ตอนที่2

1423 Words
ตอนที่ 2 || หรือเขาต้องเปลี่ยนเจ้าสาว เผียะ! เสียงฝ่ามือกระทบแก้มใสกังวานจนร่างบอบบางสะดุ้งเฮือก ดวงตาคมของพริมาหรือก็คือ ลู่หลันถิง ร่างใหม่ ลืมโพลงขึ้นอย่างตื่นตระหนก หญิงสาวกำลังจมอยู่ในภวังค์ความทรงจำปนเปสับสน แต่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยแรงตบที่ทำเอาแก้มชาไปทั้งแถบ “ไอ้บ้า! นายตบฉันทำไม…” เสียงที่คิดว่าตะโกนออกมาเต็มแรง กลับเบาหวิวเหมือนสายลมจางจนแทบไม่ได้ยินเองด้วยซ้ำ ชายหนุ่มแผลเป็นที่เพิ่งโดดลงทะเลช่วยเธอขึ้นมา อาเฟย ขมวดคิ้วหันไปถามเจ้านายทันที “คุณอี้เหิง ทำไมต้องตบเธอด้วยครับ” จั๋วอี้เหิง ที่กำลังนั่งยองๆ ทับส้นเท้าอยู่ข้างกายเล็กที่นอนตาลอยเอ่ยตอบไร้อารมณ์ “เพราะฉันกลัวเด็กนี่จะตาย ตาลอยอยู่ตั้งนาน เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตอบ” “แล้วคุณก็เลยตบเธอ?” อาเฟยมองเจ้านายตาโต “ใช่!” คราวนี้น้ำเสียงกระแทกห้วนสั้น เสี้ยวหน้าคมกริบนั้นเปื้อนรอยไม่สบอารมณ์ให้อาเฟยกับอาจ้านเห็นชัดเจน จนฟังแล้วขนลุก ในขณะที่สองชายกำลังโต้ตอบกัน คนที่เพิ่งผ่านความตายมาอย่างหวุดหวิดกลับรู้สึกปวดหัวรุนแรง ภาพรอบกายหมุนคว้างเหมือนโลกกำลังแยกออกเป็นสอง เธอพยายามขยับปากด่า ที่ตนเองถูกเขาตบหน้าจนชาหนึบแต่แทบไม่มีแรง ดังนั้นจากคิดจะด่าทอคนจึงเปลี่ยนเป็นขอความช่วยเหลือแทน “ชะ…ช่วย…ด้วย” เสียงแผ่วแทรกออกมาเหมือนลมหายใจสุดท้ายของเธอกำลังจะมาถึง จั๋วอี้เหิงที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดได้ยินทันทีเขารีบเขย่าตัวหญิงสาว น้ำเสียงห้วนแต่แฝงความร้อนรนที่เจ้าตัวเองอาจไม่ทันรู้ตัว “เธอ! หลันถิง! ลู่หลันถิง!” แต่ดวงตาของหญิงสาวค่อย ๆ ปิดลงราวกับถูกแรงบางอย่างดึงเข้าสู่ความมืดอีกครั้ง อาจ้าน คนสนิทอีกคน รีบก้าวเข้ามา ใช้ไฟฉายส่องดวงตาและตรวจการตอบสนอง ก่อนถอนหายใจเฮือกเบา ๆ “ยังไม่ตายครับ คุณอี้เหิง” คำตอบนั้นแม้ฟังดูโล่งอก แต่กลิ่นคาวเลือดที่ฟุ้งขึ้นกลับทำให้เขาขมวดคิ้วทันที เมื่อฉายไฟสำรวจต่อ จึงเห็นเลือดสีเข้มไหลซึมจากท้ายทอยเป็นทางยาว อาเฟยรีบคุกเข่าลง พลิกศีรษะร่างเล็กขึ้นเพื่อตรวจบาดแผล พอเห็นรอยแตกยาวลึกถึงสองร่องก็ถึงกับสบถ “แผลแตกยาวเกินไป! เลือดออกไม่หยุดเลยครับคุณอี้เหิง อันตราย” มือหนารีบกดแน่นตรงบาดแผล ใช้แรงทั้งหมดพยายามห้ามเลือดตามวิธีการที่เรียนรู้มาตั้งแต่สมัยเป็นทหารรับจ้าง แต่เลือดยังคงทะลักผ่านช่องนิ้วเขาจนสัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อน