ตอนที่1

2986 Words
ตอนที่ 1 || นี่ฉันมาโผล่ที่ไหนกัน? หลังผ่านพ้นห้วงแห่งความมืดมิดพริมาก็สะดุ้งเพราะรู้สึกเหมือนตนเองถูกจับโยนจากที่สูง สัมผัสแรงดิ่งที่โถมเข้ามาจนลมหายใจสะดุด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก ก่อนร่างทั้งร่างจะกระแทกเข้ากับพื้นน้ำอย่างรุนแรงและตามมาด้วยความรู้สึกความเย็นเฉียบปะทะร่างจนเจ็บแทบทะลุเข้าไปถึงกระดูก ตูม!!! เสียงสายน้ำที่แตกกระจายก้องในโสตประสาท ความเค็มจัดพุ่งเข้าสู่ปากและจมูกในทันที กลิ่นคาวเกลือแรงแสบลึกเข้าโพรงจมูก ความมืดมิดหนาทึบรายล้อมรอบตัวจนเธอแทบไม่รู้ทิศ น้ำทะเล… นี่มันคือน้ำทะเล! ความหนาวเย็นแผ่ซ่านเข้ามาราวกับมือเย็นชืดกำลังบีบรัดร่างเล็กไว้ ความอัดแน่นจุกเสียดในปอดบีบคั้นจนแทบแตก พริมารีบอ้าปากพยายามสูดอากาศอย่างตะกละตะกลาม แต่กลับเป็นน้ำทะเลที่ทะลักเข้าปากและคอแทนจนเธอสำลักรุนแรง ไม่… ก็ไม่ใช่ว่าฉันตายไปแล้วเหรอ? นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?! ภาพสุดท้ายที่เธอจำได้คือไฟสตูดิโอแผดจ้า เสียงกรีดร้องโกลาหล และความเจ็บปวดแผ่ซ่านจากการตกจากที่สูงก่อนทุกอย่างจะดับวูบไป… แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอกลับกำลังจมน้ำอยู่กลางทะเล! พริมาดิ้นรนทุรนทุราย ร่างกายหนักอึ้งเหมือนถูกโซ่ถ่วงจมดิ่ง มือเล็กไขว่คว้าหาที่พึ่งพิง แต่กลับคว้าได้เพียงน้ำเย็นยะเยือกกับความว่างเปล่า เส้นผมยาวพันยุ่งขวางใบหน้า ความหวาดกลัวทำให้เกิดพลังสุดท้ายให้เธอขยับแขนขาดิ้นเพื่อเอาตัวรอด แต่เรี่ยวแรงก็ใกล้หมดลงทุกที ไม่! ฉันไม่อยากตายอีกแล้ว! ทว่าในวินาทีที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายกำลังจะดับสิ้น… ตูม! เสียงน้ำที่แตกกระจายดังสนั่น ตามมาด้วยความรู้สึกถึงแขนแข็งแรงตะครุบร่างเธอเอาไว้แน่นจากทางด้านหลัง แรงดึงมหาศาลลากเธอขึ้นสู่ผิวน้ำ ความมืดและแรงกดดันค่อย ๆ คลายตัวลงทีละน้อย เฮือก!!! ทันทีที่ศีรษะโผล่พ้นผิวน้ำ พริมาก็สูดอากาศเข้าปอดเต็มแรง น้ำทะเลพุ่งออกจากปากและจมูกจนเธอสำลักไอโขลก ๆ หัวใจเต้นรัวแทบทะลุจากหน้าอกยามรับรู้ว่าตัวเองเพิ่งผ่านความตายมาหมาดๆ “อดทนไว้นะครับ คุณหลันถิง!” เสียงทุ้มเข้มจากด้านหลังตะโกนแข่งกับเสียงคลื่นและเสียงหวูดของเรือบรรทุกสินค้า คิ้วของหญิงสาวขมวด เพราะแปลกใจกับชื่อที่ไม่ใช่ตนเอง พริมาไม่ทันตั้งตัวว่าชายคนนั้นเป็นใคร รู้เพียงว่าเขาลากเธอฝ่าคลื่นสูงโถมเข้าหาฝั่ง เสียงคลื่นซัดกระแทกตอม่อไม้ดังก้องสะท้อน ลมทะเลพัดแรงจนหนาวสะท้านไปถึงกระดูก “ส่งเธอขึ้นมาอาเฟย!” เสียงอีกคนบนฝั่งดังขึ้นจากท่าเรือเบื้องหน้า พริมาไม่มีแม้แต่เวลาสงสัยว่าพวกเขาคือใคร แรงผลักจากด้านหลังทำให้ร่างของพริมาขึ้นบนบันไดเหล็ก ได้ครึ่งตัว ก่อนที่มือหยาบกร้านด้านบนจะคว้าข้อมือเธอฉุดขึ้นอย่างรุนแรง ร่างเล็กถูกยกจนพ้นผิวน้ำจนกระแทกพื้นไม้กระดานเย็นเฉียบ เธอถึงกับทิ้งกายลงไปนอนหอบหายใจเหมือนปลาที่กำลังใกล้ตาย ดวงตาเรียวเห็นแสงไฟนีออนสีเหลืองอ่อนส่องสะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ สายลมพัดเอากลิ่นคาวเกลือและกลิ่นน้ำมันจากเรือประมงเข้ามาจนแสบจมูก ก่อนที่พริมาไอรุนแรง หายใจหอบสะท้าน แต่สมองกลับยังเต็มไปด้วยความสับสน นี่มันที่ไหนกันแน่? ทำไมถึงมีเรือบรรทุกสินค้าเต็มไปหมด มองอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ปักกิ่งแน่นอน ยิ่งไม่ใช่ที่โรงถ่าย บรรยากาศแบบนี้มันเหมือนยุคสมัยที่เธอยังไม่ทันเกิดเลยนะ! ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งคำถาม ดวงตาคมของเธอก็เหลือบไปเห็นเงาร่างสูงตระหง่านกำลังยืนมองลงมา ชายหนุ่มคนนั้นยืนพิงราวเหล็กอย่างผ่อนคลายแต่เต็มไปด้วยอำนาจ แถมด้านหลังเขา มีชายฉกรรจ์ในชุดสูทยืนเรียงแถวเป็นระเบียบ สายตาเฉียบคมจ้องตรงมาที่เธอพร้อมกันนี่มันเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ไหมนะ? พริมาแทบกลืนน้ำลายไม่ลงคอ… นี่มันฉากหนังมาเฟียใช่ไหม?! ใบหน้าของชายคนนั้นชัดขึ้นในสายตา หล่อเหลาแบบที่ทำให้เธอถึงกับอุทานในใจ หล่อราวกับหลิวเต๋อหัว! จมูกโด่งคมคาย คิ้วเข้มดุดัน ดวงตาคมกริบเย็นชา แต่ซ่อนประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออกที่สำคัญเขาสูงมาก สูงราวกับนายแบบที่หลุดออกมาจากฝั่งยุโรป ...พ่อเจ้าประคุณหล่อฉิบหาย เขาก้าวเข้ามาใกล้แล้วทรุดนั่งยอง ๆ ยื่นมือเรียวยาวมาปัดเส้นผมเปียกชุ่มออกจากใบหน้าของพริมา ก่อนเสียงทุ้มต่ำเปล่งออกมาชัดเจน “ดูสิ อาเฟย… แกช่วยใครขึ้นมาได้” ประโยคนั้นเต็มไปด้วยน้ำเสียงขบขันปนเย้ย แต่รูปร่างว่าหล่อจัดจ้านแล้วเสียงกลับเซ็กซี่จนใจเจ็บ พริมายังหอบหายใจจนพูดไม่ออก แต่หัวใจกลับเต้นโครมครามยิ่งกว่าเมื่อกี้ ชายหนุ่มก้มลงมองเธอเต็มตา มุมปากสวยเกินชายนั้นยกยิ้มเย็น “สวัสดี… ว่าที่น้องเมีย” เสียงของเขาทั้งนุ่มและแฝงพิษสง แต่พริมาดันเคลิ้ม เพราะเสียงเขาทุ่มต่ำไปทางเซ็กซี่ เกิดมาเจอคนหล่อมามากแต่ผู้ชายโทนเสียงเร้าใจแบบนี้เธอเพิ่งได้ยินจากเขาคนแรก ‘เดี๋ยวนะพริมา แก่จะเคลิ้มกับคนแปลกหน้าไม่ได้สิ!’ “ไปทำอีท่าไหน ถึงถูกพี่สาวจับโยนลงทะเลแบบนี้ละ?” คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดกลางหัวพริมา จับโยนลงทะเล? น้องเมีย?! นี่มันอะไรกันเนี่ย!!! ตั้งแต่เจ้าความได้เธอเป็นเด็กกำพร้า ถึงจะมีแม่บุญธรรมแต่เฉินหลีรับเธอที่เป็นเด็กหญิงเป็นลูกแค่คนเดียวส่วนอีกสามคนล้วนเป็นผู้ชาย เธอจะไปเป็นว่าที่น้องเมียเขาได้อย่างไร พริมาเบิกตากว้าง พยายามจะถามกลับ “คุณ… คุณเป็นใคร…” แต่ยังไม่ทันพูดจบ สติของเธอก็คล้ายจะดับวูบเลือนรางก่อนจะมีความทรงจำสายหนึ่งที่ไม่ใช่ของเธอพุ่งเข้าใส่ ความทรงจำที่ถาโถมเข้ามาเหมือนกระแสน้ำเชี่ยวกราก ทำให้พริมารู้สึกเหมือนศีรษะแทบแตกเป็นเสี่ยง ๆ จนต้องรีบหลับตาแล้วลืมขึ้นใหม่แต่พอลืมขึ้นให้กลับเห็นอะไรไม่ชัดเจนคล้ายหยุดไปอยู่กลางม่านหมอกไปหมด ลู่หลันถิง… ก่อนที่ภายในหัวของหญิงสาวจะมีชื่อนี้ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน ทั้งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เสี้ยววินาทีนั้นเธอก็รู้แจ้งว่าชื่อนี้คือเด็กสาวผู้โชคร้ายคนนั้นคือเจ้าของร่างนี้! ลู่หลันถิง เกิดในครอบครัวบ้าน ‘ลู่’ เธออายุเพิ่ง 18ปีเต็ม เป็นลูกสาวคนรองของลู่เสียนอี่ เจ้าของ โรงงานเย็บผ้า ‘ลู่หมิงการ์เมนต์’ ในกว่างโจว และปีนี้คือ ปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) เป็นยุคที่จีนเพิ่งเริ่มเปิดเศรษฐกิจเสรี โรงงานเล็ก ๆ และกลาง ๆ ต้องแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อความอยู่รอด จากนั้นเรื่องราวของเจ้าของร่างก็ไหลหลาก... ทันทีที่ลู่หลันถิงลืมตาดูโลก เธอกลับไม่ได้รับการต้อนรับจากครอบครัว หากแต่ถูกตราหน้าว่าเป็น “ตัวซวย” นำความโชคร้ายมาให้ตระกูลตั้งแต่อายุเพียงเจ็ดวัน เธอยังมีพี่สาวของคือ ลู่หลินอิง ซึ่งอีกฝ่ายกลับได้รับการเชิดชูว่าเป็น “ดาวนำโชค” ของบ้าน โดยเฉพาะ ย่าลู่ หลินฟาง หญิงชราผู้เคร่งถือโชคลางและเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ทุกคนต้องเกรงใจมาหลายสิบปีตามธรรมเนียมยุคเก่า วันที่เด็กแฝดถือกำเนิด มารดา หม่าจื่ออิน เสียชีวิตเพราะคลอดยากหลังคลอดเพียงไม่กี่ชั่วโมง ย่าลู่เชื่อมโยงเรื่องราวทันทีว่านี่อาจเป็นลางร้าย เพราะตั้งแต่หม่าจื่ออินแต่งเข้าบ้านลู่ เพียงหนึ่งเดือน ปู่ลู่ ก็สิ้นชีวิตด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน! “สะใภ้คนนี้มันตัวอัปมงคล! ไม่คิดเลยว่าพอคลอดลูกออกมาก็ยังคลอดตัวซวยออกมาอีกเด็กสองคนนี้ต้องมีใครสืบทอดความซายจากแม่ของมันแน่!” ย่าลู่ประกาศเสียงกร้าวในงานศพ ขณะทุกคนพยักหน้าตามโดยไม่กล้าโต้เถียง และหลังพิธีศพอีก 2 วันต่อมา สะใภ้รอง จางหมิ่น ภรรยาของลู่เสียนเซิ่งผู้เป็นลูกชายคนรองของตระกูล