บทที่ 7 เปลี่ยนตัวเจ้าสาว 1🤣
สรัลกลับเข้ามาในบ้านในสภาพใกล้จะแก้ผ้าอยู่รอมร่อ ทำเอามารดาที่กำลังใส่บาตรอยู่ถึงกับตกใจรีบตามเข้ามา ชายหนุ่มตรงไปที่ห้องนอนเพื่อหยิบเสื้อผ้ามาใส่ให้เรียบร้อย เขามั่นใจว่าอีกไม่นานยายแช่มต้องบุกมาถึงบ้านแน่ และเรื่องคงไม่จบลงง่าย ๆ
“เกิดอะไรขึ้นสรัล ทำไมกลับมาสภาพนี้”
ไม่รู้จะอธิบายให้มารดาฟังอย่างไรดี ตัวเขาเองก็จำได้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพียงแต่มันเป็นอะไรที่เกินจะห้ามใจไหว
เพียงแค่สัมผัสกัน ก็เหมือนทุกอย่างมันดำเนินต่อไปเองโดยไม่มีจุดสิ้นสุด นาทีนั้นเขาลืมสิ้นทุกสิ่ง ลืมแม้กระทั่งใบหน้าของพินธุอร คนเดียวที่อยู่ในสายตาและความคิดกลายเป็นคนเพิ่งกลับมาได้ไม่นานอย่างกันทิชาเสียอย่างนั้น
“พอดีเมื่อคืนมีเรื่องเกิดขึ้นนิดหน่อยครับ”
“นิดหน่อยแน่นะ”
ผู้เป็นแม่เค้นถาม สายตาดูไม่ไว้ใจในคำพูดของลูกชายสักเท่าไหร่ เห็นเข้ม ๆ ขรึม ๆ อย่างนี้แต่เรื่องผู้หญิงก็มีมาไม่ขาดสายเลยทำให้พินธุอรต้องคอยตามหึงตามหวงอยู่เรื่อย ๆ รายนั้นเองก็จิกยิ่งกว่าไก่ วันไหนติดต่อเขาไม่ได้เป็นต้องตามมาราวีถึงที่บ้านทำให้สมรไม่ค่อยชอบแฟนสาวของสรัลเท่าไหร่นัก
แต่เพราะอยากเห็นลูกชายคนเดียวแต่งงานมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาก่อนตนเองจะตายเลยต้องจำใจยอมรับพินธุอรเข้ามาเป็นสะใภ้ ตัวของชายหนุ่มเองก็แค่อยากแต่งให้แม่เลยตัดสินใจเลือกสิ่งที่ง่ายที่สุด
ทว่าไม่คิดเลยว่าการกลับมาของกันทิชาจะสร้างความวุ่นวายให้มากขนาดนี้
“นายหัวสรัล! ออกมาเดี๋ยวนี้นะไอ้เด็กเวร ออกมา!”
นั่นปะไร คิดยังไม่ถึงไหนยายแช่มก็ตามมาถึงบ้านจริง ๆ ด้วย ผู้เป็นแม่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย ละเว้นการซักถามลูกชายตัวดีกลับลงไปที่หน้าบ้านด้วยจำเสียงของอีกฝ่ายได้ว่าเป็นใคร
“ยายแช่ม มาทำอะไรที่บ้านของฉันไม่ทราบ”
“อยู่ก็ดีนังคุณนาย ข้ามีเรื่องต้องคุยกับลูกชายเอ็ง”
เป็นที่รู้กันดีของพวกชาวบ้านว่าคุณนายสมรกับยายแช่มนั้นไม่ค่อยถูกกันเพราะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่สมัยลูกหลานยังเล็ก ชอบแข่งกันเป็นเจ้าภาพงานกฐินบ้างล่ะ บริจาคเงินซ่อมแซมวัดแข่งกันบ้างล่ะ แต่ลึก ๆ แล้วไม่ได้เกลียดกันแบบจะฆ่าให้ตายแค่ชอบชิงดีชิงเด่นกันจนเป็นนิสัยเท่านั้น
“มีอะไรอยากคุยกับลูกชายฉัน”
“ก็ลูกชายเอ็งไปเจาะไข่แดงหลานสาวข้าเมื่อคืนนี้น่ะสิ!”
