ต่อ
.
.
บริษัทของครอบครัวอัญพัชร์ ตั้งอยู่แถวรังสิตบนพื้นที่กว่าสิบไร่ ด้านหน้าเป็นอาคารสำนักงานสูงสี่ชั้น ด้านหลังเป็นโรงงานที่มีคนงานเกือบร้อยชีวิต ขนมปังและคุกกี้ยี่ห้อเอ-คลาส ถือเป็นแบรนด์ติดตลาด มีสินค้าวางขายทั้งร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เกตขนาดใหญ่ และยังมีเซลล์วิ่งขายตามร้านค้าในต่างจังหวัดอีกด้วย
จุดเริ่มต้นเกิดจากแม่ของอัญพัชร์มีฝีมือเรื่องการทำขนม เธอจึงทำขนมปังและคุกกี้ส่งตามร้านกาแฟ ก่อนขยายเปิดเป็นร้านของตัวเอง จากนั้นก็เริ่มออกบูทตามห้าง คุกกี้ยี่ห้อเอ-คลาสได้รับความนิยมมาก เพราะรสชาติดีและใช้วัตถุดิบคุณภาพ จากนั้นวัชระก็เริ่มเจาะตามร้านสะดวกซื้อเพื่อขยายตลาดไปยังต่างจังหวัด จากการผลิตด้วยมือคนก็เปลี่ยนเป็นเครื่องจักร จนบัดนี้ ผ่านไปเกือบสามสิบปี ขนมปังและคุกกี้ตราเอ-คลาส ก็ยังเป็นที่นิยมติดอันดับขายดีตลอด
อัญพัชร์มองป้ายบริษัทด้านหน้าด้วยความภูมิใจ พ่อกับแม่สร้างที่นี่ขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกท่าน โรงงานแห่งนี้สร้างมากว่ายี่สิบปีแล้ว เธอเติบโตมาพร้อม ๆ กับโรงงานแห่งนี้ พ่อบอกว่าเธอเป็นของขวัญที่สวรรค์ประทานมาให้ วันที่แม่รู้ว่าท้อง คือวันที่ธนาคารอนุมัติเงินกู้ให้สร้างโรงงานนี้ และนั่นก็นำมาซึ่งบริษัทใหญ่โตในวันนี้
ในห้องประชุมเล็ก อัญพัชร์นั่งดูรายงานต่าง ๆ ด้วยคิ้วที่ขมวดยุ่ง ตรงหน้าของเธอคือชายหนุ่มร่างสูง ใบหน้าอ่อนเยาว์ เขายิ้มอ่อนเมื่อเห็นอัญพัชร์ถอนใจ
“ไอซ์ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องโครงสร้างของบริษัทเลยค่ะ” เธอเปรยแล้วปิดแฟ้ม
“ค่อย ๆ ดูไป เดี๋ยวไอซ์ก็เข้าใจเอง” แทนไทเอ่ย เขาเป็นเจ้าหน้าที่ด้านการตลาด อายุมากกว่าอัญพัชร์หนึ่งปี และเพิ่งเข้าทำงานเมื่อหนึ่งปีก่อน แต่ก็ได้รับความไว้วางใจ ให้เข้ามารายงานสถานการณ์ของบริษัท เพราะมีความสนิทสนมกับอัญพัชร์ ทั้งสองเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสถาบัน พ่อกับแม่ของแทนไทก็เป็นพนักงานเก่าแก่ของที่นี่
“ไอซ์แย่มากเลยนะคะ ไม่เคยเข้ามาดูบริษัทแบบลึก ๆ เลย ใครเป็นใคร ทำหน้าที่อะไร ไอซ์ก็ไม่ค่อยรู้” เธอว่าตัวเอง เพราะเอาแต่เรียนกับเรียนและไม่ได้ลงมาคลุกคลีกับพนักงาน ทำให้เธอไม่สนิทหรือรู้จักใครเป็นการส่วนตัว ที่รู้ก็มีแค่พ่อกับแม่ของแทนไท และผู้บริหารเก่าแก่อีกสองสามคน แม้จะแวะมาที่บริษัทบ่อยครั้ง แต่ก็เป็นการแวะมารับบิดาก่อนกลับบ้านเท่านั้น ไม่เคยเข้ามาดูรายงานหรืออะไรเลย
