กลางดึกคืนหนึ่งสายลมปั่นป่วนอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นพายุโหมกระหน่ำทั่วทั้งเมืองอย่างเต็มกำลัง ท้องฟ้ามืดมิดไร้แสงสว่างสีนวลอย่างที่เคยเป็น
กลับกันแสงสีแดงจากดวงจันทร์ราวกับอาบเลือดมาทั้งดวงนั้นแดงฉานส่องสว่างเจิดจ้าไปทั้งเมือง เสียงฟ้าคำรามร้องลั่นดังสนั่นหวั่นไหวราวกับว่าแผ่นดินสะเทือนไปทั่วทั้งเมือง
ต้นไม้ใหญ่ต่างลู่ไปตามแรงลมโอนเอนราวกับจะล้มลงอย่างน่าหวาดหวั่นไปมา เศษไม้ที่แตกหักจากแรงลมพัดปลิวว่อนคล้ายกับว่ากำลังเกิดเรื่องวิปลาสขึ้นในเมืองนี้
ท่ามกลางความโกลาหลของธรรมชาติ ชาวบ้านทุกคนต่างหลบอยู่ในบ้านเรือนตนเองไม่มีใครกล้าออกมาด้านนอกด้วยความหวาดกลัว
ต่างจากเหตุการณ์ภายในวังหลวงตำหนักของฮองเฮาที่วุ่นวายกันอย่างอลหม่าน หมอหลวงและหมอตำแยเข้าไปด้านในพักใหญ่แล้วก็ยังไม่มีทีท่าออกมาแจ้งข่าวต่อฮ่องเต้ที่ยืนรอด้านนอก
สายตาทอดมองท้องฟ้าสีแดงฉานราวกับโลหิตด้วยความกังวลใจ
“ฝ่าบาท หากว่าเป็นเช่นนี้เกรงว่าจะเป็นกาลกิณีต่อบ้านเมืองนะพะยะค่ะ” ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ก้มหน้าต่ำกระซิบ
“............” ฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสสิ่งใดได้แต่มองลมฟ้าอากาศและฟังเสียงกรีดร้องของฮองเฮาคู่บัลลังก์
ก่อนที่เสียงกรีดร้องสุดท้ายจะดังขึ้นเกิดสายฟ้าแลบพาดผ่านผ่าลงมากลางหลังคาเรือนเสียงดังสนั่นจนนางกำนัลข้ารับใช้ทุกคนต่างตกใจ
เกิดเสียงเงียบไปชั่วอึดใจทันใดนั้นเสียงแหลมของสัตว์ชนิดหนึ่งก็ดังขึ้น
‘หม่าวววววว’
ฮ่องเต้หันขวับไปมองที่มาของเสียงทันที แมวสีขาวนวลยืนอยู่บนหลังคาสูงดวงตาสีฟ้าประกายวาวงดงามราวกับอัญมณีจ้องมองมาทางเขา
‘หม่าวววววว’
‘หม่าวววววว’
‘หม่าวววววว’
‘หม่าวววววว’
‘หม่าวววววว’
เสียงแมวร้องราวกับขานรับทั่วทั้งเรือนของฮองเฮา แมวปริศนาจากหลายที่ล้อมรอบเรือนแม้กระทั่งแมวในบ้านของชาวบ้านเองก็ขานรับเช่นกัน
จนทั้งเมืองในค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยเสียงร้องของเหล่าแมวเหมียว
จากพระจันทร์เต็มดวงสีเลือดแดงฉานที่มีพายุลมแรงหายไปในทันทีหลังจากเสียงร้องของเหล่าแมวเหมียว กลายเป็นคืนดวงจันทร์สีเหลืองนวลส่องแสงสีเงินไปทั่วทุกทิศทาง
อากาศเริ่มเย็นสดชื่นโดยมีสายลมอ่อนๆ พัดผ่านต้นไม้ เมฆลอยเอื่อยๆ ตามแรงลมบนท้องฟ้าผ่านดวงดาวที่คอยส่องแสงประกายเคียงข้างดวงจันทร์
ความสงบอันน่าทึ่งนี้ทุกคนในรั้ววังได้เห็นและสัมผัสสิ่งที่เกิดขึ้นจนขนลุก เมื่อเสียงร้องของแมวเงียบลงเสียงกรีดร้องของฮองเฮาก็เข้ามาแทนที่
ตามด้วยเสียงอ้อแอ้ของทารกที่เพิ่งเกิดสร้างความแปลกใจให้กับเหล่าหมอหลวงทั้งหลายอย่างมาก
“พระธิดาพะยะค่ะฮองเฮา” หมอหลวงแจ้งกับมารดาผู้ให้กำเนิด
“พานางมาหาข้า” ฮองเฮาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
พระนางตัดสินใจที่จะมองหน้านางเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายเพราะเดิมทีพระนางตั้งใจจะทิ้งลูกในอกคนนี้ของพระนาง
ทันทีที่หมอหลวงยื่นให้ฮองเฮาดูหน้าดวงตาใสแป๋วส่องประกายราวกับดวงดาราพร่ายพรายในนั้นเต็มไปหมด
ไม่ทันรู้ตัวพระนางเอื้อมมือไปโอบอุ้มทารกไว้แนบอก ทารกน้อยยิ้มทันทีราวกับทักทายมารดาตนเอง เสมือนโลกทั้งใบของพระนางได้กลับมาสว่างไสวดุจแสงไฟที่อบอุ่น
หยดน้ำใสไหลออกจากดวงตาคู่งาม มือป้อมขนาดเล็กเอื้อมมาแตะตรงที่น้ำตาไหลผ่านราวกับจะเช็ดมันออกยิ่งทำให้มันพรั่งพรูไหลออกมามากกว่าเดิม
เส้นผมอ่อนของทารกน้อยเป็นสีขาว ทั้งขนตา ไรขนที่ขึ้นเป็นทรงคิ้วสวยทุกที่ของนางล้วนเป็นสีขาวทั้งหมดนับว่าประหลาดยิ่ง
เหล่าหมอหลวงและหมอตำแยซุบซิบว่ากงจู่นั้นเป็นเด็กต้องคำสาปและเป็นกาลกิณีต่อบ้านเมืองในทันทีแต่ทุกคนต่างไม่พูดเพราะเกรงอำนาจบารมีของฮองเฮา
กระทั่งฮ่องเต้เสด็จเข้ามายืนหยุดที่ปลายเตียง ใบหน้าของฮองเฮาตึงเรียบน้ำตาที่เคยไหลแห้งเหือดไปในบัดดลราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ออกไปให้หมด” ฮ่องเต้รับสั่ง
ทันใดนั้นทุกคนก็ออกไปเหลือแต่ฮองเฮาที่อุ้มบุตรที่พระนางคลอดไว้แนบอก สายตาจ้องมองฮ่องเต้ไม่กระพริบราวกับได้ตัดสินใจบางอย่างแล้วและไม่มีใครเปลี่ยนใจพระนางได้
“พาเด็กคนนี้ให้กับนางกำนัลสักคนแล้วเอาออกจากเมืองหลวงเสีย ข้าเตรียมคนไว้แล้ว บุตรของเราจะปลอดภัยและกินดีอยู่ดีไม่ลำบากเพียงแต่…”
“ไม่เพคะ” ฮองเฮาสวนกลับทันทีโดยไม่รอฟังฮ่องเต้ตรัสให้จบประโยค
“ฮองเฮา เด็กคนนี้เป็นกาลกิณีต่อบ้านเมืองเรานะ”
“เด็กคนนี้เป็นธิดาของหม่อมฉันแต่เพียงผู้เดียว”
“เราพูดเรื่องนี้กันแล้วนะฮองเฮา ดูสิ! ไม่มีอะไรเหมือนคนปกติเลย”
“หม่อมฉันจะไม่ทิ้งลูกตัวเองเพคะและนางก็ไม่ได้ผิดปกติ นางยังมีแขน มีขา ครบเหมือนหม่อมฉัน”
“สรุปว่าเจ้าจะเก็บเด็กคนนี้ถ้าเกิดอะไรขึ้นที่เป็นเรื่องไม่ดีต่อบ้านเมือง…”
“ทรงกลัวคำทำนายไร้สาระนั่นหรือเพคะ…หรือเพราะพระองค์รู้ว่าตนเองไม่มีปัญญาบริหารบ้านเมืองเพราะถ้าหากเกิดเรื่องไม่ดีก็จะมาลงที่ลูกของหม่อมฉันเช่นนั้นหรือเพคะ”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะฮองเฮา”
“อย่าคิดว่าหม่อมฉันไม่รู้เรื่องแผนการกับหญิงคนรักของฝ่าบาทนะเพคะ ทรงอย่าลืมว่านางจะอยู่หรือตายขึ้นเพียงคำสั่งของหม่อมฉันเท่านั้น”
“เกี่ยวเช่นไรกับเรื่องนี้” ฮ่องเต้กำมือแน่น
“ในคืนเข้าหอหม่อมฉันได้เตือนฝ่าบาทแล้วว่าอย่าดูถูกตระกูลจ้าว” ฮองเฮาแสยะยิ้ม
สายตาหลุบลงใช้ปลายนิ้วไล้ก้อนซาลาเปานุ่มนิ่มทั้งสองก้อนขาวกลมอมชมพูตรงหน้าพระนาง
“เจ้าต้องการอะไร” ฮ่องเต้กัดฟันถามด้วยความจำยอม
“หม่อมฉันจะสนับสนุนฝ่าบาทต่อไปรวมถึงผู้ที่ฝ่าบาทสนับสนุนให้เขาเป็นฮ่องเต้ต่อจากพระองค์เช่นกันเพคะ”
“แลกกับการที่ไม่ขับไล่ธิดาของเจ้าเช่นนั้นหรือ”
“บรรดาศักดิ์ของนางคือกู้หลุนกงจู่เพียงองค์เดียวแห่งวังหลวงนี้ตราบใดที่หม่อมฉันยังมีลมหายใจอยู่”
“นั่น…”
“กลับไปคิดให้ดีเสียก่อนนะเพคะก่อนที่จะทรงตรัสสิ่งใดออกมา หม่อมฉันเหนื่อยแล้ว” ฮองเฮาไล่ฮ่องเต้ออกจากห้องโดยที่พระนางให้นมกับเด็กทารกในอ้อมอก