ยายแช่มโพล่งออกมาแบบไม่มีอารัมภบท สรัลที่วิ่งลงมาพอดีเพื่อจะพาไปคุยกันที่อื่นถึงกับเบรกหน้าทิ่ม
“ละ...หลานสาวยายคนไหน ถ้าพินธุอรล่ะก็...ทั้งสองคนเป็นแฟนกันอยู่แล้ว จะแต่งงานกันแล้ว เรื่องชิงสุกก่อนห่ามมันก็ปกติของคนยุคนี้หรือเปล่า”
“ไม่ใช่แม่อร กะทิต่างหาก”
คนฟังเบิกตากว้าง อยากจะคิดว่ายายแช่มแค่ล้อเล่นแต่ดูจากสีหน้าท่าทางแล้วคงไม่ใช่ สมรค่อย ๆ หันหน้าไปมองลูกชาย ไม่รอช้าตรงเข้าไปดึงหูลากออกมาทันที
“หมายความว่าอย่างไรเจ้าสรัล! ทำไมถึงเป็นแม่หนูกะทิไปได้ แกเป็นแฟนกับแม่อรไม่ใช่หรือ”
“โอ๊ยๆๆ แม่ครับ ผมเจ็บ อย่าดึง เดี๋ยวหูขาดนะ”
พยายามเอียงหูไปตามแรงดึงของมารดา อีกคนก็ขู่จะเอาสากฟาด อีกคนก็ประทุษร้ายมาเรียบร้อย ไปทางไหนก็ตายทั้งขึ้นทั้งร่องเลยไม่ใช่หรือ
“ก็บอกมาสิว่าหมายความว่าอย่างไร แกไปทำอะไรหลานยายแช่ม!”
“คะ...คือว่า...ผมเมา...”
“สรัล!”
ไม่ต้องฟังต่อก็ประเคนฝ่ามือใส่แผ่นหลังลูกชายไม่ยั้งเป็นการลงโทษ จนพ่อตัวดีต้องแอ่นตัวหลบจ้าละหวั่นไม่อย่างนั้นกระดูกคงหักเป็นสองท่อนจากแรงโกรธของมารดา
“ที่ผ่านมาแกจะควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าแค่ไหนฉันไม่เคยยุ่ง ไม่เคยวุ่นวาย แต่นี่แก...แกมาอ้างว่าเมาทั้งที่เพิ่งทำเรื่องไม่สมควรลงไปเนี่ยนะ ฉันเคยสอนให้แกไม่มีความเป็นลูกผู้ชายอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่!”
“กะ...ก็มันเกิดขึ้นไปแล้ว แม่จะให้ผมทำอย่างไรล่ะครับ”
ตัวเขาเองก็สับสนเหมือนกันนั่นแหละ ปกติถึงเมาแค่ไหนก็ไม่เคยมีความต้องการมากขนาดนั้นมาก่อน เมื่อคืนนี้มันเหมือนเขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้เลย แค่เห็นหรือได้กลิ่นของหล่อนก็พร้อมจะขย้ำเหมือนเสือหิวโหย
แต่ที่จำได้แน่ ๆ และมั่นใจมากเลยก็คือ...
...เขาเป็นคนแรกของกันทิชา
ถ้าอย่างนั้นข่าวลือที่เธอเคยท้องหรือแม้กระทั่งเรื่องที่ได้เสียกับผู้ชายในหมู่บ้านมากมายตั้งแต่สมัยยังเรียนมัธยมก็เป็นเรื่องโกหกน่ะสิ เรื่องนี้ยังคาใจสรัลอยู่
“พูดมาได้ว่าให้ทำอย่างไร แกไม่เห็นเหรอว่ายายแช่มมาถอนหงอกแม่แกแล้ว! โอ๊ย ฉันอยากจะบ้า อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็จะถึงงานแต่งแต่ดันมาเกิดเรื่องงามหน้าอย่างนี้แล้วจะทำอะไรได้ ก็ต้องเปลี่ยนตัวเจ้าสาวน่ะสิ”
“ครับ?”
หลากหลายอารมณ์ตีกันจนยุ่ง เดิมทีเขาไม่ได้อยากแต่งงานและไม่เคยมีความคิดที่จะแต่งกับพินธุอรมาก่อน ที่คบกันก็เพราะห้าปีก่อนหล่อนมาสารภาพรักและเขาต้องการหยุดคิดเรื่องของกันทิชาก็เลยยอมคบหาด้วยโดยไม่เคยมีความรักรู้สึกรักใคร่ชอบพอในตัวอีกฝ่ายมาก่อน
เป็นการคบไปวัน ๆ ด้วยสภาพจิตใจที่ด้านชาเพียงเท่านั้น
“ถูกต้อง เอ็งต้องรับผิดชอบหลานข้า ตอนนี้ชาวบ้านเขารู้เขาเห็นกันไปทั่วแล้วว่าพวกเอ็งนอนด้วยกัน จะมาทำลายชื่อเสียงของหลานสาวข้าไม่ได้นะโว้ย ข้าไม่ยอมจริง ๆ ด้วย”
คุณนายสมรกุมขมับแทบจะเป็นลม ถึงจะต้องถูกนินทาเรื่องการเปลี่ยนตัวเจ้าสาวไปอีกนานแต่ก็ดีกว่าจะให้ตระกูลถูกมองว่ามีลูกชายไร้ความรับผิดชอบ ยิ่งไปกว่านั้นคู่กรณียังเป็นยายแช่มปากไม่มีหูรูด อีกไม่นานเรื่องนี้คงรู้กันไปทั้งอำเภอจนเสียชื่อเสียงกันไปหมด
“ก่อนยายจะบอกว่าไม่ยอม ยายถามหลานยายหรือยังว่าจะแต่งงานกับผมหรือเปล่า”
“แต่ง!”
