"ค้นให้ทั่ว!"
เสียงเข้มของ ตุลย์ หรือหมอตุลย์ วณิชกุล ดังขึ้น โดยไม่สนคนตรงหน้า สายตาเย็นชาที่มองมาทำให้พันไมล์รู้สึกเย็นยะเยือก ตุลย์เปลี่ยนไปมากกลายเป็นบุรุษหนุ่มที่มีรูปร่างสูงใหญ่ อกผาย ไหล่ก็ดูกว้างดูแข็งแรงมาก แม้จะอยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวแต่พันไมล์มั่นใจว่าภายในอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะปกติเจ้าตัวเป็นคนชอบออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว ยิ่งอายุเพิ่มขึ้นใบหน้าหล่อก็ยิ่งกร้าวใจคมคายดูน่าเกรงขาม แต่นิสัยก็ยังคงแข็งกระด้างเหมือนเดิม
กลับมาเจอกันอีกครั้งทุกอย่างคงเปลี่ยนไปแล้วสินะ ท่าทางของคนตัวโตก็ดูจะเย็นชาเมินเฉยใส่ราวกับคนไม่รู้จักกันอีกด้วย
ทั้งที่...เมื่อก่อน...
"หาคน และเงินให้เจอ ถ้าไม่เจอก็เผาแม่งทั้งหลัง"
"งะ..เงินอะไร"
พันไมล์ตาเบิกกว้างเมื่อนึกถึงเงินที่พี่สาวนำมาฝากไว้ ชายหนุ่มถอยกรูดเข้าไปในบ้านด้วยความกลัว เมื่อเดาเอาว่าคนตรงหน้าเป็นเจ้าของเงิน แต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมให้คนแปลกหน้าได้เข้ามาโดยง่าย ไวเท่าความคิดมือสองข้างก็กางออกทันทีเพื่อขวางทางไม่ให้ชายฉกรรจ์ชุดดำกับหนุ่มหล่ออีกสองคนเข้ามาภายในตัวบ้าน
"มีอะไรกัน แล้วพวกนี้เป็นใคร มาทำอะไรที่บ้านเราดึกดื่น"
คนป่วยคงตื่นเพราะได้ยินเสียงเอ็ดตะโรและเสียงถีบประตูตึงตัง จึงเดินโซเซลงบันไดมาหาลูกชาย ก่อนจะถามขึ้นด้วยความสงสัยเมื่อเห็นชายแปลกหน้าหุ่นล่ำอยู่ภายในบ้านของตนยามวิกาลโดยมีลูกชายคนเล็กยืนขวางเอาไว้ คนอายุมากสบตากับหนุ่มสูงใหญ่หน้าตาดีที่มีสีหน้านิ่งเรียบและกำลังกวาดสายตามองมาอย่างสำรวจเช่นกัน
พีรวิชญ์เลิกคิ้วมองผู้บุกรุกอย่างคนคุ้นหน้า คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแต่ก็นึกไม่ออก
"ไม่มีอะไรครับพ่อ มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย พ่อขึ้นไปพักก่อนนะครับ ทางนี้ผมจัดการเอง" ด้วยไม่อยากให้พ่อกังวลใจไปมากกว่านี้ หากรู้เรื่องเงินก้อนโตที่ไม่มีที่มาที่ไป มีหวังตรอมใจหนักยิ่งกว่าเดิม
"แต่ว่า พวกเขา"
"นะครับพ่อ พวกเขาไม่ทำอะไรผมหรอก แค่เข้าใจผิดกันนิดหน่อย" ผู้สูงวัยสบตาบุตรชาย ห่วงก็ห่วงแต่เมื่อประสานสายตาจริงจังของพันไมล์ก็จำใจเดินหันหลังเตรียมขึ้นบันไดเพื่อขึ้นไปห้องนอนของตัวเอง
"พวกเรามาตามหาเงิน"
ปราชญ์เป็นคนโพล่งขึ้นมาด้วยยังคงนึกสนุก ยิ่งเห็นสีหน้าคนที่ทำเพื่อนเขาปวดใจเกือบตายทั้งเป็นมาแล้วกำลังมีสีหน้าเครียดขึงจ้องเขาตาแทบถลน เห็นอย่างนั้นแล้วเขาก็ยิ่งสะใจอยากจะแกล้งให้หนัก
"งะ.. เงินอะไร" ชายสูงวัยทำหน้าตาตื่นมองหน้าลูกชายสลับกับกลุ่มคนแปลกหน้าด้วยความสงสัยก่อนจะเลิกคิ้วเชิงถาม
ชายฉกรรจ์สองคนจึงเดินขึ้นบันไดเข้าไปจับพ่อของพันไมล์ไว้ คนเป็นลูกเห็นอย่างนั้นก็ตกใจร้องตะโกนโหวกเวกออกมาทันทีด้วยกลัวว่าพ่อจะได้รับอันตราย
"หยุดนะ! อย่าทำอะไรพ่อกู ท่านไม่รู้เรื่องเงินอะไรของพวกมึง"พันไมล์กำลังจะวิ่งขึ้นไปช่วยพ่อ แต่ก็โดนชายฉกรรจ์อีกสองคนจับตัวเอาไว้ก่อน
"ปล่อยกูนะ..ไอ้พวกเหี้ย บอกให้ปล่อย!!"
ไม่ว่าจะตะโกนเสียงดังขนาดไหน ก่นด่าอย่างไรคนพวกนี้ก็ไม่ได้สนใจฟังเขาเลยสักนิด ส่วนปราชญ์และชายฉกรรจ์อีกหนึ่งคนก็เดินไปรื้อทั่วบ้านเพื่อค้นหาในสิ่งที่ต้องการ จนพันไมล์ต้องหันไปมองคนเป็นเจ้านายพวกมันอย่างวิงวอนแกมขอร้องอยู่ในที
"บอกลูกน้องคุณให้หยุดค้นบ้านผมเดี๋ยวนี้ ได้ยินไหม"
พันไมล์มองคนที่กำลังดึงบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบพร้อมกับย้ายตัวเองไปนั่งบนโซฟาตัวยาวที่อยู่กลางบ้านด้วยท่าทีสบายใจ ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจเลยสักนิด
"........."
"คุณไม่ได้ยินหรือไงว่า ให้พวกเขาหยุดค้นและปล่อยพ่อผม ขอร้องล่ะ!!"
"......." ตุลย์ยังคงนิ่งเฉย ก่อนจะอัดบุหรี่เข้าปอดอย่างไม่สนใจ ราวกับไม่ได้ยินเสียงขอร้องจากคนที่โดนจับโวยวายเหมือนคนบ้า
"ปล่อยพ่อกู"
"........ " มุมปากยกขึ้นเบาๆ
"ไอ้เหี้ยตุลย์!"
และแล้วคนที่แกล้งไม่รู้จักก็เผยตัวออกมา คนสูบบุหรี่เป่าควันสีขาวขึ้นลอยวนบนอากาศหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะช้อนสายตามองคนที่ยืนทำหน้าเกรี้ยวกราดมองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อแล้วก็ยิ้มเหยียด
ในที่่สุดอีกฝ่ายก็ยอมเรียกชื่อตนออกจากปากซะที!!
"หึ กูนึกว่าจะไม่ทักคู่ขาเก่าอย่างกูเสียอีก"
"บอกลูกน้องมึง ปล่อยพ่อกูก่อน!!"
ตุลย์ยอมทำตามโดยการพยักหน้าให้ลูกน้องปล่อยทั้งพันไมล์และคนป่วย พอเป็นอิสระพันไมล์ก็รีบวิ่งขึ้นชั้นบนพาพ่อเข้าห้องและอธิบายให้ท่านเข้าใจ ใช้เวลาพอสมควรจึงเดินออกมาจากห้อง ลงบันไดมาหาคนที่นั่งอยู่บนโซฟาที่ยังคงอัดนิโคตินรออย่างใจเย็น จึงสาวเท้าเข้าไปหาเผชิญหน้ากับแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างไม่กลัวตาย
"อย่ามายืนค้ำหัว"
"ไม่จำเป็นที่กูต้องรักษามารยาทกับคนอย่างมึง แล้วนี่ก็พาพรรคพวกของมึงออกไปจากบ้านกูได้แล้ว ที่นี่ไม่มีของและคนที่มึงต้องการแน่"
แต่สายตาตุลย์กับจ้องภาพชายสูงวัยกับลูกสาวและลูกชายที่แขวนอยู่ตรงผนังบ้าน
"หลักฐานชัดเจน มึงก็ยังจะแถไปเรื่อย"
พูดจบก็ลุกขึ้นเดินไปพ่นควันบุหรี่สีขาวใส่หน้าเจ้าของบ้านพร้อมกับยิ้มเยาะ มุมปากที่ยกขึ้นทำเอาคนยืนมองหน้าชาไปเลยเมื่อเห็นรอยยิ้มเหยียดหยันกับสายตาดูแคลนของอีกฝ่าย
...คงไม่มีอีกแล้วสินะ สายตาคู่นั้น มันคงไม่หลงเหลือความรักให้กันอีกแล้วจริงๆ..