เชิญซินแสเฒ่ามาดูดวงให้หลานแฝดทั้งสอง ผลคือ… ลู่หลินอิง มีดวงดาวมงคล จะนำความรุ่งเรืองแก่สกุลลู่ ส่วน ลู่หลันถิง มีดวงดาววิบัติ เป็นลางร้าย เหมือนมารดาผู้ล่วงลับ! ตั้งแต่นั้น ความเชื่ออันโหดร้าย ก็หยั่งรากของย่าลู่และคนในครอบครัว ทุกคนเชิดชูเพียงพี่สาวฝาแฝด แต่ผลักไสแฝดน้องให้ตกเป็นเงามืด มีเพียงลู่เสียนอี่เท่านั้นที่ไม่เคยมองว่าลู่หลันถิงคือตัวซวย แต่เขาไม่ค่อยได้เลี้ยงดูบุตรสาว ด้วยภาระของผู้นำตระกูล จึงต้องปล่อยให้ย่าลู่กับน้องสะใภ้เลี้ยงเด็กแฝดแทนตนเอง ดังนั้นเขาย่อมไม่รู้ว่าลูกสาวคนกลางต้องเจอกับอะไรมาบ้าง เพราะต่อหน้าเสียนอี่ทุกคนดีกับหลันถิง แต่เมื่อเขาออกไปทำงาน หลันถิงก็ต้องเผชิญโลกอันโหดร้ายเพียงลำพัง ทุกวันของเด็กหญิงเต็มไปด้วยงานบ้านหนักหน่วง ตักน้ำ ต้มน้ำ ซักผ้า กวาดลาน ทำความสะอาดโรงงาน แล้วแต่จะถูกย่าลู่กับอาสะใภ้เรียกใช้ แม้พลาดเพียงเล็กน้อยก็ถูกหวดด้วยไม้เรียว พร้อมเสียงดุด่าไม่ขาดปาก “แกมันนังตัวซวย! แกจะทำอะไรให้ดีสักอย่างไม่ได้เลยหรือไง!” เสียงย่าลู่ดังก้องเสมือนตราประทับในใจ ส่วนลู่หลินอิงพี่สาว กลับได้รับการประคบประหงม ราวเป็นเจ้าหญิงของบ้าน เธอสวมเสื้อผ้าดี ๆ ได้กินอาหารเลิศรส และได้เรียนหนังสืออย่างเต็มที่ เวลาหลันถิงถูกตี หลินอิงมักยืนมองด้วยสายตาเย็นชา หรือหัวเราะเยาะซ้ำเติม สิบแปดปี ผ่านไป คำว่า “ตัวซวย” กลายเป็นรอยแผลลึกในหัวใจ ความแตกต่างถึงขีดสุดเมื่อถึงวัยเรียนมหาวิทยาลัยความฝันที่ถูกพรากไป หลันถิงสอบติด มหาวิทยาลัยสิ่งทอที่เซี่ยงไฮ้ ด้วยคะแนนสูง เธอหวังจะใช้โอกาสนี้สร้างอนาคตใหม่แต่ย่าลู่ตัดสินใจทันทีว่าจะไม่ส่งเธอไปเรียน เพราะหลินอิงสอบไม่ติด “คนที่สมควรได้รับโอกาสคือหลินอิง! ส่วนตัวซวยอย่างแกอยู่บ้านช่วยงานในโรงงานไปเถอะ!” หลันถิงได้แต่ก้มหน้ากลั้นน้ำตา ความหวังพังทลายจนหมดสิ้นเพียงเพราะพี่สาวขี้เกียจอนาคตของเธอจึงจบลงแบบนี้ ใจของเธออยากขอร้องบิดา แต่ติดที่ช่วงนี้ครอบครัวฐานะกำลังตกยากลงทุกวัน จึงจำใจก้าวหน้ายอมรับชะตาไป คืนนั้น เธอยืนมองกระจกภายในห้องนอนตนเองด้วยหัวใจที่แตกร้าว ภาพสะท้อนในกระจกคือเด็กสาวผิวซีด ดวงตาสิ้นหวังมองจ้องกลับมา เธอพึมพำสาปแช่งโชคชะตา… “ทำไมฉันต้องเกิดมาเป็นตัวซวยแบบนี้ด้วย!” เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น โรงงานลู่หมิงการ์เมนต์ประสบปัญหาการเงินอย่างหนัก เพราะช่วงเปลี่ยนผ่านของยุค กอปรกับที่ลู่หมิงการ์เมนต์ไม่มีแบรนด์ของตนเอง ได้แต่รับจ้างผลิต ถูกโกงค่าผลิตบ้าง สินค้าไม่ผ่านผู้ตรวจสอบบ้าง บางช่วงผลิตไม่ทันถูกปรับบ้างใน 5 ปีที่ผ่านมาโรงงานจึงขาดทุนติดต่อกัน เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดคือ จั๋วอี้เหิง มาเฟียหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและร่ำรวยที่สุดในกว่างโจว และเขายังร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของเอเชียน ต้นเดือนก่อนเขายื่นข้อเสนอมาว่า ถ้าลู่หลินอิงแต่งงานกับเขา เขาจะยกหนี้ทั้งหมดและช่วยให้โรงงานฟื้นตัวด้วยสินสอดอีกแสนหยวน ย่าลู่ลังเลอยู่ไม่นานก็รับปากทันที! ก็จั๋วอี้เหิงเป็นใคร เขารวยขนาดไหน การได้เขามาเป็นหลานเขยนี่มันไม่ใช่ยิ่งกว่าฝันไปหรอกหรือ ถึงการแต่งงานนี้จะมีเงื่อนไขว่าเขาจะหย่าทันทีหลังเขาจัดการปัญหาบางอย่างได้แล้ว แต่จะแค่วันเดียวก็ถือว่าหลานรักของเธอได้เป็นสะใภ้คนแซ่จั๋วแล้วนี่นา แต่ลู่หลินอิงกลับ ไม่ยินยอม เพราะเธอมีคนรักอยู่แล้ว อู่กวง รองผู้จัดการโรงงานชายวัย 40 ที่มีภรรยาและลูกแล้ว! เมื่อย่าลู่รู้ความจริงข้อนี้เข้าก็โกรธจนตัวสั่น สั่งห้ามเด็ดขาดและยิ่งบังคับให้แต่งงานกับจั๋วอี้เหิงทันที สะใภ้รอง จางหมิ่น และลูกชาย เสียนเซิ่ง ก็ยุแยงเพิ่มความโลภมากให้หญิงชราเพิ่มขึ้น ทำให้ย่าลู่ยิ่งแข็งกร้าวเอาจริงกับหลานรักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หลินอิงถึงกับร้องไห้อยู่หลายวัน “บ้านเราจะไม่ตกต่ำเพราะความรักโง่ ๆ ของแกเด็ดขาด! เจ้าจะต้องแต่งงานกับคุณชายสามจั๋วให้จงได้อย่าลืมสิแกคือดาวนำโชคของบ้านลู่นะ!” และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดก่อนวันแต่งงาน สิบสามวัน หลินอิงตัดสินใจหนีตามไปกับอู่กวง แต่หนุ่มใหญ่ชักจูงให้เธอ ขโมยเงินเดือนคนงาน ที่เธอรับผิดชอบถือไว้ แล้วหนีไปสร้างชีวิตใหม่ด้วยกัน หลินอิงลังเลเพียงชั่วครู่ แต่เพราะรักเขามากจึงยอมตาม บังเอิญในวันนั้น เธอเห็นย่าลู่เก็บ สินสอดจากจั๋วอี้เหิง ไว้ในห้องนอน ความโลภจึงชนะใจ หลินอิงตัดสินใจชวนอู่กวงไปขโมยไปด้วย! “ถ้าเรามีเงินมากพอ จะไม่มีใครหาตัวเราเจอ!” หลินอิงกล่าวตบท้าย แล้วมีหรือคนโลภมากแบบอู่กวงจะไม่เห็นดีด้วย ระหว่างที่สองคนกำลังย่องเข้าไปขโมยเงินในห้องของย่าลู่ หลันถิง กลับพบเข้าโดยบังเอิญ เด็กสาวตกใจและพยายามห้ามพี่สาว พร้อมขู่ว่าจะ แจ้งความ เอาผิดอู่กวงฐานล่อลวงพี่สาวและขโมยเงินโรงงาน ใครจะคิด หลินอิงกลับเห็นขี้ดีกว่าไส้ พออู่กวงบอกว่าปล่อยหลันถิงไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงหนีไม่รอด หลินอิงก็หันไปคว้าไม้เท้าของย่าลู่ที่มีสำรองเอาไว้ในห้องนอนหญิงชราอีกอันมาหวดเข้าที่ท้ายทอยน้องสาวทันที! ผลัวะ! หลันถิงทรุดฮวบ เลือดไหลอาบ เด็กสาวมองหน้าฝาแฝดตนเองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ว่าพี่สาวจะทำกับตนเองลงคอ “หลินอิงเธอ...” ยังพูดไม่จบประโยค หลันถิงก็หมดสติไปก่อน หลินอีลนลาน คิดว่าน้องสาวตายแล้ว จึงหันไปหาอู่กวง พอดีกับที่อู่กวงมีรถเก๋งเก่าๆ อยู่หนึ่งคัน เขาจึงรีบไปเอารถมา และอุ้มร่างไร้สติของหลันถิงไปใส่ท้ายรถ “พวกเราต้องเอาเด็กนี่ไปทิ้ง” “แต่แบบนั้นหลันถิงจะตายนะคะพี่กวง” “เธอจะให้มันตาย หรือพวกเราจะยอมติดคุกเล่า อิงอิง” หลินอิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่สุดท้ายก็เลือกจะคล้อยตามอู่กวงคือเอาร่างของน้องสาวฝาแฝดไปทิ้งทะเล ขณะนั้นเอง ย่าลู่ ก็กลับมาพบเหตุการณ์พอดี ยังดีที่ครอบครัวบ้านลู่รอง คือเสียนเซิ่งกับจางหมิ่นกับลูกสาวลูกชายวันนี้ไปค้างต่างเมือง แต่เพราะรู้หลินอิงจึงเลือกลงมือวันนี้ แต่แทนที่ย่าลู่จะช่วยหลานสาวคนกลางผู้เคราะห์ร้าย กลับรีบเร่งให้อู่กวงกับหลินอีหนีไปก่อน และนอกจากเงินสินสอด หลินฟางยังรีบไปนำเงินเก็บส่วนตัวมามอบให้หลานสาวสุดที่รักจนหมด “มัวรออะไรอยู่! รีบพาหลินอิงหนีไปซะ!” เสียงร้องไห้ของหลินอิงสั่นสะท้าน ขณะนั้นหลันถิงก็ฟื้นขึ้นมา เด็กสาวคิดว่าย่าลู่จะช่วยตนเอง จึงร้องเรียก แต่หญิงชรานอกจากไม่ช่วย ยังหันไปหยิบไม้ถูกฟื้นมาตีร่างของเด็กสาวซ้ำ โดยเน้นที่ศีรษะ อย่างหวังผลให้ตายไปจริงๆ ก่อนหลันถิงจะสิ้นใจ เธอลืมตาขึ้นมาเห็นย่าลู่ยกไม้ฟาดซ้ำลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า ความเจ็บปวดที่กายกลับไม่เท่าที่ดวงใจของเด็กสาว เธอได้แต่ถามตนเองไปมา ว่าเธอผิดอะไร จึงถูกเกลียด แค่คำทำนายของซินแสเท่านั้น? ก่อนความมืดมิดกลืนกินสรรพสิ่ง และชีวิตของเด็กสาวที่ต้องทุกข์ทนเป็นตัวซวยมาตลอด 18ปี หลังจากทำความสะอาดคราบเลือดที่บ้านลู่เรียบร้อย อู่กวงกับหลินอิงก็นำร่างไร้วิญญาณของหลันถิง ตรงไปที่บริเวณท่าเรือแถวหนานซา แล้วโยนลงทะเลทันที เพราะพวกเขาเชื่อว่าทุกอย่างจะถูกคลื่นน้ำซัดหายไป แต่เคราะห์ร้ายสำหรับพวกเขา เนื่องจากท่าเรือมีตั้งมากหากแต่อู่กวงกลับเลือกจะมาทิ้งคนที่ท่าเรือที่เป็นเขตอิทธิพลของจั๋วอี้เหิง! และไม่ทราบได้ว่าคืนนั้นบังเอิญอย่างไรจั๋วอี้เหิงมาตรวจสินค้าด้วยตนเองและกำลังจะกลับแต่ดันเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นที่อู่กวงกับหลินอิงช่วยกันขนร่างคนลงจากรถแล้วนำไปโยนลงทะเลเข้าพอดิบพอดี ดังนั้นร่างที่ควรจมสู่ความตาย จึงถูกลากขึ้นจากน้ำ ทันเวลา!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD