ตอนที่ 8
คนที่ถามถึง
“นามสกุลอะไร”
เขาเงียบไปหลังจากที่เธอยิงคำถามนั้นใส่ สักพักก็ถามกลับมา
“เอ่อ..นามสกุล..ศิริภาสกุล ถ้าฉันจำไม่ผิด”
“คุณไปรู้จักสองคนนี้ได้ยังไง”
“ฉันเห็นข่าวแล้วก็บังเอิญเคยเห็นหน้าคุณวิภาดาในรูปถ่ายบนห้องชั้นสอง ที่คุณวิภาดาเธอถ่ายกับคุณนายนงนุช..แม่ของคุณ แต่ฉันไม่ได้แอบเข้าไปนะ คุณให้ฉันทำความสะอาดทุกห้อง ฉันก็ทำทุกห้องจริง ๆ” เธอเล่าและยกมือเป็นเชิงปฏิเสธทันที “คุณน้าวิภาดาเป็นเพื่อนสนิทของแม่ ส่วนน้าก้องเกียรติเป็นสามีของน้าวิภาดา ทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทของแม่”
“เท่าที่จำได้นะ” เขาตอบสั้น ๆ แค่นั้นและก้มลงทำงานต่อ ส่วนตัวปิ่นมุก เมื่อได้คำตอบที่หนึ่งมาแล้วก็อยากได้คำตอบที่สอง สาม สี่ เพิ่มเข้ามาอีก
“แล้วแม่คุณรู้เรื่องนี้หรือเปล่าว่าเพื่อนสนิทหายตัวไป” ว่าพร้อมนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับเขา ภูผาเงยหน้าขึ้นและเอนตัวไปข้างหลังก่อนจะทำหน้านึก เพราะเรื่องนี้มันนานมากแล้ว ตอนเกิดเรื่องนี้เขาก็อายุแค่สิบเอ็ด สิบสองปีเองกระมัง
“รู้สิ ตอนนั้นเหมือนว่า..พ่อกับแม่จะช่วยญาติทางฝั่งนู่นตามหาด้วยนะ แต่สุดท้ายก็ไม่เจอทั้งคู่จนมาถึงป่านนี้ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้างหรือเสียชีวิตไปแล้ว คดีนี้ตำรวจเลยไม่รับทำต่อ เพราะทั้งสองคนหายตัวไปเป็นสิบปีแล้ว แล้วข่าวที่คุณเห็นเป็นยังไงล่ะ? ผมก็ไม่ค่อยได้ตามซะด้วย”
ปิ่นมุกหยิบเอาสมาร์ทโฟนของตนเองขึ้นมาเพื่อค้นประวัติการอ่าน เมื่อพบแล้วก็ให้ภูผาดู “มันถูกเขียนขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่อินเตอร์เน็ตค่อย ๆ พัฒนาล่ะมั้งคะ ไม่รู้ว่าข่าวนี้ถูกเอามาเล่นอีกทีหรือเปล่า ดูจะโจมตีหน่วยงานรัฐที่ทำคดีนี้ด้วย”
“ข่าวนี้คนที่ทำน่าจะเป็นฝ่ายญาติของคุณน้าก้องเกียรติและคุณน้าวิภาดา เมื่อสิบปีที่แล้วพวกเขายังไม่หยุดตามหาคุณน้า แต่สุดท้ายตำรวจก็คงไม่รับทำคดีต่อจริง ๆ เลยล้มเลิก ข่าวมันเลยเพิ่งมาโผล่ตอนคุณอ่านเนี่ยแหละ” ว่าพร้อมส่งคืน
“แล้วตอนนี้คุณได้ติดต่อกับทางฝั่งนู่นอยู่หรือเปล่า”