"ค้นต่อจนกว่าจะเจอ ถ้าไม่เจอก็เผามันทั้งหลังนี่แหละ"
"ได้ครับนาย"
"ไอ้ตุลย์ มึงบอกคนของมึงให้หยุดค้นเดี๋ยวนี้นะ!" พันไมล์เรียกชื่ออีกครั้ง หลังจากได้ยินประโยคที่ถึงกลับยืนไม่ติด
แต่ทุกคนกลับไม่สนใจ ค้อมหัวรับคำสั่งผู้เป็นนายแล้วก็เดินค้นหาของกันต่อ จนมาหยุดหน้าห้องของพันไมล์ ผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีหนึ่งในนั่นก็เดินออกมาพร้อมกระเป๋าใบหนึ่งซึ่งเป็นกระเป๋าที่พิมมาดาฝากไว้นั่นเอง
"เจอแล้วครับนาย" คนที่เจอของที่ต้องการรีบรายงานเจ้านายทันที ปราชญ์รีบเดินมารับกระเป๋าแล้วรูดซิปเปิดดูด้านในสักพักก่อนจะเงยหน้าบอกเพื่อนสนิท
"ตรวจดูแล้ว เงินครบ" พอได้รับรายงาน คนตัวสูงก็หันมาเล่นงานอีกฝ่ายทันที
"แล้วเงินนี่มันคืออะไร ห๊ะ!! คนอย่างมึงไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ๆ ก็หน้าเงินไม่เคยเปลี่ยนสินะ" คนตัวโตสาวเท้าเข้าหาจนพันไมล์รีบถอยกรูดจนหลังชนผนังไม่มีทางหลบหนี
"ต้องมีการเข้าใจอะไรผิดสักอย่าง"
เสียงเบาหวิวของพันไมล์ที่ไม่เชื่อว่าพี่สาวจะกล้าขโมยเงินคนอื่นมา ส่งผลให้สายตาคมดุจ้องมาที่เขาทันทีและไม่ยอมหันไปไหนจนพันไมล์ต้องเป็นฝ่ายหลบสายตา
นี่มันเกิดอะไรขึ้นนะ เขามึนงงไปหมดแล้ว...พันไมล์กลืนน้ำลายเหนียวหนืดเห็นสีหน้าคนตัวสูงและรอยยิ้มเหยียดแล้วก็หวั่นใจ มันดูเครียดแค้น ชิงชัง อย่างที่ไม่เคยได้รับจากสายตาคู่นี้ และไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้
"อย่างพวกมึงคงไม่มีปัญญาหาเงินพวกนี้ได้อยู่แล้ว ถูกไหม"
"มะ..มีคนให้กูมา"
"แล้วคนที่ให้มึงมา ตอนนี้อยู่ไหน"
"กูไม่รู้ "
"โกหก! สมรู้ร่วมคิดกันสินะ อย่างนี้เขาเรียกว่ารับของโจรรู้ตัวหรือเปล่า"
"กูไม่รู้จริง ๆ ถ้าเงินมึงจริงก็เอาไปสิ อยากได้คืนก็เอาไปเลย กูไม่เคยคิดอยากได้ของที่ไม่ใช่ของกูอยู่แล้ว"
"เหรอ.."
"........."
"หึ..เงินน่ะยังไงมันก็คือเงินของกูอยู่แล้ว แต่กูต้องการตัวคนที่เอาเงินมาด้วย รีบบอกมาก่อนที่กูจะหมดความอดทน"
"ใครเป็นคนเอาเงินมาให้แก ตอบพ่อมาเดี๋ยวนี้"
พันไมล์หันหลังไปมองผู้ให้กำเนิดด้วยสีหน้าตกใจ นึกว่าหลับไปแล้วแต่ที่ไหนได้พ่อกลับออกมายืนและได้ยินเข้าพอดี เขาได้แต่กัดฟันไว้เมื่อพูดไม่ได้เหมือนน้ำท่วมปาก
"เอาเงินคืนเขาไป ถ้าไม่ใช่ของเขาก็คืนเขาไปเถอะ แต่พวกคุณอย่าทำอะไรเราสองคนพ่อลูกเลยนะ"
เสียงนายพีรวิชญ์สั่นจนเห็นได้ชัด มือเหี่ยวยกขึ้นท่วมหัว พันไมล์เห็นแล้วยิ่งขอบตาร้อนผ่าว สงสารผู้เป็นบิดาจนกัดปากตัวเองไว้แน่น ไม่กล้าบอกความจริงบิดาว่าลูกสาวคนโตที่หายไปบ่อยๆ นั่นแหละที่เอาเงินคนอื่นมา ถ้าบอกไปอย่างนั้นพ่อคงรับไม่ไหวมีหวังได้ช็อกตายกันพอดี
อีกอย่างพิมมาดาเป็นคนดีและทำเพื่อครอบครัวมาโดยตลอด ขนาดตัวเขาเองยังไม่เชื่อว่าพิมมาดาจะทำเรื่องเลวร้ายพรรค์นั้นจริง
"กูถามว่า คนที่เอาเงินมาให้มึงอยู่ที่ไหน!!"
"ไปแล้ว พี่พิมไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว"
"แล้วไปไหน!" ตุลย์ตะคอกถามเสียงดังลั่น
"ก็กูบอกไม่รู้!! มึงหูแตกหรือไง"
คนหมดสิ้นหนทางตะคอกใส่หน้าคืนกลับไปด้วยความโมโห หยาดน้ำสีใสไหลเอ่อหน่วยตาคมอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อรู้ว่าตุลย์กำลังบีบคั้นตนให้อับจนหนทาง
"ตลก! มึงคิดว่าคนอื่นโง่นักหรือไง อย่านึกว่าจะหลอกคนอย่างกูได้อีกรอบ..พูด!!" ตุลย์ยังคงตะเบ็งเสียงดังตอกใส่หน้าพันไมล์อย่างโมโห
"กูไม่รู้ กูไม่รู้จริง ๆ"
พันไมล์ส่ายหัวไปมา ก็ไม่รู้จริง ๆ จะให้เขาตอบว่าอย่างไรกันเล่า พิมมาดาไม่เคยทิ้งที่อยู่ไว้ เวลาที่กลับบ้านแต่ละครั้งก็อยู่แค่เพียงไม่กี่วัน ทิ้งเพียงเงินไว้ให้ใช้จ่ายในครอบครัวแล้วก็ไป
"ให้ตายสิ ทำไมกูต้องมาเสียเวลากับอะไรแบบนี้ด้วยวะปราชญ์"
ร่างใหญ่กัดฟันเงยหน้าขึ้นบ่น ก่อนจะถลามากระชากแขนพันไมล์ลากเข้าไปในห้องที่ใกล้ที่สุด เสียงโวยวายด้านนอกจากนายพีรวิชญ์ดังขึ้นทันที แต่ตุลย์ก็ไม่ได้ใส่ใจ การล้วงเอาความลับหรือบีบบังคับให้คนสิ้นไร้ไม้ตอกจนยอมทำทุกอย่างตามที่เขาต้องการ มันเป็นงานถนัดเสียด้วยสิ
หากเป็นผู้ชายตัวใหญ่ ๆ เท่า ๆ กันก็คงต้องใช้กำลังวางมวยฟาดฟันกันสักตั้ง แต่หากเป็นคนเคย ๆ กันอย่างพันไมล์เขารู้จุดอ่อนเป็นอย่างดีว่าต้องทำเช่นไร
ตุลย์จับข้อมือทั้งสองข้างของพันไมล์กดไว้กับผนังห้องแล้วกักขังอีกฝ่ายไว้ด้วยร่างหนาของตัวเองที่เบียดจนแทบไม่มีช่องว่างระหว่างกัน ก่อนจะก้มหน้าลงมาใกล้อีกฝ่าย พันไมล์พยายามดิ้นขัดขืนเพื่อช่วยเหลือตัวเองให้หลุดพ้นจากการคุกคามของคนที่โตกว่าแต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อเรี่ยวแรงอีกฝ่ายมีมากกว่าหลายเท่า
"ปล่อยกูนะไอ้เชี้ยตุลย์!"
