ตอนที่ 1 บทนำ
กริ๊ง กริ๊ง~
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทำให้ฉันละมือจากการทำอาหารเช้าไว้แล้วเช็ดมือกับผ้าสะอาดที่วางอยู่ใกล้ ๆ หรี่ไฟเตาแก๊สลงเล็กน้อย เพราะตอนนี้คือช่วงที่ตุ๋นข้าวให้ได้ที่เท่านั้น อาหารเช้าวันนี้ที่ฉันทำคือโจ๊กหมูกับไข่ลวก
"มาแล้ว ๆ" ฉันบอกคนปลายสายทั้งที่ยังไม่ได้กดรับสาย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วยิ้มกว้าง พร้อมกับรีบกดรับสาย
"สวัสดีค่ะ พี่ใบหม่อน" ฉันกดรับสายแล้วตอบกลับไปหาพี่สาวคนสนิท พี่ใบหม่อนเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย ที่ฉันเคารพและนับถือมาก
"พี่โทรมากวนมุกหรือเปล่าเนี่ย ยังเช้าอยู่เลย" พี่ใบหม่อนส่งเสียงถามมาอย่างเกรงใจ เพราะถึงจะเป็นเวลา 6 โมงเช้า ก็ถือว่ายังเช้าอยู่มากสำหรับใครหลายคน
"ไม่รบกวนเลยค่ะ มุกตื่นมาทำข้าวเช้าให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ค่ะ ว่าแต่พี่ใบหม่อนมีอะไรให้มุกช่วยหรือเปล่าคะ บอกมาได้เลย มุกกำลังว่าง ๆ อยู่ด้วย" ฉันบอกกับพี่ใบหม่อนไป เพราะช่วงนี้ฉันว่างงานอยู่พอดี
"ดีเลย ว่าแต่มุกยังอยากทำงานที่โรงแรมอยู่มั้ยล่ะ" พี่ใบหม่อนพูดออกมาแบบนั้นก็ทำให้ฉันยิ้มกว้างออกมาทันที เพราะงานโรงแรมคืองานตรงกับสายที่ฉันเรียนจบมานั่นเอง
"อยากทำค่ะพี่ใบหม่อน อยากทำมากกก" ฉันรีบตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว ใครจะไม่อยากทำงานล่ะ ยิ่งช่วงนี้ทางบ้านฉันต้องการเงินเข้ามาใช้จ่ายในแต่ละวันด้วย และฉันก็เบื่อมากด้วยที่ต้องนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แบบนี้ ถึงจะมีการฝึกทำอาหารกับคุณแม่ก็เถอะ
"แต่มันไม่ใช่งานด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรมอย่างที่เราเรียนมานะ พี่จะให้เรามาทำงานเลขาของท่านประธานแทนพี่" พี่ใบหม่อนรีบบอกออกมา แต่วินาทีนี้ งานอะไรฉันก็ทำหมดแหละ
"มุกคิดว่ามุกทำได้ค่ะ มุกอยากทำงานนี้" ฉันรีบคว้าโอกาสเอาไว้ก่อน อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ก็ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปก็แล้วกัน และฉันคิดว่าฉันทำได้แน่
"ดีมากจ้ะ งั้นวันนี้ 9 โมง มุกมาหาพี่ที่โรงแรม GG Hotel นะ มาถึงก็แจ้งกับพนักงานได้เลยว่ามาพบพี่ เดี๋ยวพี่จะบอกแผนกประชาสัมพันธ์ไว้ให้"
"ได้เลยค่ะ เดี๋ยวเจอกันนะคะพี่ใบหม่อน ขอบคุณนะคะ" ฉันบอกอย่างดีใจ ก่อนจะตัดสายไป
ฉันเหลือบตามองเวลาที่นาฬิกา ตอนนี้ 6 โมงนิด ๆ คิดว่ายังพอมีเวลา เพราะจากบ้านฉันไปที่โรงแรมนั่นก็ใช้เวลาไม่นาน ขึ้นรถไฟฟ้าไปแป๊บเดียวก็น่าจะถึง
ฉันปิดแก๊สและรีบวิ่งขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะกลับลงมาในตอน 7 โมงกว่า ๆ ก็พบว่าคุณพ่อคุณแม่มานั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว
"อ้าว มุกจะไปไหนแต่เช้าลูก แต่งตัวเหมือนจะไปทำงานหรือไปสัมภาษณ์งานเลย มีบริษัทตอบรับแล้วเหรอลูก" คุณแม่นาราของฉันถามขึ้นมา เมื่อเห็นฉันแต่งตัวสุภาพเหมือนพร้อมจะออกไปทำงาน
"คุณแม่ทายถูกเลยค่ะ แต่ยังไม่รู้ว่าจะได้งานหรือเปล่านะคะ พอดีพี่ใบหม่อนโทรมาให้มุกไปสัมภาษณ์งานค่ะ แต่เป็นตำแหน่งเลขา"
"ดีใจด้วยนะลูก แล้วจะไปแล้วเหรอ ไม่กินอะไรรองท้องก่อนสักหน่อยเหรอลูก" คุณพ่อวีระถามขึ้นมาด้วยแววตาดีใจกับฉัน ก็น่าจะดีใจนะ เพราะหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันตระเวนหางานไปจนรองเท้าพังไปหลายคู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้งานทำเลย
"ไม่มีเวลาแล้วค่ะคุณพ่อ เนี่ยนัดไว้ 9 โมง ที่โรงแรม GG มุกไม่อยากไปสายตั้งแต่วันแรก" ฉันตอบคุณพ่อคุณแม่ออกไป
"งั้นรอเดี๋ยว แม่จะรีบไปทำแซนด์วิชใส่กล่องให้" คุณแม่พูดจบก็รีบเข้าไปในครัว เพื่อไปเตรียมแซนด์วิชไว้ให้ฉันเอาไปกินระหว่างทาง
"พ่อขอโทษด้วยนะลูก ถ้าพ่อไม่ไว้ใจคนผิด ครอบครัวเราคงไม่ลำบากแบบนี้" คุณพ่อวีระของฉันพูดออกมาอย่างคนที่รู้สึกผิดมาก
"ไม่ต้องโทษตัวเองหรอกค่ะคุณพ่อ มุกเข้าใจ คนมันจะโกง มันก็หาทางจนได้ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ต่อไปนี้มุกจะดูแลคุณพ่อคุณแม่เอง" ฉันบอกกับคุณพ่อออกไป เพราะตอนนี้ท่านก็ป่วยทั้งร่างกายและจิตใจมามากพอแล้ว
"ถ้าพ่อแข็งแรงกว่านี้ พ่อจะออกไปหางานทำช่วยนะลูก" คุณพ่อพูดออกมาด้วยสีหน้าไม่ดีนัก
"แต่มุกอยากให้คุณพ่อพักผ่อนดีกว่านะคะ ถ้าเกิดป่วยขึ้นมาจะยิ่งแย่นะคะ มุกเสียอะไรไปก็ได้ แต่มุกคงทนไม่ได้ถ้าจะเสียคุณพ่อคุณแม่ไป แล้วตอนนี้บ้านเราก็ไม่ได้ลำบากอะไร ยังมีลูกค้าเก่า ๆ สั่งอาหารของคุณแม่ทางออนไลน์อยู่ คุณพ่ออยู่บ้านพักรักษาตัวและเป็นกำลังใจให้มุกก็พอค่ะ" ฉันนั่งลงข้าง ๆ ท่านแล้วขยับเข้าไปกอดคุณพ่อเอาไว้เพื่อให้กำลังใจ
"ขอบใจนะลูก พ่อสัญญาว่าจะดูแลตัวเอง เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกกับแม่ของลูก" คุณพ่อพูดพร้อมกับลูบหัวของฉันอย่างอ่อนโยน
"นี่ลูก เอาไว้กินตอนเดินทางนะ" และไม่นานคุณแม่ก็กลับออกมาพร้อมกับกล่องแซนด์วิชง่าย ๆ
"ขอบคุณค่ะ มุกไปนะคะ เดี๋ยวจะกลับมาพร้อมข่าวดี" ฉันรับกล่องแซนด์วิชมา และขยับตัวไปหอมแก้มท่านทั้งสองอย่างที่เคยทำตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แล้ว โตมาก็ยังทำแบบนี้ทุกครั้งก่อนจะออกจากบ้าน
จากนั้นฉันก็รีบออกจากบ้าน โดยที่ฉันเรียกแกร็บมารับที่หน้าบ้านเพื่อจะออกไปขึ้นรถไฟฟ้า