“เมื่อปีที่แล้วได้ติดต่อกับลูกชายคนหนึ่งของคุณน้า แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่ไทย เขาอยู่ที่ฝรั่งเศส มีผู้หญิงคนหนึ่งรับเลี้ยงเขา แม่เลี้ยงของเขาเล่าว่า เธอเป็นเพื่อนของคุณน้าก้องเกียรติ ก่อนที่จะเกิดเรื่องขึ้น คุณน้าได้เอาเขาไปฝากไว้กับเธอ”
“แต่ญาติคนอื่นไม่ได้ติดต่อแล้ว คิดว่าคนที่รุ่นเดียวกับคุณน้าน่าจะเสียไปหมดแล้ว เหลือแค่ลูกหลานที่แยกย้ายกันไป”
“คุณว่าเรื่องนี้มันแปลก ๆ หรือเปล่าคะ เอาไปฝากไว้เหมือนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนหนังฆาตกรรมเลย” คิดไปก็ขนลุกซู่ขึ้นมา
“จะว่าแปลกก็แปลก แล้วคุณจะสนใจทำไม”
“ก็ฉันอยากรู้ ปกติของมนุษย์” เมื่อรู้ตัวว่าถามมากไปก็เฉไฉทำเป็นไม่รู้ไป
“คุณจะไปมัวสนใจเรื่องคนอื่นทำไมกันล่ะ ไม่สนใจเรื่องพี่ชายตัวเองบ้างเหรอว่าเป็นยังไงบ้าง” ถามถึงครอบครัว
“ฉันโทรคุยกับพ่อแทบทุกวัน ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ”
“ผมไม่ได้ห่วง แค่อยากรู้ว่ามันตายหรือยัง” คำตอบของเขาทำให้เธอนึกได้
นั่นสินะ ก็พี่ชายเธอทำไว้เสียขนาดนี้ ยังไงเขาก็ไม่หายโกรธง่าย ๆ หรอก
“ฉันขอโทษแทนพี่ชายฉันด้วยนะคะที่ทำให้คุณเสียเวลากับเขามากมายขนาดนี้ ถ้าเป็นไปได้คุณยกโทษให้เขาได้ไหม”
“จริง ๆ ผมก็ไม่ใช่ประเภทเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรหรอกนะ แต่ถ้าคุณจะให้ผมหายโกรธ พี่ชายคุณควรจะเป็นคนรับผิดชอบมากกว่า ไม่ใช่ให้คนอื่นมาขอโทษแทนแล้วตัวเองก็ลอยตัวแบบนี้”
“คุณนี่เถรตรงดีนะคะ”
“ผมได้ความคิดนี้มาจากน้องสาว” ว่าเสียงเบา
“คุณหมายถึง..คุณไพรนรินทร์หรือเปล่าคะ” แต่นั่นก็ไม่เบาพอที่จะทำให้เธอไม่ได้ยินได้ “ใช่ อย่าบอกนะว่าคุณรู้จัก” เขาตอบไปตามตรง
“นี่คุณ อย่ามามองด้วยสายตาจับผิดฉันแบบนี้นะคะ ฉันมาอยู่ที่นี่ก็ควรต้องรู้สิว่าใครเป็นใครบ้าง จะได้ไม่ทำอะไรเสียมารยาท”
“เพราะถ้าทำไปแล้วมันเดือดร้อนคุณ คุณก็เอาเรื่องฉันน่ะสิ”
“ฉลาดจัง แต่ผมไม่เอาเรื่องคุณหรอก”
“แต่จะเอาคุณแทน” ประโยคสุดท้ายยังไม่วายวกกลับเข้าเรื่องบนเตียงอีกจนได้ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ปิ่นมุกรีบลุกขึ้นและขอตัวกลับออกไปข้างนอกและเธอก็ลืมเรื่องที่คุยกันไปเสียสนิท
แต่คนที่ไม่ลืมคือคนที่โดนถาม
เรื่องที่เธอพูดทำให้เขานอนไม่หลับเสียได้
ตกดึกในขณะทุกอย่างเงียบสงบ ชายหนุ่มนอนพลิกตัวไปมา เขาพยายามทำให้ตัวเองหลับแต่จนแล้วจนรอดก็นอนไม่หลับเสียทีจึงลุกขึ้นนั่งพลางคิดไป
“ปิ่นมุกหน้าเหมือนน้าวิ” เขาคิดและเงียบไป เสียงเครื่องปรับอากาศดังเบาๆ ให้ทำสมาธิอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มลุกขึ้นไปที่ห้องของมารดาที่อยู่ชั้นสอง
ห้องที่ปิ่นมุกบอกว่าเจอรูปของน้าวิภาดาและแม่ของเขา
เขาไขกุญแจพร้อมกับเปิดไฟให้ห้องสว่าง บรรยากาศเงียบชวนวังเวงไม่ได้ทำให้ภูผานึกกลัว เพราะห้องนี้มันเป็นห้องของแม่เขา ทำไมเขาจะต้องกลัวด้วยเล่า
ภายในห้องถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบอยู่ที่เดิม สะอาดเหมือนเดิม เหมือนตอนที่แม่เขายังมีชีวิตอยู่
จริง ๆ เขาก็ไม่ได้ห้ามว่าใครจะเข้าจะออกห้องนี้หรอก แต่ที่ห้องมันรกเป็นเพราะว่าคนที่อยู่ที่นี่กลัวแม่ของเขากัน ทำให้ตั้งแต่แม่ของเขาเสียไปก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาทำความสะอาด เขาจึงไม่ได้อะไร ทำปล่อยผ่านห้องนี้ไป
ชายหนุ่มเดินเข้ามาหยิบรูปที่วางอยู่ขึ้นมาดู
เขาขมวดคิ้วมองดูรูป สมองประมวลผลเทียบหน้าตาคนในรูปกับคนที่อยู่ด้านล่าง ผลประมวลนั้นออกมาว่าทั้งสองคนมีโครงหน้าทั้งหน้า ตา จมูก ปากคล้ายกันมากจนใครก็คิดว่าเป็นแม่ลูกกัน
แต่พอมาเทียบหน้าตาของนายเมศและนางมาลีกับปิ่นมุกแล้ว เรียกได้ว่าคนละขั้วกันอย่างเห็นได้ชัด “แม่ลูก..”
พอคิดได้ ความทรงจำอีกความทรงจำหนึ่งก็ค่อย ๆ แทรกเข้ามา เป็นภาพของเด็กตัวเล็ก ๆ อายุน้อยกว่าเขาหลายปี ภาพนั้นเลือนลางเห็นเพียงแค่เคยอุ้มเด็กคนนั้นเท่านั้น เมื่อพยายามนึกเข้าก็เซไปนั่งที่โซฟาเดี่ยวใกล้โต๊ะวางรูป
ชายหนุ่มกุมขมับ ในมือก็ยังจับรูปนั้นอยู่ เขามองรูปอีกครั้งก็รู้สึกผิดสังเกตที่กลางรูป รูปนั้นนูนขึ้นเล็กน้อยราวกับว่าไม้ด้านหลังมันพองขึ้น เขาจึงลองพลิกดูก็ไม่เห็นว่ามันจะพองขึ้นตรงไหน จึงตัดสินใจแกะด้านหลังกรอบรูปออกดู
“กระดาษ?”
ภูผาดึงจดหมายออกมาและประกอบกรอบรูปให้กลับเข้าที่เดิม เขาคลี่กระดาษใบเก่าที่ถูกพับไว้อย่างดีออกมาเปิดอ่าน
ถึงนงนุชเพื่อนรัก
หากเธอได้เปิดอ่านจดหมายนี้ นั่นก็แสดงว่าเพื่อนรักของเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว ฉันอยากให้นงนุชเพื่อนรักของฉัน ฟังคำขอของฉันสักนิด
หากยี่สิบปีข้างหน้าเธอยังมีชีวิตอยู่ ได้โปรด..ตามหาลูกชายและลูกสาวของฉันทั้งสองคน ฉันเอาน้องสาวไปฝากไว้กับพี่ชายที่ฉันสนิทใจ เขาชื่อว่า มานพ ส่วนพี่ชาย พี่ก้องเกียรติได้พาเขาไปฝากไว้กับเพื่อนสนิทที่ฝรั่งเศส แหม่มดาลีน ฉันทั้งสองคนฝากพวกเขาไว้เพื่อให้พวกเขาพ้นอันตราย ได้โปรดตามหาพวกเขา ให้เขาทั้งสองกลับมารับมรดกทั้งหมดที่ฉันและพี่ก้องเกียรติสร้างขึ้นมาไว้ให้พวกเขา ตอนนี้คนที่ดูแลมรดกทั้งหมดคือทนายโอบกิจ ทนายประจำตระกูล ฉันหวังว่ายี่สิบปีต่อมาเขาจะยังมีชีวิตอยู่ หากวันใดที่เธอและพ่อเลี้ยงอังกูรไม่มีแรงกำลังมากพอที่จะตามหาทั้งสองคนแล้ว ขอให้เก็บจดหมายนี้ไว้ให้ภูผาได้ดำเนินการต่อไปที ช่วยฉันและพี่ก้องเกียรติด้วย ตามหาพวกเขาให้เจอ ถือซะว่าช่วยเพื่อนรักคนนี้ด้วย
วิภาดา
เมื่อจบข้อความของเจ้าของจดหมาย ก็ยังมีลายมืออีกลายมือหนึ่งเขียนต่อจากที่วิภาดาได้เขียนไว้ ชื่อที่สลักไว้ได้บ่งบอกไว้แล้วว่าใครเป็นผู้เขียนมัน
‘นงนุช’
มารดาของภูผา
ถึง ภูผา ลูกรักของพ่อและแม่
ถ้าวันใดที่ลูกได้เปิดอ่านจดหมายนี้ ไม่ว่าลูกจะรู้สึกอย่างไร แม่อยากให้ลูกรู้ว่า คุณน้าวิภาดาและคุณน้าก้องเกียรติคือเพื่อนรักของแม่ ทั้งสองคน..เป็นคนที่ทำให้พ่อและแม่ของลูกได้มาพบกัน ได้รักกัน ได้แต่งงานกัน ทั้งสองคนดีกับบ้านของเรามาก และที่แม่พูดแบบนี้ แม่ไม่ได้อยากเอ่ยปากพูดถึงบุญคุณที่พวกเขามีให้กับเรา แม่อยากให้ลูกให้ความสำคัญกับใจความที่แม่อยากจะเอ่ยบอก อย่างน้อยสักนิด หากลูกยังมีความเมตตาให้กับน้องตัวน้อย ๆ ที่ลูกได้เคยอุ้มชูมาก่อน
ตามหาน้องให้เจอ ทำให้ความปรารถนาของคุณน้าทั้งสองคนเป็นจริงแทนพ่อและแม่ด้วยนะลูก..รักลูกเสมอ...นงนุช
เมื่ออ่านจบ ชายหนุ่มเงยหน้าออกจากจดหมายสำคัญ เขานั่งพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับขมวดคิ้วเป็นปมไปด้วย “ลูกสาวอยู่กับผู้ชายชื่อมานพ”
“พ่อของปิ่นมุกชื่อนายเมศ”
“ลูกสาวเหรอ”
“พ่อเลี้ยงเรียกไอ้มาศมา มีอะไรหรือเปล่าครับผม” เสียงกะล่อนดังขึ้นด้านหลังเจ้านายที่กำลังดูคนงานเก็บผลผลิตอยู่ “เออ มาได้สักที”
เขาหันซ้ายแลขวาและเดินมาที่ข้างโกดัง มาศที่เห็นแบบนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้านายมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วยเป็นแน่ “กูจะให้มึงไปสืบเรื่องของคน ๆ หนึ่ง”
เขายื่นรูปที่พกมาด้วยให้ลูกน้อง มาศที่ตอนแรกทำหน้าทะเล้นอยู่ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นนิ่งขรึมขึ้นทันที “ไปสืบมาว่าผู้ชายคนนี้ชื่อเดิมชื่อว่าอะไร”
“เอ คนนี้หน้าคุ้น ๆ นะครับพ่อเลี้ยง” มาศว่าพลางขมวดคิ้ว
“มึงเคยเห็นเหรอ?”
“ครับ เหมือนเคยเห็นตอนเข้ากรุงเทพเมื่อหลายปีก่อน”
“แต่พ่อเลี้ยงจะเอาวันไหนดีครับ?”
“เอาที่ไวที่สุด กูอยากรู้ว่าสิ่งที่กูคิดมันจะจริงหรือเปล่า”
ถ้าสิ่งที่เขาคิดเมื่อคืนกับสิ่งที่มาศหามามันสอดคล้องกัน ขั้นต่อไปก็ไม่ยากเท่าไร ถ้าลูกทั้งสองคนของก้องเกียรติและวิภาดารู้ว่าพ่อแม่ของพวกเขาได้หายตัวไปอย่างปริศนา เขาฟันธงได้เลยว่าทั้งสองจะต้องตามหาสาเหตุที่พ่อแม่หายไปอย่างแน่นอน และคนที่จะช่วยเขาได้มีอยู่คนเดียวเท่านั้น
ผู้ว่าฯ นทีธร
วันเสาร์
“เออ ยายแจ่ม ฉันน่ะได้ข่าวมานะว่ามีพนักงานของเราคนหนึ่งเขาออกบ้านใหญ่เป็นว่าเล่นเลยอะ แถมยังได้ทำนั่นนี่ตามอำเภอใจอีก อิจฉาจริงจริ๊ง” เสียงแหลมว่าขึ้นในขณะที่กำลังทำงานกันอยู่ที่คอกแกะ ที่ทางฟาร์มมีโปรเจคเอาสัตว์ใหม่มาลง
“นั่นสิ พวกเราอยู่ที่นี่มาตั้งนาน อยากรู้จังว่าไปอ่อยพ่อเลี้ยงยังไงเนอะยายส้ม” ว่าแล้วก็หันมามองอีกคนที่อยู่แถวนั้นพอดี ทำให้คนที่ถูกพูดกระทบยืดหลังตรง กรอกตาไปมา พยายามจะไม่ตอบโต้กลับ
แต่สิ่งได้คือคำพูดกระทบที่ส่อแววชู้สาวอย่างชัดเจนจนคนงานคนอื่น ๆ ต้องพากันหันมามองหน้าเธอด้วยสายตาแปลก ๆ
“ก็คงจะทั้งนอน ทั้งยืน ห้องน้ำ ห้องนอน ระเบียงล่ะมั้ง” ก็หัวเราะคิกคักกันอยู่สองคน
คำกล่าวหาของเพื่อนร่วมงานทำให้คราวนี้ความอดทนของปิ่นมุกขาดลง เธอหันหน้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ทำงานในมือ “นี่พวกเธอ”
“อะไรยะ เรียกพวกฉันแบบนี้สนิทกันเหรอ” ส้มถาม
“แล้วที่พูดกระทบกันแบบนี้ สนิทกันมากนักหรือไง”
“แล้วมันจริงไหมล่ะ หน้าตาอย่างเธอไม่น่าจะเข้ามาได้ด้วยความสามารถของตัวเองหรอก ก็คงจะเข้ามาเพราะอ้าขาให้พ่อเลี้ยงน่ะแหละ ถึงได้ทำอะไรก็ได้ ผู้ช่วยผู้จัดการยังเรียกว่าคุณปิ่นมุก คุณแสนก็ยังเรียกว่าคุณ แบบนี้จะให้คิดยังไงล่ะจ๊ะ” สองคู่หูเดินเข้ามาใกล้หญิงสาว เพื่อเป็นการข่มขวัญ แต่ผลปรากฏว่าอีกฝ่ายกลับยืนอยู่นิ่ง ๆ ไม่สะทกสะท้านกับคำพูดและการกระทำของคนทั้งคู่เลย
“ขอบคุณที่ชมว่าฉันสวยจนพ่อเลี้ยงสนใจฉัน แทนที่จะสนใจคนที่พยายามยังไงก็ไม่เข้าตาพ่อเลี้ยงแล้วกันนะจ๊ะ” ปิ่นมุกคลี่ยิ้มออกมาพร้อมกับตอบกลับแบบเชือดนิ่ม รอยยิ้มใจเย็นที่แฝงไปด้วยอารมณ์กรุ่นนั้น หากใครผ่านมาเห็นไกล ๆ ก็นึกว่ากำลังคุยเรื่องสัพเพเหระตามปกติ ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วแทบจะเอาอาหารแกะยัดปากกันอยู่แล้ว
“อย่าหาว่าฉันแนะนำพวกเธอเลยนะ ถ้าพวกเธอคิดว่าการที่ฉันอ้าขาให้พ่อเลี้ยงเชยชมเนี่ยจะทำให้ฉันทำอะไรก็ได้ สบาย ๆ ตามใจ พวกเธอก็ลองเอาไปทำกับพ่อเลี้ยงดูสิ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าเจ้านายเขาจะเอาพวกเธอหรือเปล่า” ยังไม่วายปิดท้ายด้วยประโยคเด็ด จนคนงานที่อยู่แถวนั้นหูผึ่งมากขึ้นกว่าเดิม
“กรี๊ด! น..นี่แกว่าพวกฉันไม่สวยเหรอ!”
“ยายส้ม! พวกเราสวยย่ะ”
“ก็มันว่าพวกเราอยู่เนี่ยยายแจ่ม”
“ทีพวกเธอว่าฉันยังไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย พอโดนว่ากลับบ้างก็ออกตัวแรงว่าตัวเองเป็นคนโดนกระทำ ยิ่งกว่าละครคุณธรรมอีกนะเนี่ย” เธอบอกพร้อมเอามือที่มีมูลแกะติดอยู่แตะเข้าที่ปากของส้มและแจ่ม ทำให้ทั้งสองคนที่กำลังจะกรี๊ดตาโตขึ้นมากกว่าเดิม “เอะ แล้วอย่าเพิ่งกรี๊ดเชียว ให้ฉันเดินออกไปก่อนแล้วค่อยกรี๊ด ฉันจะได้ไม่โดนพวกแกะมันไล่กระทืบ พ่อเลี้ยงจะได้ไม่ว่าฉัน”
หญิงสาวหันหลังกลับ ไม่ทันที่จะได้เปิดรั้วกลับออกไป เสียงกรี๊ดก็ดังขึ้นเสียก่อนพร้อมกับมีมือดึงผมหางม้าของเธอจนเธอเซเกือบล้มลง “นังมุกแกเอาขี้แกะมาป้ายปากพวกฉันเหรอ!” ว่าจบก็นำเอาฝ่ามือกระทบที่ใบหน้าสวยทันที
ฝ่ามือที่กระทบกับใบหน้ามนทำให้เจ้าของใบหน้านั้นรู้สึกชาจนนิ่งไป เมื่อสองคู่หูเห็นว่าคนที่พวกเธอตบยืนนิ่งแล้วก็ได้ใจ เริ่มเข้ามารุมล้อมตัวปิ่นมุกไว้
หลายครั้งแล้วที่เธอยอมให้ผู้หญิงที่ชื่นชอบในตัวของพ่อเลี้ยงภูผาทำร้าย แม้จะเคยบอกว่าไม่อยากมีเรื่องกับใคร แต่แบบนี้มันมากเกินไป เธอไม่ทนแล้ว
“น้ำหน้าอย่างแกจะหนีไปไหนได้ห้ะนังปิ่นมุก” พูดจบก็สาดมือเข้ามา แต่ปิ่นมุกหลบได้ทัน ทำให้มือของทั้งสองคนฟาดหน้ากันเอง เจ็บกันไปคนละข้าง
ปิ่นมุกหันซ้ายแลขวารีบก้มหยิบเอาหญ้าที่แกะกำลังกินอยู่ขว้างใส่สองคน พร้อมกับใช้มือทั้งสองข้าวจับมูลแกะแบบสดใหม่ขึ้นมาขว้างใส่จนเลอะไปหมด
“เป็นยังไง! มีสติขึ้นบ้างรึยัง? หายบ้าบ้างหรือยัง!”
ผู้หญิงสองคนไม่ยอมแพ้ เจ้าหล่อนเอาหญ้าแกะมาขว้างใส่พร้อมกับกองผลไม้ที่ต้องนำมาให้แกะโดยเฉพาะขว้างใส่ตามด้วยเสียงกรี๊ดโวยวายของทั้งสองคน
จนในที่สุดก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “หยุดเดี๋ยวนี้!!”
ทั้งสามคนหยุดกึ่กอัตโนมัติ พอหันหน้าไปมองคนสั่งว่าเป็นใครแล้วก็รีบวางของทั้งหมดลง
ภูผาไล่มองใบหน้าที่เปื้อนของคนที่เพิ่งทะเลาะกันไล่ไปจนหยุดอยู่ที่ใบหน้าที่เปื้อนทั้งเนื้อผลไม้และเศษดินเศษฝุ่นของปิ่นมุก เธอกำลังมองเขาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยก่อนที่เธอจะหลบตาไป ส่วนกบที่เห็นว่าคนที่มีเรื่องกันเป็นใครก็รีบเข้าไปเกาะแขนของปิ่นมุกไว้ทันที
“ผู้จัดการ” เสียงมีอำนาจแผดออก
“ครับพ่อเลี้ยง”
“อบรมคนของคุณด้วยนะครับ”
“ส่วนคนของผม ผมจะจัดการเอง”
ปิ่นมุกหันกลับมามองหน้าพ่อเลี้ยงภูผาทันที แจ่มและส้มก็เช่นกัน ทุกคนหันมองปิ่นมุกและเจ้านายของตนโดยที่ไม่ได้นัดหมาย เป็นอันที่รู้กันว่าเธอคนนี้เป็นคนของพ่อเลี้ยงภูผาจริง ๆ
“ผมหมายถึง ผมเป็นคนรับคุณปิ่นมุกเข้ามา จะเรียกว่าเป็นคนของผมก็ไม่ผิดอะไรใช่ไหม?” เขารีบแก้ต่างให้เธอไม่ดูแย่ไปมากกว่านี้ ที่พูดไปเมื่อครู่ก็เพราะว่าโมโหที่มีคนทะเลาะกัน และพอรู้ว่าใครทะเลาะกันก็ยิ่งทำให้เขาขุ่นขึ้นเล็กน้อย
“ม..ไม่ผิดครับ ถูกต้องตามที่พ่อเลี้ยงพูดเลยครับ” ผู้จัดการออกหน้าแทนลูกน้องคนอื่นที่โดนคาดโทษ “กบ มานี่เร็ว” ผู้จัดการเรียก “พาไปตัวแจ่มกับส้มไป”
กบที่โดนสั่งแบบนั้นมีท่าทีลังเล เพราะอีกคนก็เจ้านาย อีกคนก็เพื่อนของเธอ แต่สุดท้ายปิ่นมุกก็ยกมือแตะที่มือของเพื่อนให้ทำตามคำสั่งของผู้จัดการ
“คุณตามผมมา เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
ปิ่นมุกถูกบังคับให้กลับไปที่ไร่ดำรงรักษ์พร้อมกับเขาก่อนเวลาเลิกงาน พ่อเลี้ยงภูผาเดินเข้ามาในบ้านใหญ่และหยุดยืนอยู่กลางบ้านพร้อมกับหันมามองเธอ
“ไปอาบน้ำและเข้ามาหาผมในห้อง”
“ห้องไหนคะ”
“คุณอยากได้ห้องไหนล่ะ เลือกได้เลย”
เมื่อเห็นว่าเขาประชดและมีท่าทีที่ไม่พอใจอยู่ เธอก็ไม่อยากขัดอะไรมาก หญิงสาวเดินกลับเข้าห้องทำธุระส่วนตัวอยู่สักพักก็เดินมาหาภูผาที่ห้องทำงาน
“ไหนคุณบอกผมมาซิว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ไม่มีอะไรค่ะ แค่เข้าใจผิดกัน” คำตอบของเธอทำให้เขาเอนหลังพิงพนักพิง
“คุณลืมไปแล้วเหรอว่าลูกน้องผมกำลังเฝ้าคุณอยู่”
“ถ้าคุณรู้แล้วจะถามฉันทำไมคะ”
“นี่ ผมเป็นเจ้านายคุณนะ ไม่ใช่สามี ไม่ต้องทำท่าเหมือนโกรธกันขนาดนั้นก็ได้ แล้วอีกอย่างผมต่างหากที่ต้องไม่พอใจที่คนของตัวเองสร้างเรื่องทั้ง ๆ ที่ยังมาไม่ถึงเดือน” เขาลุกขึ้นยืนและเดินอ้อมมาหาเธอในขณะที่กำลังพูดอยู่
“ฉันขอโทษค่ะ” ด้วยอายุที่น้อยกว่าพร้อมกับความผิดของเธอ ทำให้เธอตัดสินใจยกมือไหว้เจ้าหนี้หนุ่ม แต่เขาก็จับมือของเธอไว้ไม่ให้เธอไหว้
“จะไหว้ทำไม คุณไม่ได้เป็นคนผิด ทำไมต้องปกป้องคนอื่น”
“ฉันไม่ได้ปกป้องใคร ฉันไม่ได้ดีมากขนาดที่จะปกป้องคนอื่น สิ่งที่ฉันทำคือปกป้องตัวเอง” ตอบเสียงนิ่ง เขาปล่อยมืออีกคนลง “คุณนี่ฉลาดนะ”
“ไม่ใช่คนโง่เลย”
“เอาล่ะ ผมจะไม่ถามคุณหรอก ไม่คาดคั้นอะไรทั้งนั้น เพราะผมมีหลักฐานที่บ่งบอกว่าคุณไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อน ตอนนี้ผมให้คนของผมเอาหลักฐานนั้นไปให้ผู้จัดการเขาจัดการกับคนของเขาแล้ว หวังว่าคุณจะพอใจ”
“ฉันไม่ได้ต้องการแบบนี้นะคะ”
“แล้วคุณต้องการแบบไหน ให้ผมไล่ออกไหม?”
“แบบนั้นยิ่งไม่ได้ค่ะ ทำแบบนั้นสองคนนั้นก็ตกงานสิ ให้โอกาสพวกเขาได้ปรับปรุงตัวเองสักหน่อยเถอะคุณ การให้โอกาสคน ๆ หนึ่งเป็นสิ่งที่ดีนะคะ”
“ไม่คิดเลยนะเนี่ยว่ามุกตื้น ๆ แค่นี้คุณก็เชื่อด้วย” อยู่ ๆ ภูผาก็เผยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา เขาทำเหมือนกับว่าเมื่อครู่เขาไม่ได้โกรธเธอ “นี่คุณหลอกฉัน?”
“ผมไม่ได้หลอก ผมแค่อยากรู้ว่าคุณจะทำยังไงต่อก็เท่านั้นเอง”
“มันเรียกว่าอะไรนะ..อ้อ พฤติกรรมศึกษา”
“คุณจะศึกษาฉันไปทำไม?”
“เพราะผมอยากรู้ไงว่าทำไมทั้งพ่อแม่และพี่ชายคุณถึงมีนิสัยที่ต่างจากตัวคุณนัก แถม..หน้าตาก็ไม่เหมือนคนในครอบครัวเลยสักนิด”
“คุณคิดว่าไงล่ะ?”