บทนำ หมู่บ้านแอ่งนางนก
ช่วงเวลาที่ฟ้ายังไม่สว่าง คนงานของสวนยาง ‘สิริรังสรรค์’ กำลังขะมักเขม้นกับการกรีดยางตามหน้าที่ รวมถึง ‘สรัล’ นายหัวหนุ่มหล่อมาดเข้ม เจ้าของรูปร่างกำยำใหญ่โตจนหลายคนเรียก ‘นายหัวยักษ์’ มากกว่าชื่อจริง ๆ ด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนเคร่งขรึมแต่ก็เป็นพวกลุยดะไม่เคยเกรงกลัวใคร เวลาโมโหเปรียบได้กับพายุทอร์นาโดถล่มจึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ หากคนอ่านสถานการณ์หรือบรรยากาศไม่เป็นเผลอเข้าสู่วงโคจรของยักษ์ในระยะสิบเมตร เป็นอันต้องพบกับโหมดน่ากลัวจนผวาทุกราย
ชายหนุ่มกระตุกข้อมือไปมาอย่างรวดเร็วในการกรีดยาง แม้ตนเองจะเป็นถึงเจ้าของสวนแต่ก็มักออกมาร่วมกรีดยางพร้อมคนงานอื่น ๆ อยู่ตลอด ด้วยสมัยเด็กชอบตามบิดาเข้าสวนจนเคยชิน เห็นและเติบโตมากับการกรีดยางพวกนี้จนติดเป็นนิสัย เขาสามารถกลมกลืนเข้ากับคนอื่น ๆ ได้ไม่ดูแปลกแยก
“จัดการที่เหลือด้วยนะ”
เมื่อทำจนพอใจและฟ้าใกล้สว่างแล้วก็ส่งต่อให้คนงานที่อยู่ใกล้ ๆ สวนยางแห่งนี้กินพื้นที่หลายไร่และเป็นสวนที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอ ใน ‘หมู่บ้านแอ่งนางนก’ สาเหตุที่ได้ชื่อนี้เป็นเพราะรอบ ๆ หมู่บ้านเป็นพื้นที่ป่าชายเลนเกือบหมด ทำให้มีนกที่ชอบอาศัยอยู่ตามแถบป่าชายเลนบินเข้ามาสร้างถิ่นฐานหรือพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านบ่อยจนเป็นที่พบเห็นชินตาของผู้คน คนสมัยก่อนจึงตั้งชื่อหมู่บ้านไว้แบบนั้น
พื้นที่ส่วนมากของแอ่งนางนกยังคงความเป็นธรรมชาติเอาไว้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตเข้าถึงบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายจุดที่อับสัญญาณเพราะผู้คนต้องการคงความเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านไว้และไม่ต้องการทำลายที่อยู่ของพวกนกมากจนเกินไปหากมีการเข้าถึงความเจริญเกินจำเป็น
สรัลคือหนึ่งในพวกอนุรักษนิยมที่เป็นแกนนำและตัวตั้งตัวตีในการรักษาผืนป่าต่าง ๆ ทั้งป่าชายเลน สวนยางฯ หรือแม้แต่ป่าอื่น ๆ เพราะบิดาของเขาเป็นคนรักธรรมชาติมาก นิสัยเหล่านั้นจึงถูกส่งต่อมายังตัวลูกชาย เขาจึงมักใช้ชีวิตร่วมกับป่ามากกว่าอาศัยอยู่กับผู้คน ง่าย ๆ คือให้ชายหนุ่มคุยกับนก คุยกับต้นไม้ ยังดูอ่อนโยนและใจดีกว่าคุยกับมนุษย์ด้วยกัน
‘พี่เป็นทาร์ซานใช่ไหมคะ!’
จู่ ๆ คำพูดที่ไม่ได้ยินมานานหลายปีก็แวบเข้ามาในความคิด คนตัวสูงหยุดเดินแล้วสะบัดศีรษะไปมาเพื่อไล่ประโยคนั้นออกไปจากหัว เขาเดินตรงกลับไปขึ้นมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ ที่สนิมเริ่มเกาะซึ่งสรัลเอาไว้ใช้ขี่ไปกลับระหว่างสวนยางฯ กับบ้านที่อยู่ห่างกันเกือบสองกิโลเมตร
ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงบ้าน ‘สมร’ มารดาของเขากำลังใส่บาตรตอนเช้าอยู่กับ ‘ป้าจุรี’ แม่บ้านคนสนิทที่ทำงานอยู่กับผู้เป็นแม่ของเขามานานตั้งแต่ชายหนุ่มยังเป็นเด็ก เขาจอดรถไว้ด้านนอกแล้วตรงเข้าไปไหว้หลวงตา
“สวัสดีครับหลวงตา”
“เจริญพรโยม เพิ่งกลับมาจากสวนเหรอ”
หลวงตาทักทายเขาด้วยรู้จักกันดีเพราะสมรชอบไปทำบุญที่วัดเป็นประจำและมักพาลูกชายไปด้วยจนกลายเป็นที่รู้จักของทุกคน
“ครับหลวงตา”
“รายนี้ชอบเหลือเกินค่ะหลวงพ่อ ดิฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องไปกรีดยางเอง แต่ก็ไม่เคยฟัง ตื่นไปตั้งแต่ตีสามทุกวัน กลับมาอีกทีก็หกโมงเช้า”
มารดาได้ทีฟ้องหลวงตายกใหญ่ คนฟังได้แต่ยิ้มเอ็นดูแล้วอวยพรให้สองแม่ลูกอีกรอบก่อนจะออกบิณฑบาตไปในหมู่บ้านพร้อมเด็กวัดสองคนที่เดินตาม
“แม่หิวหรือยังครับ”
พอหลวงตาเดินไปแล้วจึงหันมาประคองมารดาให้ลุกขึ้นแล้วพาเข้าบ้านพร้อมกัน สภาพของเขาในตอนนี้ดูไม่เหมือนนายหัวเจ้าของสวนยางสักเท่าไหร่ แต่เหมือนคนงานที่แอบกินแรงหนีเพื่อนกลับมาพักก่อนมากกว่า สมรมองดูการแต่งตัวของลูกชายแล้วส่ายหน้าเอือมระอา
“เลิกเอาชุดคนงานมาใส่สักทีได้ไหม ชอบทำตัวเหมือนเป็นคนงานแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะมีผู้หญิงดี ๆ มาสนใจล่ะ”
“ถ้าผู้หญิงพวกนั้นจะไม่สนใจผมแค่เพราะผมเป็นคนงานก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ แปลว่าพวกเธอไม่คู่ควร”
เขายักไหล่ตอบอย่างไม่แคร์ ทำไมชายหนุ่มจะต้องสนใจคนที่เลือกมองแค่เพียงเปลือกด้วย
“สรัล แม่พูดจริง ๆ นะ แม่เองก็แก่ลงทุกวัน อยากจะเห็นลูกเป็นฝั่งเป็นฝาเหมือนลูกคนอื่นเขาบ้าง ใจคอจะไม่คิดแต่งงานให้แม่ได้ชื่นใจบ้างเหรอ”
“คิดสิครับ แต่ผมคิดว่าคุณแม่จะอายุยืนและอยู่กับผมไปจนอายุร้อยปีมากกว่าก็เลยไม่รีบ”
คำตอบของลูกชายทำเอาผู้เป็นแม่แทบเป็นลม ชายหนุ่มประคองมารดาเข้าไปนั่งที่โซฟาในบ้าน
“ร้อยปีแม่ก็คงตะบันน้ำกินแล้วล่ะ หยุดทำเป็นเล่นแล้วบอกมาสักทีว่าจะแต่งงานเมื่อไหร่”
“แม่เอาจริงเหรอครับ”
พอถามไปแบบนี้ก็ถูกสายตาเย็นชาทิ่มแทงตอบกลับมาจึงรู้ว่ามารดาพูดจริงและต้องการคำตอบจริง ๆ สรัลได้แต่ถอนหายใจ
เขายังไม่ต้องการผูกมัด ไม่ต้องการแต่งงานเพราะรู้สึกว่าการแต่งงานเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์มาก ๆ จึงอยากจะให้มันเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่สรัลมั่นใจว่าจะเป็นเพียงหนึ่งเดียวของเขาตลอดไป และเขาเองก็จะเป็นเพียงหนึ่งเดียวของเธอเช่นกัน
‘สักวัน...ฉันจะแต่งงานกับผู้ชายที่จะได้ครองคู่กันตลอดไปเหมือนกับนกเงือกค่ะ การมีคู่ครองเพียงคนเดียวไปตลอดชีวิตมันโรแมนติกจะตายไป’
เอาอีกแล้ว คำพูดบ้า ๆ พวกนั้นแวบเข้ามาในความคิดของเขาอีกแล้ว ชายหนุ่มสะบัดศีรษะเพื่อขับไล่ความทรงจำที่ไม่อยากจะนึกถึงออกไป
“แกจะลอยชายไปวัน ๆ แบบนี้ไม่ได้แล้วนะ อายุก็สามสิบเข้าไปแล้ว ต้องให้แม่พูดอีกกี่ครั้งว่าควรแต่งงานมีลูก มีครอบครัวที่สมบูรณ์ อยากให้พ่อของแกตายตาไม่หลับอยู่บนสวรรค์เหรอ”
“แม่ครับ พ่อเสียไปนานมากแล้วนะครับ ป่านนี้ท่านคงไปเกิดใหม่แล้วล่ะ”
“สรัล...”
สมรทำเสียงเข้ม มองลูกชายสายตาตำหนิ กลับมาบ้านทีไรเป็นต้องถูกกดดันเรื่องแต่งงานทุกที ชายหนุ่มเลยชอบหนีมารดาไปอยู่ในสวนแทน ที่นั่นจะมีกระท่อมเล็ก ๆ ที่เขาไปสร้างเอาไว้ แม้จะไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรือไฟฟ้าเข้าถึง แต่ก็สงบและได้อยู่กับธรรมชาติอย่างที่ชอบเลยรู้สึกสบายใจมากกว่า
“เข้าใจแล้วครับ ผมจะแต่งก็ได้ ผมสัญญาว่าผมจะแต่งเร็ว ๆ นี้”
ชายหนุ่มให้คำมั่น หากอยากให้ชีวิตสงบสุขจากการถูกจับคู่ไม่เว้นแต่ละวันของมารดาก็มีแต่จะต้องแต่งงานให้จริง ๆ เท่านั้น
สรัลนึกไปถึงแฟนสาวเพียงคนเดียวของตนเอง เขาคบกับหล่อนมาเกือบจะห้าปีแล้ว เธอเป็นแฟนคนแรกเลยก็ว่าได้ แม้จะไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรแต่ก็หน้าตาสะสวยเป็นที่ชื่นชอบของชายหนุ่มในแอ่งนางนกหลายคน
แต่งงานกับแฟนก็คงดีกว่าแต่งกับผู้หญิงที่มารดาเลือกให้ล่ะนะ!
รถสองแถวจอดเทียบที่หน้าบ้านของ ‘ยายแช่ม’ เจ้าแม่เงินกู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของผู้คนในแอ่งนางนกว่าปากจัดแค่ไหน แม้ดอกจะไม่โหดแต่วิธีการเก็บดอกเวลามีคนจ่ายช้าก็ทำเอาอายกันไปสามบ้านแปดบ้านเลยทีเดียว ด้วยน้ำเสียงแจ๋น ๆ เป็นเอกลักษณ์เหมือนอมโทรโข่งไว้ในปากตลอดเวลา ทำให้ถูกโหวตเป็นบุคคลไม่น่าเข้าใกล้มากที่สุดของหมู่บ้าน
ร่างอรชรก้าวลงมาจากรถ ถอดแว่นกันแดดสีชาเข้ากับกรอบหน้าเรียวสวยของตนเองออกแล้วมองไปยังบ้านไม้สองชั้นขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า เธอไม่ได้กลับมาที่นี่ราวห้าปีเห็นจะได้ ทว่ากลับไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย รองเท้าส้นเข็มสีแดงกับชุดหนังมันวาวรัดรูปอวดสัดส่วนเซ็กซี่ทำให้หล่อนดูเป็นสาวทันสมัยต่างจากผู้หญิงในหมู่บ้าน
“ไม่เปลี่ยนไปเลยแฮะ”
เสียงหวานเอ่ยกับตนเอง ก้าวฉับ ๆ อย่างมั่นคงพร้อมลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในบ้าน ‘กันทิชา’ คือหลานสาวสุดรักสุดดวงใจของยายแช่มที่ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยอยู่กรุงเทพฯ หลายปี
วันนี้เธอ...กลับมาแล้ว