ฉันชื่อมุกดา ธาราศิริกุล อายุ 25 ปี รูปร่างก็สมส่วนตามแบบหญิงไทย ฉันเรียนจบมาได้ 3 ปีแล้ว และได้ไปทำงานที่ร้านอาหารของคุณพ่อคุณแม่ คุณแม่ฉันเป็นหัวหน้าแม่ครัว ประเภทอาหารไทยโบราณ เรียกง่าย ๆ ว่าอาหารชาววัง กิจการไปได้ด้วยดี ฉันก็ไปช่วยงานด้านประชาสัมพันธ์ของร้าน แต่เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ก็เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางหัวของเราสามพ่อแม่ลูก เมื่ออยู่ ๆ ก็มีเจ้าของร้านคนใหม่เข้ามาแสดงตัว และแจ้งว่าเขาซื้อร้านนี้ไปแล้ว โดยเมื่อสืบสาวราวเรื่องก็รู้ว่ามันเกิดจากที่ 'ลุงชัยยศ' เพื่อนของคุณพ่อ บอกให้คุณพ่อเซ็นโอนหุ้นของร้านให้เขาไปก่อน โดยบอกว่าจะเอาไปทำเรื่องกู้ธนาคาร หากเขามีหุ้นเยอะก็จะกู้ได้เยอะ คุณพ่อก็โอนให้เพราะต้องการขยายร้าน ด้วยความที่ไว้ใจเพราะเป็นเพื่อนกันมานาน แต่เขากลับโกงด้วยการเอาหุ้นของร้านไปขายให้คนอื่น และพอทวงถามก็มีแต่ความเงียบกลับมา
ตอนแรกแม่ของฉันที่เป็นหัวหน้าแม่ครัวอาหารไทยโบราณก็ยังทำงานอยู่ แต่เมื่อถูกบีบบังคับให้เปลี่ยนแปลงสูตรเพื่อให้ทันสมัยขึ้น โดยผิดเพี้ยนจากสูตรเดิมไปมาก แม่เลยตัดสินใจลาออก เพราะไม่อยากทำลายอาหารไทยให้กลายเป็นอาหารที่ยำจนเละเทะไปหมด
ยังไม่หมด... พายุลูกใหญ่ก็ถาโถมเข้ามาอีก เมื่อคุณพ่อของฉันป่วยด้วยโรคทางใจ ท่านเอาแต่โทษตัวเองว่าเป็นเพราะท่าน พวกเราเลยลำบาก เมื่อใจป่วย กายก็ป่วยตามไปด้วย แต่ท่านก็กลับมาได้เพราะได้กำลังใจจากฉันและคุณแม่
ระหว่างนี้ เราก็อยู่กันไม่ลำบากมากนัก เพราะมีบ้านสองชั้นที่หลังไม่เล็กไม่ใหญ่ มีเงินเก็บในบัญชีพอที่จะอยู่ได้ระยะหนึ่ง แต่มันก็จำเป็นต้องหาเพิ่มอยู่ดี วันนี้ฉันจึงดีใจมากที่จะได้ทำงาน เพราะพี่ใบหม่อนที่ทำงานเป็นเลขานั้นเงินเดือนสูงมาก ฉันคิดว่าฉันก็คงจะได้เงินเดือนพอสมควรเลยแหละ
"สาธุ ขอให้ลูกได้งานนี้เถอะนะเจ้าคะ แล้วลูกจะเอาพวงมาลัยไปถวายและรำแก้บนหนึ่งรอบ" ฉันยกมือขึ้นไหว้และอธิษฐานออกมาเสียงดัง แล้วก็หลับตาแล้วนึกถึงศาลเจ้าพ่อที่อยู่ใกล้ ๆ บ้าน
"หึหึ/คิกคิก"
เสียงหัวเราะทำให้ฉันลืมตาขึ้นมา แล้วก็ต้องวางมือลงและยิ้มด้วยความเขินอาย เพราะมีสายตาหลายคู่มองมาที่ฉันด้วยสีหน้าขบขัน
ใช่ ฉันกำลังขอพรอยู่บนรถไฟฟ้าที่แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนมากมาย
"ขอให้หนูได้งานนะลูก" ป้าคนหนึ่งที่นั่งข้าง ๆ พูดขึ้นอย่างอ่อนโยน
"ขอบคุณค่ะคุณป้า" ฉันยกมือไหว้คุณป้าที่อวยพรให้ฉัน
"ว่าแต่จะไปรำแก้บนที่ไหนเหรอ เดี๋ยวป้าขอตามไปดูด้วยคนนะ" ป้าคนนั้นถามขึ้นมาอีก และนั่นทำให้ทุกคนหัวเราะมากกว่าเดิม และฉันก็ยิ้มให้ทุกคนเพราะรู้ว่าพวกเขาหัวเราะเพราะเอ็นดูฉัน ไม่ใช่การเยาะเย้ย มีหลายคนที่อวยพรฉัน ฉันก็ได้แต่พูดว่าขอบคุณแก้อาการเขินอาย