กลายเป็นสีแดงฉานบนพื้นไม้กระดานท่าเรือ “คงเพราะแผลถูกน้ำทะเล เลือดเธอจึงไหลไม่หยุด เราต้องรีบพาเธอไปโรงพยาบาลแล้วครับคุณอี้เหิง” อาเฟยบอกไปตามประสบการณ์ จั๋วอี้เหิงทอดสายตามองร่างเล็กซีดเผือดบนพื้นที่ลมหายใจแผ่วเบาลงแทบไร้ชีวิต แววตาดูครุ่นคิดเงียบ ๆ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักชีวิตเด็กสาวคนนี้ ควรยื้อไว้หรือปล่อยให้ตายไปตามเคราะห์กรรมกันแน่ เขารู้จักหลันถิงเลือนราง รู้แค่อีกฝ่ายคือแฝดคนน้องของลู่หลินอิง ผู้หญิงที่เขาเลือกมาเป็นเมียชั่วคราวขัดตาทัพ สองคนถึงหน้าตากับรูปร่างใกล้เคียงกัน แต่กลับแตกต่างทุกสิ่งทั้งนิสัยใจคอและ บุญวาสนาล้วนแตกต่างโดยสิ้นเชิง คนพี่สาวนั้นถูกเชิดชูว่าเป็นดาวนำโชค ตัวเขาเองที่เลือกหลินอิงก็เพราะรู้สึกว่าหลันถิงอ่อนแอเกินไป และเขาไม่เคยสนใจคนคนอ่อนแอยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มจะสู้ แต่สิ่งที่เห็นกับตาเมื่อครู่นี้... พี่แท้ ๆ จับน้องโยนลงทะเลต่อหน้าต่อตา มันทำให้เขาขบคิดมากกว่าที่ตั้งใจไว้ เพราะถึงเขาจะชอบคนสู้คน แต่ผู้หญิงที่ใจอำมหิตขนาดนี้เขาก็ยอมรับไม่ได้เหมือนกัน ในที่สุด เสียงทุ้มต่ำก็ตัดสินใจออกคำสั่งเด็ดขาด “พาเธอไปโรงพยาบาลกว่างโจวเดี๋ยวนี้!” อาจ้านไม่รอช้า รีบวิ่งไปสตาร์ทรถยนต์คันหรูทันที อาเฟยเองก็รู้หน้าที่เขารีบตรงเข้าไปอุ้มร่างเปียกโชกขึ้นจากพื้นเพราะตัวของเขานั้นก็เปียกปอนเช่นกันหากจะให้ผู้เป็นนายอุ้มเธอคงไม่เหมาะ หลังทุกคนพร้อมรถเบนซ์สีดำทะยานออกจากท่าเรือทันที เสียงเครื่องยนต์ดังคำรามแข่งกับลมยามค่ำ ภายในรถเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องยนต์และเสียงหายใจหนัก ๆ ของอาเฟยที่พยายามกดผ้าเช็ดตัวแนบแผลเพื่อห้ามเลือดอย่างระมัดระวัง ขณะที่เจ้านายใหญ่ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาคมเข้มส่องประกายวิเคราะห์ไม่หยุดว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่พี่สาวแท้ๆ กล้าลงมือเอาชีวิตน้องสาวแบบนี้ รถแล่นฝ่าถนนมืดสลัวเข้าสู่ย่านชุมชนของกว่างโจว ไฟนีออนสีแดงสว่างวาบจากป้ายร้านเหล้า ป้ายโรงเต้าหู้เหม็น และร้านเกมตู้ข้างทาง สลับกับเงามืดของแฟลตเก่าที่คนงานอัดกันอยู่แน่นขนัด จนในที่สุด แสงไฟสว่างจ้าของโรงพยาบาลประชาชนกว่างโจวก็ปรากฏตรงหน้า “จอดตรงนี้แหละ อาจ้านฉันจะรีบลงไป” อาเฟยตะโกนบอกกับคนขับ อาจ้านก็รีบจอดลงตรงหน้าห้องฉุกเฉิน