมือดีที่สุด ผุดลุกขึ้นแล้วเดินผ่านหน้าบุตรชาย ปรายตาดุร้ายใส่ครั้งหนึ่งแล้วส่งเสียงในลำคอด้วยความโมโห
ชายหนุ่มเดินตามหลังมา ก็พอดีกับร่างสง่างามของพระมารดากำลังจะเหยียบตั่งเล็กเพื่อขึ้นรถม้าประจำพระยศ
" น้อมส่งเสด็จแม่ "
" ... "
ไม่กล่าวสักคำ แล้วสะบัดแขนเสื้อใส่ครั้งหนึ่ง
ยื่นมือออกให้คนสนิทประคอง ก้าวขึ้นไปโดยไม่หันมามองบุตรชายที่ค้อยกายน้อมส่งอยู่
องค์ชายเก้าหลงเชียนเสียงยืนมองขบวนเสด็จของพระมารดา จนเมื่อขบวนนั้นหายลับตาไป เขาจึงได้หันกายมาหาคนสนิทที่ยืนรอโดยไม่พูดไม่จา
" เจ้าเตรียมเอาไว้แล้วใช่หรือไม่ ? "
" เตรียมพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ "
เขาพยักหน้าหนึ่งครั้ง แล้วเดินหายไปยังห้องลับ..
องค์ชายหลงเชียนเสียงในคราบหนุ่มท่าทางราวกับคนอ่อนแอ นั่งรถม้าอย่างดีเพื่อเดินทางไปยังที่ดินที่เคยสั่งช่างก่อสร้างเรือนเอาไว้นอกเมืองหลวง
นั่นเพราะในสถานที่แห่งนั้นรายล้อมไปด้วยป่าไม้แทบทุกด้าน แม้เป็นรอบนอกเมืองหลวง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา แล้วเขาเองก็ชอบธรรมชาติแห่งนี้เป็นอย่างมาก ทั้งสงบเงียบและมีเผ่าพันธุ์ที่คล้ายกันอาศัยอยู่บริเวณนี้เต็มไปหมด
เผ่าพันธุ์..
ต้องอยู่เพื่อกลมกลืน
..ไม่อย่างนั้นจะกระหายไม่รู้จบ
ช่างเป็นสิ่งที่เกินความเข้าใจของคนธรรมดา แต่ก็เกิดขึ้นแล้วในสายเลือดที่ให้กำเนิดเด็กชายยากที่สุดอย่างตระกูลเสวียน พรสวรรค์เรื่องพละกำลังยากที่ผู้ใดจะเทียบได้ แต่ต้องแลกมาด้วยคำสาปอย่างหนึ่งที่ยากจะแก้ไข
จนกว่าจะเจอคนแห่งโชคชะตา มันจึงจะหายไป
เมื่อใดที่ชายสายเลือดสกุลเสวียนเติบใหญ่ พร้อมสำหรับการมีทายาท เมื่อนั้นคำสาปแรกก็จะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันเพ็ญ แล้วนับตั้งแต่นั้นไปอีกเจ็ดวันจึงสิ้นสุด
" คิดถึงจริง ๆ เลย "
เชียนเสียงไม่ได้คิดถึงสถานที่ที่เขาสร้างเอาไว้เพื่อพำนัก แต่สิ่งที่คิดถึง คือบรรดาม้าทั้งหลายที่อยู่ในเขตที่ดินข้าง ๆ ความสนุกสนานและอิสระที่เคยสัมผัส ทำให้องค์ชายที่ต้องระวังตนเองอยู่ตลอด อดคิดถึงการใช้ชีวิตอันแสนธรรมดาเหล่านั้นไม่ได้ในทุกวัน
เดินทางมาถึงก็คล้อยบ่ายมากเสียจนเงาดำเริ่มทาบทับ สั่งคนสนิทด้วยสายตาครั้งหนึ่ง แล้วเดินหายเข้าไปในเรือน
แม้มีคนติดตามเขามาจำนวนมาก แต่มีเพียงองครักษ์ประจำตัวเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ล่วงล้ำเข้าไปได้
จัดการวางสัมภาระต่าง ๆ ลงแล้วสำรวจภายในห้องของตนเอง เมื่อไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลก็เดินไปด้านหลังพร้อมกับอาภรณ์ในมือ กายเปลือยเปล่าเดินไปยังสระน้ำหลังเรือน
นั่งลงไปยังขอบสระน้ำขนาดเล็ก ที่อาศัยการปันเส้นทางมาจากน้ำตกสายเล็กเพื่อให้ไหลลงมาเติมเต็มสถานที่แห่งนี้ โดยไม่ต้องมีผู้ใดต้องลำบากหาน้ำมาใส่สระเล็กนี่ทั้งสิ้น
รอบขอบบ่อยังเป็นพืชหายากที่แผ่กลิ่นหอมอ่อนอย่างดอกบัวสวรรค์ ที่มีสรรพคุณเลิศล้ำยากต่อการครอบครอง
เวลาผ่านไปถึงหนึ่งชั่วยาม กายสูงมองออกไปยังฝั่งตรงข้ามที่มีทางเดินดินเล็ก ๆ เหลือบมองบนฟ้าก็เจอกับแสงอ่อนที่คุ้นเคย
เมื่อพระจันทร์ทรงกลมถูกเมฆหมอกเคลื่อนตัวให้แสงสว่างสีนวลเล็ดลอดสาดส่องเต็มทั้งดวง จึงได้ผุดลุกขึ้น เดินลงไปแหวกว่ายเพื่อข้ามฝั่งไปยังเส้นทางเล็กหนึ่งเดียวจากปลายทางนั้น
กายสูงโปร่งเดินขึ้นฝั่งตรงทางเดินขนาดเล็ก ด้วยร่างเปลือยเปล่าอันงดงามและสมบูรณ์แบบ ยากต่อผู้ที่ชื่นชอบความเป็นบุรุษเพศที่มีกายอันเต็มไปด้วยเสน่ห์จะเมินเฉยไปได้ อีกทั้งเครื่องเพศที่ปราศจากปราการใดห่อหุ้ม แม้ไม่ได้ตื่นขึ้นมาก็ยังสามารถคาดการณ์ได้ เมื่อใดที่มันผงาดขึ้น ขนาดที่แท้จริงคงทำให้ทั้งเมืองต้องครั่นคร้าม
ชายหนุ่มที่ร่างกายไม่ได้บึกบึนอย่างนักรบ แต่กลับผอมบางราวบัณฑิต ภายใต้ร่มผ้าอันเปลือยเปล่ากลับมีเส้นสายกล้ามเนื้อเรียบตึง แล้วยังเครื่องเพศที่ใหญ่โตไม่เหมาะกับสะโพกของเขาสักนิด
ทั้งหมดเจ้าตัวล้วนไม่ใส่ใจ รอยยิ้มหนึ่งปรากฏขึ้นแล้วเลือนหาย เพียงแสงจันทราเต็มดวงกระทบร่าง กายเปลือยเปล่าหล่อเหลาก็ค่อย ๆโค้งลง ผิวละเอียดเรียบตึงแปรเปลี่ยนเป็นสีดำลื่นแซมไปด้วยขนสีเดียวกัน จนทั้งร่างเคลือบไปด้วยขนทั้งผืน
ดวงหน้ายื่นออกจมูกแปรเปลี่ยนเป็นใหญ่โต นัยน์ตาใหญ่เท่ากับผลผูเถาสีเข้ม
..แต่ประกายสุกใสแวววาว
ใบหูยืดออกจนมีขนาดใหญ่มากกว่าฝ่ามือ ด้านหลังมีหางยื่นออก ตรงปลายเป็นพวงสละสลวยราวกับเส้นไหมเนื้อดี
มือและเท้าเปลี่ยนเป็นสีดำ นิ้วทั้งห้าหลอมละลายกลายเป็นกีบของอาชา
ท่ามกลางป่าไผ่ที่เงียบสงบ ปรากฏม้าเหงื่อโลหิตสีดำขนาดใหญ่ยืนด้วยท่าทีหยิ่งทะนง เต็มไปด้วยพละกำลังที่ยากต่อการปราบพยศ