“กะ...กะทิบอกแบบนั้นเหรอยาย”
ดวงตาคมเป็นประกายขึ้นแวบหนึ่ง ผู้เป็นแม่คือคนที่สังเกตเห็นปฏิกิริยาแปลก ๆ นั้นของลูกชาย มันไม่ใช่ความตกใจหรือผิดหวัง
หากแต่เป็นความดีใจต่างหาก
“เปล่า ข้าคิดของข้าเอง”
“อ้าว แล้วถ้าหลานสาวยายไม่ยอมล่ะ”
สรัลไม่ต้องการให้ตนเองถูกมองว่าเป็นฝ่ายอยากแต่งงานกับหล่อน เขาต้องการความมั่นใจว่ากันทิชาเองก็ยอมที่จะแต่งงานเหมือนกัน
“ไม่ต้องห่วง แค่เอ็งบอกมาว่าจะรับผิดชอบด้วยการแต่งงาน เรื่องของกะทิข้าจะจัดการเอง”
“มันก็ต้องแบบนั้นอยู่แล้วไหมยายแช่ม ยายเล่นป่าวประกาศขนาดนี้แล้ว ฉันกับลูกจะทำอะไรได้”
สมรออกหน้าแทนลูกชาย แม้ในใจอยากจะไปหยิบก้านมะยมมาหวดเหมือนตอนเด็ก ๆ ก็ตามที อย่างนี้การ์ดเชิญงานแต่งที่สั่งทำไปก็คงต้องยกเลิกเปลี่ยนไปหมดสินะ เพราะชื่อของเจ้าสาวไม่ใช่พินธุอรแล้ว
“ส่วนแก ไปคุยกับหนูอรให้เรียบร้อย ตกลงกันให้เข้าใจ ถึงจะสงสารเธอ...แต่เราก็ต้องรักษาชื่อเสียงของแม่หนูกะทิ ลองเสนอเงินให้ครอบครัวฝ่ายนั้นด้วยล่ะ แค่นี้พอใจแล้วใช่ไหมยายแช่ม”
“เออ พอใจ ข้าไปล่ะ อย่าคิดตุกติกอะไรเชียว ไม่อย่างนั้นเรื่องดังไปทั้งจังหวัดแน่”
ยายแช่มชี้หน้าขู่ทิ้งท้ายก่อนสะบัดหน้าเดินกลับออกไป คุณนายสมรได้แต่มองตามด้วยความเจ็บใจ ไปมา ๆ กำลังจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกันกับคนที่ไม่ชอบหน้าเสียได้ โชคชะตาเล่นตลกเหลือเกิน!
“ตกลงว่าผม...ต้องแต่งงานกับกะทิแทนเหรอครับ”
“ไม่อยากเหรอ?”
คนถูกถามตะกุกตะกักคิดคำตอบไม่ทัน ขณะผู้เป็นแม่แอบยิ้มราวกับอ่านออกทุกอย่างว่าลูกชายกำลังคิดอะไรอยู่ เธอเลี้ยงลูกคนนี้มาเองกับมือ ทำไมจะไม่รู้จักนิสัยใจคอของเขากันล่ะ
“กะ...ก็ต้องไม่อยากอยู่แล้วสิครับ ผมน่ะ...ไม่ได้คิดอะไรกับยัยเด็กนั่นแม้แต่นิดเดียว”
“แต่เอ...ฉันจำได้ว่าตอนกะทิไปเรียนต่อกรุงเทพฯ แกกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่เป็นเดือนเลยไม่ใช่เหรอ”
“....”
มารดายิ้มกริ่มเหมือนรู้ทัน สรัลไม่อยู่ฟังต่อ เขาจ้ำอ้าวกลับขึ้นไปบนห้องเพื่อจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปหาพินธุอร