กระสับกระส่าย!
ตอนนี้... ฉันอยู่ในอาการนี้
อยู่ตั้งแต่ที่โดนคนของพี่ชายฟ้าพาตัวมาขังเอาไว้ที่ในรถตู้คันโต ทนอยู่โดยไม่รู้ชะตากรรมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นร่วมหนึ่งชั่วโมงได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังห่วงใยเพื่อนเสมอ กลัวว่าต้องเจอกับความกดดันจากสิ่งแวดล้อมและครอบครัว ที่จะทำให้ฟ้าเกิดความกลัวขึ้นมาจนทำให้จิตใจย่ำแย่และอ่อนแอจนถึงขั้นคิดสั้น
ฉันจำได้เป็นอย่างดีว่าเพื่อนสนิทมีคนรักที่คบหากันอยู่ แต่ฟ้าดูหนักใจที่จะเล่าถึงรายละเอียดออกมา ฉันจึงรู้เรื่องราวนี้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเขาคนนั้นคือใคร
ผู้ชายที่ทำให้ฟ้าตัดสินใจ... ‘ทำกรรม’
ครืด!
แล้วทันใดนั้นประตูรถก็ถูกเปิดออกพร้อมกับการเจอะเจอหน้ากันอีกครั้งของฉันกับพี่ชายของฟ้าที่ตอนนี้มีท่าที ‘เคืองโกรธ’
เขาต้องโทษฉันแน่ๆ...
“ฟ้าถึงมือหมอยังคะ” ฉันควบคุมอาการประหม่าและหน้าหนาถามหาออกไป
แต่ทว่า...
“ใจดำอำมหิต ไม่ละอายต่ออาชีพที่ทำอยู่หรือไง!” เขาต่อว่ากลับมาอย่างเร็วไวและได้ใช้สายตามองชุดที่ฉันสวมใส่ ก่อนจะส่ายหน้าเอือมระอา
“น้า! เอ่อ… ฉันไม่ได้มีส่วนรู้เห็นให้ฟ้าทำแบบนี้นะคะ” ฉันรีบบอกออกไปเมื่อมั่นใจว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจกันผิด
“จะบอกว่าคนอย่างฟ้าจะกล้าคิดกล้าทำเรื่องเลวทรามนี้คนเดียวสินะ!” เขาตะคอกกลับ
“ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้นค่ะ รู้แค่ว่าฟ้าโทรเข้ามาและบอกให้มาหา แล้วก็...” ฉันรีบหยุดขณะกำลังจะปริปากบอก พลันคิดออกว่าฟ้าได้ฝากของบางอย่างส่งคืนให้กับเจ้าของ ซึ่งตอนนี้มันสวมอยู่ที่นิ้วมือทางด้านซ้ายของฉันจากการยัดเยียดเข้ามาอย่างกะทันหันของฟ้า เป็นตำแหน่งนิ้วนางพอดิบพอดี
“แล้วก็ช่วยกันฆ่าเด็ก” เขาสรุปไปเองเมื่อฉันกำลังชะงัก
“ไม่ได้ทำจริงๆค่ะ”
“ใครหน้าไหนมันจะเชื่อวะ!”
“เพราะหน้าอย่างคุณมันไม่เคยฟังใครไง!” ฉันเผลอร้องตอบกลับไปเพราะความอึดอัดใจเป็นตัวนำพา
ฟ้าเคยบ่นอยู่เสมอว่าพี่ชายตีกรอบจนเธอต้องแอบร้องไห้อยู่บ่อยๆ มันน่าเห็นใจแค่ไหนที่พ่อพิการทางร่างกายแล้วแม่ก็หนีไปใช้ชีวิตใหม่กับผู้ชายคนอื่น ส่วนพี่ชายก็ไม่เคยหยิบยื่นเวลามาให้ ฟ้าจึงกลายเป็นคนขาดความอบอุ่นไปโดยง่าย และไม่มีใครใส่ใจที่จะเติมเต็ม มีเพียงผู้เป็นอาที่พอจะเล็งเห็นความสำคัญ
“สงสัยจะอยากติดคุกสินะ” เขาเอ่ยออกมาพลางใช้แววตาที่แข็งกร้าวจ้องมองกัน
“…”
“คุณรู้จักผมใช่ไหม?” เขาขยับเข้ามาถามใกล้ๆและยังคงจ้องฉันอยู่
“รู้ดีค่ะ แต่คุณจะตัดสินฉันแค่เพียงภาพที่เห็นไม่ได้” ฉันเถียงพร้อมกับการถอยออกไป รู้สึกว่ารถตู้แคบขึ้นมาทันใดเมื่อเขาใกล้เข้ามาทุกที
“ทำไมผมต้องฟังคนที่มือกำลังเปื้อนเลือดอยู่”
“ถามฟ้าดูสิคะว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง” ฉันรีบตอบไปและเผลอใช้สายตาสำรวจตามมือของตัวเอง ส่วนเขาก็ละสายตามองไปอีกทาง
“ถ้าน้องสาวผมพูดความจริง ผมคงรู้ว่าฟ้าท้อง และรู้ว่าอะไรเป็นอะไร”
“ฉันจะต้องทำยังไงเพื่อให้คุณเชื่อ” ฉันถามออกไปด้วยความเหนื่อยใจ
“ไม่มีตัวเลือกสักทาง”
“แล้วคุณต้องการอะไร! ทำไมไม่ปล่อยฉันไป” ฉันจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง ในเมื่อมันเหลืออดจริงๆ
“ถามอะไรโง่สิ้นดี! คุณคิดว่าผมจะไม่มีความแค้นเลยหรือไง คนทำผิดก็ต้องแสดงความรับผิดชอบสิถึงจะถูก” เขาหันมาพูดขณะที่ได้ทิ้งตัวลงนั่งอีกฝั่ง โดยห่างจากฉันพอสมควร
“คุณมีส่วนทำให้ครอบครัวผมสูญเสีย คุณก็ต้องสร้างสิ่งนั้นกลับคืนมา”
“คุณจะบ้าหรือไง! เขาตายไปแล้ว” ฉันร้องลั่น แล้วฉันก็เผลอปล่อยน้ำตาให้มันเอ่อคลอ
ก็เพราะว่าภาพของก้อนเลือดที่กองอยู่ที่พื้นมันยังคงติดตา…
“ไม่ต้องโวยวายอะไรทั้งนั้น ผมรำคาญ คุณมีหน้าที่แค่คลอดอย่างเดียว เดี๋ยวที่เหลือผมทำเอง”
“ทุเรศที่สุด!” ฉันหลุดคำด่า
“หยุดพูดให้คนอื่นทั้งที่คุณเพิ่งฆ่าคนมา ถ้าคุณเป็นคนดีจริงต้องห้ามปรามกัน ไม่ใช่ร่วมด้วยช่วยฆ่า!” เขายกนิ้วชี้หน้าพร้อมกับต่อว่าฉันกลับคืน
ซึ่งฉันไม่กลัว!
“ก็บอกว่าไม่ได้ทำไง! คุณฟังภาษาคนไม่เข้าใจเลยเหรอ”
“จะไปโรงพักกับผมไหม” เขาตรงมาบีบแขนฉันและได้ถามไถ่จริงจังที่สุดตั้งแต่ปะทะอารมณ์กันมา
“…”
“แล้วคุณจะได้รู้ว่าการอาศัยในเรือนจำมันสนุกสนานขนาดไหน”
ทันใดนั้นความกลัวของฉันก็เริ่มทำงานเมื่อคนทรงอิทธิพลได้ล้วงมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงอย่างเร็วไว ฉันจึงรีบดีดตัวเองไปแย่งเครื่องมือสื่อสารของเขาเอาไว้ แล้วก็ถามออกไปด้วยความหวาดระแวง
“คุณจะทำอะไร”
“แล้วคุณจะกลัวอะไร ไม่ผิดไม่ใช่เหรอ” เขาแสยะยิ้มถามกลับ เมื่อคาดคะเนแล้วว่าอำนาจของเขากำลังทำให้ฉันจนตรอก
“ฉันพร้อมเป็น... แพะรับบาป” ฉันกัดฟันบอกในสิ่งที่ลำบากใจ เพราะฉันรู้ว่าเขาจะใช้วิธีสกปรกเล่นงานกันอย่างแน่นอน
ฉันจำใจ ‘ต้องท้อง’ เพื่อทำให้ตัวเอง ‘รอดพ้น’