"ถ้ามึงบอกในสิ่งที่กูต้องการ กูก็จะปล่อย แต่ถ้าไม่ ขอบอกว่ามึงจะกลายเป็นศพเฝ้าบ้านตัวเองทันที มึงก็รู้ว่าคนอย่างกูพูดจริง"
"นี่มันเรื่องบ้าอะไร ก็กูบอกไปหมดแล้ว ว่าไม่รู้อะไรทั้งนั้นต่อให้ฆ่ากูให้ตาย ก็ไม่มีประโยชนฺ์"
คนบอกเสียงสั่นเครือด้วยความอัดอั้น จะบอกได้อย่างไรขนาดเขาเองยังไม่รู้เลยว่าพี่สาวอยู่ที่ไหน อยากจะร้องไห้ออกมา อยากรู้เหลือเกินว่าพิมมาดาไปเอาเงินคนอื่นมาทำไม
"จะบอกว่าไม่กลัวตายว่างั้น"
"ถ้าเงินนั่นเป็นของมึง ก็เอากลับไปสิวะ ส่วนเรื่องพี่พิมกูไม่รู้เหี้ยห่าอะไรทั้งนั้น"
"ไม่เจอกันนาน ปากดีขึ้นเยอะนี่" อีกข้างของตุลย์จับคางของพันไมล์แล้วบีบอย่างแรง บังคับให้พันไมล์หันหน้ามาสบตาเขา
"อ่อยอูแอะอี่อูอะ"
"กูปล่อยก็ได้ แต่มันง่ายไป สำหรับคนที่กล้าทรยศหักหลัง มันต้องได้รับการตอบแทนที่สาสม ถึงแม้จะเป็นพี่สาวมึงกูก็ไม่ใจดีหรอกนะ" พันไมล์มองคนใจร้ายอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา แต่เขาเองก็ไม่ได้หวังว่าอีกคนจะใจดีด้วยอยู่แล้ว ห้าปีทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนไป อะไร ๆ ก็คงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
"บอกมา"
มือหนาบีบคางอีกฝ่ายส่งท้ายอย่างแรงจนพันไมล์น้ำตาร่วง ก่อนจะสะบัดแรง ๆ ให้เป็นอิสระ แต่ร่างใหญ่ดั่งหินผายังคงบดเบียดไว้ไม่ให้พันไมล์ขยับเขยื้อนได้
"กูไม่รู้หรอกนะว่าพี่กูไปทรยศหักหลังอะไรมึงไว้ และพวกมึงไปรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่กูกับพ่อไปเกี่ยวอะไรด้วย"
"ทำไมจะไม่เกี่ยวในเมื่อพี่สาวของมึงเป็นเมียกู เพราะงั้นกูกับมึงและพ่อของมึงก็ย่อมเกี่ยวดองกันอยู่แล้วหรือเปล่าวะ หือ"
"มึง..วะ...ว่าไงนะ"
คนถามเสียงเบาหวิวราวกับละเมอ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนหูอื้อตาลายมึนงงไปหมด ถึงแม้ใบหน้าอีกฝ่ายจะโน้มเข้าใกล้จนริมฝีปากเกือบชิดกันแล้วก็ตามที
"กูว่าพูดชัดแล้วนะ ถ้ามึงไม่ติดเรื่องที่กูเคยนอนกับมึงมาแล้ว มึงจะเรียกกูว่าพี่เขยก็ได้นะ...เพราะกูเองก็ไม่ติดเหมือนกันที่จะเรียกมึงว่าน้องเมีย!"