“ก็ไอซ์ยังเรียนอยู่นี่ ไม่รู้ก็ไม่เห็นแปลก” แทนไทปลอบ
“ไอซ์คิดว่าจะหยุดเรียนแล้วล่ะคะ”
“ทำไมล่ะ”
“พี่ไทก็รู้ว่าตอนนี้อาการคุณพ่อไม่ค่อยดี ไอซ์อยากแบ่งเบางานของคุณพ่อบ้าง”
“ไอซ์บอกเรื่องนี้กับท่านหรือยัง” เขาถาม
“บอกแล้วค่ะ” เธอตอบแล้วถอนใจอ่อน
“คุณลุงคงไม่เห็นด้วยแน่ ๆ”
“ค่ะ”
“พี่ก็ไม่เห็นด้วย ไอซ์ควรเรียนให้จบก่อน”
“อีกตั้งสองปี” เธอว่า
“เชื่อเถอะว่ามันคุ้ม และถ้าไอซ์ยังไว้ใจพ่อกับแม่ของพี่ พี่สัญญาว่าจะช่วยงานบริษัทอย่างเต็มที่” แทนไทให้คำมั่น
“ไอซ์ต้องไว้ใจคุณอาทั้งสองอยู่แล้วค่ะ” อัญพัชร์รีบพูด แม่ของแทนไททำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการเงิน ส่วนพ่อของเขาดูแลในส่วนของการผลิต ถือเป็นกำลังหลักของบริษัทเลยก็ว่าได้
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องตั้งใจเรียนนะ แล้วอีกสองปี ไอซ์จะต้องเป็นผู้บริหารสาวไฟแรงที่ถูกจับตามองมากที่สุดแน่นอน” เขาพูดอย่างมั่นใจ ทำเอาอัญพัชร์ยิ้ม
“พี่ไทชมไอซ์เกินไปแล้ว”
“ไม่เกินหรอก ไม่เชื่ออีกสองปีรอดูแล้วกัน” เขายังมั่นใจ สีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ทำให้อัญพัชร์ต้องหันมาทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง เธอไม่ได้ต้องการเป็นผู้บริหารไฟแรงแต่เพราะการทำงานต้องอาศัยความรู้ ถ้าเธอไม่มี แล้วจะเอาอะไรมาพัฒนาบริษัท
แต่ถ้าเธอเอาแต่เรียนกับเรียนแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่ เธอจะเก่งล่ะ...อัญพัชร์ได้แต่สับสนและคิดไม่ตก
...................................................................
ในห้องผู้ป่วยที่วัชระพักรักษาตัวอยู่ เขานอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าอิดโรย การทำคีโมผ่านมาหลายวันแล้ว แต่อาการของเขาก็ยังไม่ดีขึ้นและต้องนอนที่โรงพยาบาลตลอด เผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้ถึงมือหมออย่างทันท่วงที หน้าเตียงคือชายหญิงในวัยไล่เลี่ยกัน ทั้งสองมองคนป่วยแล้วยิ้มให้กำลังใจ
“เข้มแข็งไว้นะระ สู้กับโรคให้เต็มที่” ชายสูงวัยให้กำลังใจ วัชระยิ้ม
“ขอบใจมากภัท และขอบใจนะที่มาตามคำขอของฉัน”
“นายมีอะไรถึงโทรให้ฉันมาพบด่วน” ธีรภัทรถาม ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และคบหาสนิทใจกันเรื่อยมา
“มีเรื่องอยากจะขอร้องสักหน่อย ฉันรู้ตัวดีว่าเวลาของตัวเองใกล้หมดแล้ว”
“คุณห้ามท้อนะคะคุณระ คุณต้องเป็นหลักให้หนูไอซ์นะคะ” พันวัสสาให้กำลังใจ
“ที่ผมยังต่อสู้กับโรคนี้ได้ เพราะหนูไอซ์นี่แหละ แต่ผมก็รู้ว่าดูแลเขาไปตลอดไม่ได้ ภัท ฉันขออะไรสักสองอย่างได้ไหม ถือเป็นคำขอครั้งสุดท้าย”
“คุณระ!” พันวัสสาอุทานแล้วทำหน้าไม่เห็นด้วยที่เขาพูดเป็นลางแบบนั้น
“ได้ ฉันรับปาก นายจะขออะไร”
“นายช่วยซื้อหุ้นบริษัทของฉันได้ไหม”
“ระ” ธีรภัทรเรียกและมองเพื่อนแบบไม่เห็นด้วย ”นี่นายกำลังคิดอะไรอยู่ จะขายบริษัทงั้นเหรอ นั่นมันน้ำพักน้ำแรงของนายนะ”
“เพราะเป็นน้ำพักน้ำแรงน่ะสิ ฉันเลยอยากให้นายซื้อต่อ ฉันรู้ว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ บริษัทที่ฉันสร้างมาคงล้มละลายหรือไม่ก็คงเปลี่ยนมือไปอยู่กับคนอื่น และถ้ามันจะอยู่กับใคร ฉันขอเป็นคนเลือกเองดีกว่า เพราะรู้ว่านายจะช่วยรักษาสมบัติชิ้นนี้ของฉันได้ นะภัท ช่วยซื้อกิจการของฉันได้ไหม” วัชระอ้อนวอน
“คุณคุยเรื่องนี้กับหนูไอซ์หรือยังคะ แกจะยอมหรือคะ” พันวัสสาถาม
“นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ผมห่วงที่สุด” วัชระพูดพลางถอนใจก่อนหันไปมองหน้าพันวัสสา “คุณสารับปากกับผมได้ไหมครับ”
“ได้ค่ะ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร สารับปากคุณ”
“ฉันก็รับปากนายเหมือนกัน” ธีรภัทรเอ่ย
“ช่วยดูแลหนูไอซ์ต่อจากฉันได้ไหม ฉันรู้ว่าเวลาของตัวเองเหลือไม่มากแล้ว และหนูไอซ์ก็คือคนที่ฉันหวงและห่วงที่สุด ต่อไปถ้าฉันไม่อยู่แล้ว หนูไอซ์คงอยู่ลำบากและไร้ที่พึ่ง นายช่วยเป็นหลักและดูแลแกแทนฉันด้วย เรื่องที่ฉันจะขอก็มีแค่สองเรื่องนี้ นายรับปากฉันได้ไหม”
สองสามีภรรยามองหน้ากันอย่างตัดสินใจ ความจริง ทั้งสองเรื่อง พวกเขารับปากเพื่อนสนิทได้อยู่แล้ว แต่จะบอกเรื่องนี้ให้สังคมและอัญพัชร์เข้าใจอย่างไร พวกเขาจะถูกมองว่าเป็นพวกชุบมือเปิบ เข้ามาหวังผลประโยชน์จากความเจ็บป่วยของเพื่อนสนิทหรือเปล่า
และคำขอเรื่องลูกสาวเพียงคนเดียวที่วัชระอยากให้ช่วยดูแล พวกเขารู้ว่าการดูแลนั่นหมายถึงอะไร
ไม่ใช่การดูแลเรื่องสารทุกข์ของเธอ ไม่ใช่การดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของเธอ แต่คือการรับเธอมาเป็นลูกอีกคน...ไม่ใช่ลูกสาว แต่เป็นลูกสะใภ้!