อาเฟยรีบอุ้มร่างเล็กลงจากรถอย่างเร็ว จั๋วเหิงลงตาม อาจ้านจึงนำรถเข้าไปจอดที่โรงพยาบาลจัดเอาไว้ แล้ววิ่งตรงมายังจุดหน้าห้องฉุกเฉินสมทบกับอาเฟยและจั๋วอี้เหิง เสียงส้นรองเท้าวิ่งตึงตังบนพื้นกระเบื้อง พยาบาลเวรกรูเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังร่างของอาเฟยที่กำลังคนหมดสติทันที “คนไข้เป็นอะไรมาครับ” บุรุษพยาบาลถามขึ้นเป็นคนแรก “คนไข้ศีรษะแตก เลือดออกมากจนหมดสติครับ!” อาเฟยรีบบอกอาการเบื้องต้น กับพยาบาล บุรุษพยาบาลเห็นดังนั้นเขารีบไปนำเปลเข็นผู้ป่วยมารับ ร่างหลันถิงถูกวางลงบนเปลทันที เสียงเอี๊ยดอ๊าดของล้อเหล็กจึงดังไปตามโถงทางเดินสู่ภายในห้องฉุกเฉิน เสียงสั่งการวุ่นวายก่อนประตูห้องฉุกเฉินจะปิดลงอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ข้างนอกเหลือเพียงบรรยากาศเงียบงันกดดัน อาเฟยยังคงยืนหอบ เลือดของคนป่วยยังเปื้อนทั้งตัวแต่สายตาไม่ละจากประตู อาจ้านยืนนิ่งถัดมา ส่วนจั๋วอี้เหิงยืนพิงผนัง ก่อนจะล้วงมือหยิบซองบุหรี่ออกมาคล้ายจะจุดสูบแต่นึกได้ว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ซึ่งจะสูบได้ เขาจึงเหลียวมองห้ามุมสำหรับสูบที่โรงพยาบาลจะจัดเอาไว้ให้ญาติผู้ป่วย เหลือเพียงนาฬิกาบนผนังเดินดังชัดเจนอยู่ในความเงียบ จนแทบกรีดลงกลางอกคนรอด้านนอก เช่นอาจ้านกับอาเฟย เพราะอย่างไรพวกเขาก็มีน้องสาวพี่สาวจึงอดสะเทือนใจไม่ได้กับสภาพบาดเจ็บของลู่หลันถิง เวลาผ่านไปช้าๆ จั๋วอี้เหิง ยืนกอดอก สีหน้าเรียบนิ่ง มวนบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุดกลิ้งไปมาระหว่างนิ้วเรียวยาว ข้าง ๆ เขา อาจ้าน ยืนนิ่งสงบ แต่สายตายังคงตรึงแน่วแน่ที่ประตูห้องฉุกเฉินที่ยังเปิดสีแดงนิ่ง ส่วนอาเฟย เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำทะเลและเลือดจนเปื้อนเป็นปื้นชวนสยองขวัญ จั๋วอี้เหิงจึงตัดสินใจจะออกไปสูบบุหรี่จริงๆ “ฉันจะออกไปสูบบุหรี่…” อี้เหิงเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนเหลือบตาไปทางลูกน้อง “อาเฟย ไปเปลี่ยนชุดบนรถ ฉันมีเสื้อผ้าสำรองในท้ายเก็บไว้แกเอาไปใช้ก่อนได้เลย” เขาหันสายตาคมไปทางอาจ้านเพียงเสี้ยววินาที “แกอยู่รอหมอ ถ้าใครถามหาญาติคนไข้ ให้ไปเรียกฉัน” เสียงส้นรองเท้าหนังของอี้เหิงดังกระทบพื้นกระเบื้องก้องกังวานทุกย่างก้าว ก่อนเงาร่างสูงใหญ่จะเดินหายลับออกไปทางระเบียงด้านนอก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD