ตอนที่ 2 คนอะไรก็ไม่รู้หล่อมาก!!
วสิทธิ์จับจูงมือหญิงสาวคนหนึ่งเดินไปตามทางเดินของห้างฯ โดยสายตามองไปยังมุมหนึ่งที่นาธารบอดี้การ์ดที่ควบตำแหน่งผู้ช่วยกำลังเดินเข้ามาหา ชายหนุ่มยกมือขึ้นเล็กน้อยแล้วโบกเป็นสัญลักษณ์ให้ออกไป เขาไม่ชอบคนติดตามใกล้ชิด แม้ในความเป็นจริงจะมีคนดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดเวลา แต่เขาชอบชีวิตอิสระที่ไปไหนมาได้เหมือนคนทั่วไป
การเข้ามาของนาธารมีเหตุผลที่เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะนาธารคิดว่าชายหนุ่มผู้เป็นนายอาจต้องการความช่วยเหลือซึ่งมาจากหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้ และแม้ไม่เคยเกิดเหตุลอบทำร้ายวสิทธิ์มาก่อน แต่การระวังคนแปลกหน้าเป็นหน้าที่ของบอดี้การ์ด
ระหว่างเดินไปข้างหน้าวสิทธิ์ยังได้ยินเสียงคนที่เดินตามหลังพูดบ่นอีกมากมาย เธอไม่ต้องการให้เขาเสียเงิน ใจความมีเท่านั้นและความหมายข้อเดียว จนเข้ามาในร้านแว่นแห่งหนึ่งแล้วถูกพาเข้าไปวัดสายตา มือหนาจึงได้ยกขึ้นมาแคะขี้หูตัวเองเล็กน้อย เหมือนว่ามันจะคันนิด ๆ เพราะเสียงพูดไม่หยุดนั้น
“ขอโทษนะครับ รบกวนช่วย...” วสิทธิ์นิ่งไปเล็กน้อยเมื่อสายตามองซากแว่นในมือ ตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะให้พนักงานช่วยทิ้ง แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าเสียดายขึ้นมาซะอย่างนั้น ทั้งที่มันไม่มีวันเกิดประโยชน์สำหรับเขา เป็นได้มากที่สุดก็คือขยะ “ช่วยหากล่องมาใส่มันหน่อยครับ แล้วผู้หญิงที่กำลังวัดสายตา เอาเลนส์ ขาแว่น และอุปกรณ์เกี่ยวกับแว่นดีที่สุดของร้านนี้ครับ”
“ได้เลยค่ะคุณผู้ชาย...” พนักงานหญิงรับซากแว่นและบัตรเครดิตพร้อมน้ำเสียงอ่อนหวาน เธอยิ้มเล็กยิ้มน้อยเมื่อชายตรงหน้าดูหล่อเหลาเหลือเกิน ทั้งใบหน้าและเสื้อผ้าที่สวมใส่ทำให้ผู้ชายคนนี้ดูภูมิฐานแม้ไม่ได้ใส่สูทผูกไท
มือหนาหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าแล้วนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนที่ชายหนุ่มจะเลือกเก็บมันคืนกลับไว้ที่เดิม เปลี่ยนไปหยิบเงินสกุลดอลลาร์สีเทาเขียวออกมาหนึ่งใบ ขอยืมปากกาจากพนักงานมาเขียนอะไรบางอย่างลงบนธนบัตรด้วยรอยยิ้ม
“รบกวนเอาให้เธอด้วยนะครับ” ชายหนุ่มส่งธนบัตรและปากกาคืนกลับให้แก่พนักงาน จากนั้นก็รับกล่องกำมะหยี่สีเทาซึ่งบรรจุเศษซากความแตกหักของแว่นเดินออกไปจากร้าน ยังทิ้งรอยยิ้มและแววตาที่จับจ้องไปทางห้องตรวจเช็กสายตาซึ่งมีร่างบางอยู่ภายในนั้น
เวลาผ่านไปหลังผ่านการตรวจเช็กค่าสายตา นิรันดาออกจากห้องขนาดเล็กด้วยความมึนงง ยังคิดหาชายผู้พาเธอมาที่นี่ ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาหายไปไหนเสียแล้ว
ระหว่างที่เดินออกมานั่งรอภายในส่วนพื้นที่ของร้านได้รับฟังคำบอกเล่าจากพนักงาน ใจความที่เธอตกใจและมึนงงไม่น้อยคือ...เขาคนนั้นจ่ายเงินให้เธอแล้ว แต่ที่พนักงานย้ำบ่อยจนผิดประเด็นก็คือ ‘ผู้ชายคนนั้นหล่อมาก’
“ผู้ชายคนที่พาฉันมาตัดแว่นเขาบอกว่าต้องใช้ของทุกอย่างดีที่สุด และจ่ายค่าแว่นราคาห้าหมื่นบาทเรียบร้อยแล้วเหรอคะ?” หญิงสาวจำได้ว่าพูดประโยคนี้ไปแล้วสามรอบ แต่เธอยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงจนต้องถามซ้ำอีกหน จะมีใครที่เอาเงินมาทิ้งกับแว่นของเธอด้วยราคาครึ่งแสน
“ใช่ค่ะ! แล้วเขาก็ฝากธนบัตรใบนี้เอาไว้ด้วย ไม่ยอมเอาบัตรเครดิตไปด้วยนะคะ เฮ้อ...คนอะไรก็ไม่รู้หล่อมาก!! ตอนที่สบตากับเขาเหมือนพี่ตายไปแล้วเกิดใหม่เลยค่ะ หล่อมาก!!" พนักงานหญิงหน้าสวยพูดถึงชายอีกคนซึ่งไม่อยู่ตรงนี้ราวกับเพ้อฝัน
“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ... เอิ่ม...” หญิงสาวรับธนบัตรและบัตรเครดิตมามองพินิจ ในหัวสมองของหญิงสาวยังมียอดเงินครึ่งแสนที่ชายแปลกหน้าจ่ายให้ ไม่ทันทำความเข้าใจว่าเหตุผลใดใครคนนั้นต้องมาเสียเงินมากมายขนาดนี้ นิรันดาก็ต้องมาตื่นตระหนกซ้ำสองกับบัตรเครดิตที่เขาไม่ยอมเอากลับไปอีก
เธอนั่งอยู่กับความมึนงงและไม่เข้าใจอยู่อย่างนั้น นั่งรอแว่นสายตาที่พนักงานบอกว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะแล้วเสร็จ ไม่นานนิรันดาก็ได้แว่นอันใหม่ที่มีรูปแบบกรอบทรงใกล้เคียงกับของเดิมมาก แตกต่างไปที่ความสบายตาของเลนส์ปรับแสงแบบอัตโนมัติทุกการตกกระทบ กับน้ำหนักของแว่นที่เบาราวกับเธอไม่ได้สวมใส่อะไร เบาสมกับราคาครึ่งแสนที่ชายคนนั้นจ่ายไป
ระหว่างที่กำลังสวมแว่นและปรับการมองเห็นของสายตา พนักงานยังบอกถึงความพิเศษมากมายของเลนส์ชั้นดีนี้ เล่าถึงคุณภาพอันแสนคุ้มราคาและบริการของทางร้านที่หญิงสาวจะต้องประทับใจ ขณะที่คนฟังแทบไม่สนใจเลยสักนิด
ความพร่าเบลอของการไม่มีแว่นสายตาเลือนหายไป ตอนนี้โลกอันแสนสดใสกลับมาคมชัดอีกครั้ง สิ่งแรกที่หญิงสาวทำคือการมองบัตรเครดิตและธนบัตรในมือ เธอกำมันอยู่นานจนชื้นเหงื่อเล็กน้อย รู้สึกไม่เข้าใจการให้ไว้ของสองอย่างนี้กับเธอ และการกำมันไว้แน่นก็เหมือนเครื่องยืนยันว่าเขาจ่ายเงินให้เธอจริง ๆ เขาทิ้งบัตรเครดิตไว้จริง ๆ และเขาให้ธนบัตรไว้หนึ่งใบก็จริงเช่นกัน
นิรันดาคลี่ดูธนบัตรหลังจากพลิกดูบัตรเครดิตไม่มีอะไรพิเศษ มันก็แค่บัตรเครดิตทั่วไปก็เท่านั้น แต่ธนบัตรสีเทาเขียวที่แสดงสกุลเงินชัดเจนทำเอาตกใจ แค่ใบเดียวหากนำไปแลกก็ได้หลายพันบาทเพราะมูลค่าต่างกันกับเงินไทยเยอะ
“เงินเหลือหรือไงวะ แจกเงินดอลลาร์เนี่ย” เธอพูดเพียงได้ยินคนเดียวขณะพลิกแผ่นกระดาษไปอีกด้าน นั่นเองที่หญิงสาวได้พบข้อความภาษาอังกฤษบางอย่าง มีใจความว่า...
‘พรุ่งนี้ช่วยเอาบัตรเครดิตมาคืนผมหน่อยนะครับ ที่ร้านXXX ซอยแปด เวลาสิบเอ็ดโมง’ คนอ่านข้อความกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความสงสัย จากตัวอักษรเขียนมีความสวยงามสะอาดตา สำนวนที่ใช้ดูไม่ทางการมากเกินไปแถมยังสื่อความคุ้นชินในภาษา บ่งบอกว่าคนที่เขียนอาจเป็นเจ้าของภาษาเสียด้วยซ้ำ
จากตัวอักษรแม้จะไม่เห็นหน้าชายผู้นั้น นิรันดาก็พอคาดเดาได้ว่า...เขาคนนั้นเป็นคนมีระเบียบแบบแผน จากตัวอักษรที่เขียนด้วยความสวยงามแต่ดูไม่พยายาม จากสำนวนที่ใช้ก็บ่งบอกว่าเขาเก่งในการพูดทางการแต่ไม่ใช้สื่อสารกับเธอก็เท่านั้น
ในใจของหญิงสาวคิดขอบคุณที่เขาช่วยเหลือเรื่องแว่นสายตา ทั้งที่เขาไม่ใช่คนที่ชนเธอล้มจนเป็นเหตุให้แว่นต้องแตกหักเสียหาย แต่เขาก็ยังแสดงความมีน้ำใจ เธอควรไปตามนัดหมายเพื่อคืนสิ่งของให้กับเขา และควรไปขอบคุณเขาด้วยตัวเอง
มาคิดย้อนไปนิรันดาก็ยังไม่รู้เลยว่าการกลับบ้านโดยไม่มีแว่นสายตาจะยากลำบากแค่ไหน เมื่อเธออยู่ภายใต้กรอบแว่นนี้มาตั้งแต่อายุสิบสอง ในแต่ละปีมีการเปลี่ยนเลนส์บ้างตามค่าสายตา เริ่มจากหนึ่งร้อยห้าสิบจนตอนนี้จะเจ็ดร้อยแล้ว เธอคิดอยู่ว่าหากทำงานหาเงินได้ด้วยตัวเองก็จะไปทำเลสิกเพื่อลดปัญหาการดูแลที่ยุ่งยากเสีย
“พรุ่งนี้ค่อยไปขอบคุณเขาละกัน จะได้ไปดูด้วยว่าหล่อจริงหรือเปล่า” คนพูดเก็บของในมือใส่กระเป๋าด้วยรอยยิ้ม วันนี้แม้จะมีเรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้นมากมายแต่ก็มีเรื่องดี ๆ อยู่บ้าง อย่างน้อยเธอก็ได้พบคนมีน้ำใจคนหนึ่ง ออกจะมีน้ำใจมากเกินไปด้วยกับราคาแว่นครึ่งแสนนี้
มุมหนึ่งของห้างสรรพสินค้าไม่ไกลจากร้านแว่น วสิทธิ์มองไปยังหญิงสาวร่างเล็กซึ่งยังอยู่ในพื้นที่ของห้องกระจกใส รอบตัวเธอเต็มไปด้วยแว่นตารูปแบบต่าง ๆ ที่จัดโชว์ในร้าน เธอกำลังจ้องมองธนบัตรในมือซ้ำ ๆ เห็นท่าทางการพินิจมองเอียงคอซ้ายขวาด้วยแววตาสงสัย ดูแล้วคล้ายเด็กมัธยมไม่ใช่คนที่จบมหา'ลัย แต่ก็มีแววตาจริงจังเหมือนผู้ใหญ่อยู่บ้าง
มือหนาของชายหนุ่มหยิบกระดาษเรซูเม่ประวัติของนิรันดาขึ้นมาพินิจมองอีกรอบ เขาถือวิสาสะหยิบมันมาด้วยเพราะเจ้าหล่อนมองไม่เห็น หากเอามาทั้งแฟ้มเธอก็อาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้เขาอ่านมันจนละเอียดไปแล้วหนึ่งรอบ แต่ก็อยากจะเอาขึ้นมาอ่านอีกครั้งเพราะความสามารถน่าสนใจ ทั้งยังมีผลการเรียนที่ดีมากจนถือว่าโดดเด่น ความคิดจึงนำพาไปถึงการหาผู้ช่วยในไทย ตอนนี้เขามีนาธารซึ่งเป็นบอดี้การ์ดทำหน้าที่ไปก่อน คิดว่าจะหาสักคนมาดูแลแต่ก็ยังไม่เจอใครน่าสนใจ จนกระทั่งนิรันดาที่เดินบ่นกับตัวเองด้วยเสียงที่ไม่เบามาเข้าหู
“มีผู้ช่วยเป็นผู้หญิงก็ไม่น่าจะเป็นความคิดที่แย่นะ” กระดาษในมือถูกวางลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ถูกเคาะด้วยปลายเล็บที่สั้นสะอาดเสมอเนื้อซ้ำ ๆ
เดิมทีวสิทธิ์ใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกตลอด ทั้งกิจการงานที่รับผิดชอบและอดีตภรรยาก็ใช้ชีวิตในแคนาดา หรือบางครั้งบินไปประเทศต่าง ๆ แต่ไม่เคยกลับมาไทย จนล่าสุดเลิกรากับคนรักจึงได้บินกลับมาด้วยความโหยหา เขาคิดถึงบ้านเกิดมาก คิดถึงทุกอย่างที่เป็นความทรงจำของที่นี่ เขาไม่ได้อยากจากที่นี่ไปตั้งแต่แรก เขาไปเพราะความจำใจที่ฝืนจำยอม
การกลับมาที่นี่หลังจากไปร่วมสิบปีคือการเริ่มต้นใหม่ เมื่อก่อนเขาดูแลกิจการในไทยโดยประชุมทางไกล มาตอนนี้เขาจะดูแลทุกอย่างที่นี่ด้วยตัวเอง และใช้วิธีประชุมทางไกลกับธุรกิจในต่างประเทศแทน ช่วงชีวิตในวัยสามสิบเก้าของเขาขอเลือกกลับมาอยู่ไทยในดินแดนที่เขารักดีกว่า แม้มันจะร้อนอบอ้าวไปหน่อยก็ตาม
เมื่อต้องเริ่มต้นใหม่เพื่อให้ทุกอย่างดีพร้อม เขาก็ควรมีผู้ช่วยสักคนเพื่อจัดการงานหลาย ๆ อย่าง และนิรันดาก็เข้าตาเขาเป็นคนแรก
หรือในความเป็นจริงเขากลับมาได้ไม่กี่เดือนและยังไม่ได้จริงจังในการหาคน หากเขาจะหาแล้วล่ะก็ คงมีคนมากมายต้องการทำงานด้วย ไม่มีใครไม่อยากทำงานกับเครือวานิจชัยกิจ ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจมากมายรอบโลก โดยเริ่มจากธุรกิจด้านอาหารและพัฒนาไปหลายหลาก
ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด นั่นคือคำที่หลายคนให้ฉายากับบิดาของเขา จนทุกวันนี้ ‘วานิจ’ บิดาของชายหนุ่มวางมือแล้วสิ้น ให้ลูกชายคนเดียวบริหารทุกอย่าง ทั่วถึงบ้างไม่ทั่วถึงบ้าง แต่กิจการมากมายกลับเจริญงอกงามราวกับมีคนให้ปุ๋ยดีตลอด
กลับเข้ามาที่หอพักนิรันดาก็นอนราบกับเตียงนอนเหมือนผ่านสมรภูมิรบมาอย่างหนัก เธอเหนื่อยมาก ตั้งแต่หกโมงเช้าที่เดินทางออกจากหอพัก จนตอนนี้ก็ล่วงเลยไปถึงหกโมงเย็นที่กลับเข้ามา สำคัญที่สุดคืออาหารในท้องมีเพียงแซนด์วิชชิ้นเล็ก ๆ ที่ซื้อระหว่างนั่งรอรถเมล์
อาหารเที่ยงเธอกินไม่ลงเพราะผิดหวังในเรื่องงาน พอตกบ่ายบิดาโทร.มานัดไปทานข้าวก็คิดจะรวบเป็นมื้อเย็น ในเมื่อตอนที่บิดาโทร.มาก็เลยเที่ยงไปนานโข สุดท้ายก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องของแม่สาวแว่นหน้าโบราณ
“อีนิ!! มึงไปรบกับใครมาเนี่ย ดูสภาพ!!” ‘โมรินทร์’ ที่กำลังแต่งหน้าละสายตาไปมองเพื่อน เธอไม่ได้พักอยู่ที่ห้องนี้ เพราะเจ้าตัวมีคอนโดฯหรูราคาสามล้านห้าที่บิดาซื้อให้ แต่เพราะเพื่อนสนิทอยู่ที่นี่จึงมาหาบ่อย ๆ ซึ่งบ่อยของหญิงสาวคือการไม่ได้นัดกับผู้ชายเท่านั้น
“นั่นสิ! มึงไปสมัครงานไม่ใช่เหรอ ทำอย่างกับถูกลากไปตบกลางสี่แยก เป็นไง? มีที่ไหนรับไหม?” ‘ชูใจ’ เดินออกจากห้องน้ำด้วยชุดเดรสสีขาวรัดรูปโชว์สัดส่วนร่างกาย วันนี้เธอจะไปเที่ยวกับหนุ่มน้อยปีหนึ่งที่เพิ่งจีบติดและตั้งใจจะใส่ชุดนี้ไปมัดใจโดยเฉพาะ ความชอบของหญิงสาวคือหนุ่มน้อยน่ารักวัยออดอ้อน
“ม่ายได้อ่า... ไม่มีใครรับเลย นี่กูจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเลยนะ ปีก่อนคือมีบริษัทมาติดต่อรุ่นพี่ที่จบเกียรตินิยม แต่พอปีนี้กูเรียนจบ เศรษฐกิจตกต่ำ กูเดินจนขาลาก...ก็ไม่มีใครรับกู!!” คนนอนแผ่หลากับเตียงพูดอย่างเหนื่อย ๆ จะบอกว่าไม่เข้าใจสังคมก็พูดได้ไม่เต็มปาก เมื่อปีนี้ธุรกิจไหนแข็งแรงไม่พอก็ต้องปิดตัวลง
“ไปเที่ยวแก้เครียดกับกูสิ! วันนี้กูนัดเจอกับหนุ่มลูกครึ่งอังกฤษนะเว้ย... หล่อมากมึง!!” คนที่กำลังเติมลิปสติกสีแดงสดหันมาแสดงออกถึงคำว่า ‘หล่อมาก’ ขณะที่เพื่อนสองคนกลอกตามองบน
“หล่อของมึงแต่ไม่หล่อสำหรับอีนิรามิย่ะ!” ชูใจตอบเสียงสะบัดโดยเรียกนิรันดาจากฉายาก่อนจะนั่งลงบนเตียงของเพื่อน “ถ้าไม่ไปมึงก็กินพิซซ่านั่น อีโมรินทร์ซื้อมาซะเยอะแยะ ซื้อมาแล้วแดกไปคำเดียวบอกว่ากลัวอ้วน อีด-อก! ตอนสั่งล่ะไม่คิดเอามาซะสามถาด ยัดเข้าไปไงหมดล่ะ”
“ก็กูอยากกินทั้งสามหน้านี่ เขาขายกูหน้าละคำไหมล่ะ!?” คนมีเงินเหลือใช้เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ ซึ่งความจริงก็ตั้งใจซื้อมาฝากเพื่อนทั้งสองนั่นแหละ โดยเฉพาะนิรันดาที่เงินไม่ค่อยพอมือเท่าไร
“อย่าทะเลาะกัน กูจัดการเองย่ะ สบายมาก ตอนนี้กูหิวจนจะกินแขนตัวเองแล้ว” คนที่นอนแผ่หลาลุกนั่งแล้วรวบผมดำยาวขึ้นไปมัดเป็นจุกกลม ๆ ไว้บนหัว “นี่กูไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เที่ยง สามถาดพอกูกินไหมเนี่ย!!”
“เมื่อตอนบ่ายมึงบอกไปกินข้าวกับพ่อไม่ใช่เหรอนิ” นิรันดานิ่งไปเล็กน้อยหลังจากคำถามของชูใจ จากนั้นก็ทำสีหน้าปกติเหมือนไม่มีอะไร เธอเดินไปเปิดกล่องพิซซ่าซึ่งน้ำย่อยในท้องเรียกร้องเหลือเกิน
“ไปแล้ว... แต่เห็นพ่อเขาอยู่กับลูก ๆ กูก็เลยขี้เกียจเข้าไปน่ะ โอ๊ย! น่ากินมาก!! มีเบอร์เกอร์ปลาด้วยนี่ เลิศค่ะ! มีเป๊ปซี่ไหมอ่ามึง” คนหิวส่งเสียงสดใสเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ นาทีนี้ต่อให้เป็นข้าวกับน้ำปลาเธอก็จะกินไม่ให้เหลือ
ชูใจลุกไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบน้ำแข็งใส่แก้ว สายตามองไปทางเพื่อนที่ยัดพิซซ่าเข้าปากอย่างหิวโหย เธอและโมรินทร์รู้ดีว่าเพื่อนเก็บเรื่องเศร้าเอาไว้ในใจมากมาย เพียงแต่สิ่งที่แสดงออกมาพยายามร่าเริงให้เพื่อนเห็น เธอรู้จักนิรันดาตั้งแต่อายุสิบห้าจนเท่าทุกวันนี้ มีหรือว่าจะไม่รู้เรื่องภายในครอบครัว
“อีโมมึงไปเลยนะ อีน้องหน้าอ่อนนี่ไลน์มาบอกว่าติดดูบอลกับเพื่อนเฉยเลย เทกูซะงั้น! วันนี้นอนโง่อยู่ห้องนี่แหละ!” คนที่รินน้ำอัดลมใส่แก้วให้นิรันดาเอ่ย ทั้งที่เธอยังไม่ได้จับโทรศัพท์หรือได้รับการติดต่อใด ๆ
“กูก็ไม่ไปแล้วเหมือนกัน หนุ่มเยอรมันที่กูควงเมื่อสองวันก่อนไปเที่ยวผับเดียวกัน ไปก็ชนกันเปล่า ๆ แชทคุยกับผู้ชายใหม่ดีกว่า” โมรินทร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถูไถไปมาก่อนจะเปิดส่งข้อความหาหนุ่มที่นัดว่าไปไม่ได้
“ไม่ต้องมาตอแหลเลยพวกมึง...” นิรันดากลืนพิซซ่าคำสุดท้ายของชิ้นแล้วทุบอกเบา ๆ เธอยัดคำโตไปหน่อยจนเกือบกลืนไม่ลง “ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนกู กูโอเค! เห็นไหม แดกได้ปกติเลย ไม่ต้องห่วงกูน่า ไปเที่ยวเถอะ”
“ใครห่วงมึงยะ กูอยากไปนอนกับผู้ชายจะแย่ แต่มันเทจริง ๆ เว้ย อ้าวกินน้ำ จะกินก็ไม่หาน้ำ ติดคอตายนะมึง”
“ขอบใจย่ะนังชู้!”
“ชูโว้ย” คนถูกเปลี่ยนชื่อโวยวาย “ไหน ๆ ก็ไม่ได้ไปแล้ว ก็ช่วยกินละกันเสียดายของ อีโม...มึงไม่มากิน ถ้ากูกินหมดแล้วอย่าสั่งมาแดกแค่คำเดียวนะ คราวนี้จะเอาพิซซ่าตบหน้ามึง”
“เออ... ไปเดี๋ยวนี้” โมรินทร์วิ่งไปหยิบแก้วหลังตู้เย็นพร้อมขวดน้ำอัดลม ก่อนจะรีบสาวเท้าไปรวมกับเพื่อนที่ยัดชิ้นพิซซ่าเข้าปาก แย่งกันกินเหมือนตอนที่อยู่หอพักวัยมัธยมที่แสนสนุกสนาน
นิรันดารู้ดีว่าเพื่อนทั้งสองไม่ได้ถูกเท แต่ทั้งสองตั้งใจทิ้งผู้ชายเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเธอนั่นเอง และนี่ก็คือความรักที่หญิงสาวยังเหลืออยู่บนโลกใบนี้ ต่อให้ความรักจากใครมากมายจะทำร้ายเธอแค่ไหน เพื่อนทั้งสองก็จะมีความรู้สึกดี ๆ ให้เธอตลอด