พวกเขาไม่ได้รังเกียจอัญพัชร์ ออกจะรักชอบพอหญิงสาวด้วยซ้ำ แต่ที่ไม่ตอบตกลงทันที เพราะห่วงเรื่องสภาพจิตใจของอัญพัชร์ เธอจะคิดอย่างไรที่พวกเขาเข้ามาซื้อหุ้นบริษัท แถมเธอยังต้องแต่งงานกับลูกชายของพวกเขาอีก
มองไปทางไหนก็มีแต่เขาจะได้กำไร ส่วนวัชระและอัญพัชร์ก็มีแต่เสียกับเสีย
เขาอาจถูกมองว่าเห็นแก่ตัวก็ได้...ธีรภัทรคิดไม่ตก
“เรื่องนี้นายถามความสมัครใจของหนูไอซ์ก่อนดีกว่ามั้ย ถึงครอบครัวของเราสองคนจะรู้จักสนิทสนมกันดี แต่เรื่องนี้ก็ต้องถามความสมัครใจก่อน ฉันไม่อยากบังคับหนูไอซ์” ธีรภัทรแนะนำ
“ฉันจะบอกหนูไอซ์เอง ว่าแต่นายไม่รังเกียจหนูไอซ์ใช่ไหม” วัชระถาม
“ไม่เลย” เพื่อนตอบทันที
“เราไม่เคยรังเกียจหนูไอซ์เลยค่ะ” พันวัสสาบอกอีกคน “และยินดีรับเธอมาเป็นลูกสาวด้วยความเต็มใจ ความจริง ฉันก็คิดทาบทามหนูไอซ์ให้ตาธีอยู่เหมือนกัน นี่ก็รอให้คุณหายดีก่อนแล้วจะมาคุยเรื่องนี้”
“จริงหรือครับคุณสา” วัชระหน้าชื่นขึ้น
“ผมคงโล่งใจถ้าลูกอยู่กับคนที่ไว้ใจได้ ยายหนูเป็นเด็กหัวอ่อน มองโลกในแง่ดี ผมกลัวว่าลูกจะโดนหลอกและเจอคนไม่จริงใจ แต่ถ้าเป็นตาธี ผมก็เบาใจหน่อย เขาเป็นเด็กน่ารัก เป็นสุภาพบุรุษ ผมยังจำตอนที่ครอบครัวของเราสองคนไปเที่ยวด้วยกันได้ เด็กสองคนนั่นเข้ากันได้ดีเลยนะครับ” คนป่วยพูดด้วยรอยยิ้มเมื่อนึกถึงความหลังก่อนถามต่อ “ตอนนี้ธีเป็นยังไงบ้างภัท เห็นว่าจบโทจากนอกตั้งหลายปีแล้วไม่ใช่เหรอ เมื่อไหร่จะกลับมาล่ะ”
“ฉันบอกให้เขากลับมาแล้ว แต่นายธีอยากทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากบริษัทที่นั่นก่อน นี่ก็สองปีได้แล้ว และคงถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับมาเมืองไทยเสียที”
“คงเป็นคนหนุ่มไฟแรงที่เนื้อหอมน่าดู หน้าตาก็ดี ความรู้ก็สูง ลูกสาวฉันพอจะมีสิทธิ์บ้างไหมเนี่ย” วัชระถามยิ้ม ๆ
“ทางเราต่างหากค่ะที่ต้องถามว่าตาธีมีสิทธิ์ยื่นใบสมัครให้หนูไอซ์พิจารณาหรือเปล่า เรียนก็เก่ง หน้าตาก็น่ารัก นิสัยก็เรียบร้อย ดีพร้อมสมเป็นกุลสตรีขนาดนี้ ถ้าฉันปล่อยให้หลุดมือไป คงน่าเสียดายแย่ค่ะ” พันวัสสาบอก
“ถ้าอย่างนั้นแสดงว่า...” วัชระมีสีหน้าลุ้น ๆ
“ฉันรับปากตามที่นายขอทั้งเรื่องบริษัทและเรื่องหนูไอซ์” ธีรภัทรเป็นคนเอ่ย
“จริงหรือภัท ขอบใจนะ ขอบใจจริง ๆ ขอบคุณคุณสาด้วยครับ ขอบคุณมาก” วัชระเอ่ยก่อนผ่อนลมหายใจยาวอย่างผ่อนคลาย “ตอนนี้ฉันไม่ห่วงอะไรอีกแล้วล่ะ ต่อให้พรุ่งนี้จะเป็นยังไง ฉันก็รู้แล้วว่าสิ่งที่ฉันห่วงที่สุด มีคนดูแลต่อแล้ว”
“นายรักษาตัวให้เต็มที่เถอะ เรื่องอื่น ๆ ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันจะจัดการให้เอง” ธีรภัทรรับปาก
................................................................................
เรื่องนี้เป็นนิยายแนวรักนะคะ โรแมนติกผสมดราม่าเล็กน้อยค่ะ