หลังจากเหตุการณ์สงบทุกคนก็แยกย้ายโดยที่ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในห้องนอนของทั้งสองพระองค์
ทุกคนในรั้ววังรู้ว่าฮ่องเต้และฮองเฮาไม่ได้มีความรักแต่เพราะฮ่องเต้ต้องใช้อำนาจของตระกูลจ้าวมาหนุนหลังเพื่อให้ตนเองขึ้นครองบัลลังก์
เฉกเช่นฮ่องเต้องค์ก่อนๆ
พูดถึงตระกูลจ้าวนั้นในทุกยุคสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองตระกูลจ้าวจะเป็นตระกูลที่เพียบพร้อมที่สุดสำหรับการเป็นฮองเฮาและต้องเป็นตระกูลนี้เท่านั้น
ไม่นานฉินกงหนี่ว์ก็เดินเข้ามาพร้อมกับเฉิงมามา แม่นมประจำตระกูลจ้าว
“ถวายบังคมฮองเฮาเพคะ” ทั้งคู่ก้มลงกับพื้นนอบคำนับพร้อมกัน
“มานี่สิ มาดูกู้หลุนกงจู่น้อยของข้า” ฮองเฮายิ้มเป็นครั้งแรกจนทั้งสองคนมองหน้ากัน
ทั้งคู่คิดว่ากู้หลุนกงจู่น้อยคนนี้จะต้องเป็นดั่งดวงจันทร์ที่ส่องสว่างในชีวิตให้กับฮองเฮาเป็นแน่ เพราะนี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ฮองเฮาเข้ามาในรั้ววัง
พระนางเพิ่งแย้มยิ้มด้วยใจจริงครั้งแรกให้พวกนางเห็นหลังจากรับใช้ฮองเฮามานาน
“น่าเกลียดน่าชังยิ่งนักเพคะ” ฉินกงหนี่ว์เอ็นดูอย่างมากเมื่อได้พบหน้าเป็นครั้งแรก
“เฉิงมามา พานางไปพักหน่อยข้าอยากนอนพักแล้ว”
“เพคะฮองเฮา” เฉิงมามาอุ้มกู้หลุนกงจู่ขึ้นแนบอก
นางกล้าสาบานเลยว่าไม่เคยเจอเด็กทารกน้อยคนไหนที่น่ารักน่าเอ็นดูเท่านี้มาก่อน เพียงครั้งแรกที่ได้สบตาเฉิงมามาก็มอบหัวใจและความรักให้เด็กน้อยในอ้อมอกราวกับสายเลือดแท้ๆ ของนางเอง
หลังจากที่ทั้งคู่ออกไปแล้วฉินกงหนี่ว์ก็มาช่วยพยุงฮองเฮาและจัดการชำระล้างร่างกายของพระนางจนสะอาดงดงามเช่นเดิมราวกับพระนางไม่ได้ผ่านการคลอดบุตรมา
ความสง่าสูงส่งนั้นยังคงมีอยู่เสมอแม้ว่าดวงตาจะแสดงความเหนื่อยล้าเต็มที่ยามเมื่ออยู่กับคนที่ไว้ใจ
“ฮองเฮาคิดว่าฮ่องเต้จะทรงทำตามข้อตกลงหรือไม่เพคะ” ฉินกงหนี่ว์เอ่ยคำถามพลางใช้หวีสางเส้นผมสีดำขลับยาวสยาย
“หึ…เขาต้องทำเช่นนั้นเพราะถ้าไม่มีตระกูลจ้าวหนุนหลัง ใครจะกล้ารับคำมั่นว่ามันผู้นั้นจะได้เป็นฮ่องเต้ในภายหน้า”
“เช่นนั้นฮองเฮาทรงตั้งพระนามกงจู่ว่าเช่นไรเพคะ”
“โอ้…ข้าลืมนึกไปเลย”
“ฮองเฮารู้หรือไม่เพคะว่าด้านนอกนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นจึงทำให้ฮ่องเต้ทรงกังวล”
“หืม?”
หลังจากนั้นฉินกงหนี่ว์ก็เริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ช่วงเวลาที่ฮองเฮาเจ็บท้องคลอด กระทั่งเข้าห้องคลอดเสียงกรีดร้องของพระนางบาดใจพวกนางทั้งสองมาก
และก่อนที่กู้หลุนกงจู่จะออกมาลืมตาดูโลกเสียงแมวร้องทั่วทั้งตำหนัก
“ข้าได้ยิน” ฮองเฮาได้ยินเสียงแมวร้องเช่นกัน
ก่อนที่พระนางจะใช้แรงเฮือกสุดท้ายออกแรงเบ่งจนเกิดเป็นธิดาน้อยในอ้อมอกของพระนางที่ในตอนนี้นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงนอนของนางโดยมีเฉิงมามากล่อมอยู่
หลังจากที่แน่ใจแล้วว่ากงจู่น้อยหลับสนิทเฉิงมามาก็มานั่งข้างๆ ฉินกงหนี่ว์และจับมือฮองเฮามาแนบใบหน้าอย่างมีความสุข
“ทรงนึกชื่อของกงจู่ออกแล้วหรือเพคะ” ฉินกงหนี่ว์ถามเมื่อเห็นรอยยิ้มเพียงนิดของฮองเฮาด้วยความรู้ใจ
“อืม ข้าให้ชื่อนางว่า จ้าว เมาเป่า”
“นั่น…”
“เป็นเช่นไรรึ”
“เหมาะกับว่าที่กู้หลุนกงจู่มากเพคะ” เฉิงมามาชื่นชม
“จริงสิ…เจ้าเห็นหรือไม่ว่าเมาเป่านั้นไม่เหมือนผู้ใด”
“เพคะ” ทั้งคู่ตอบพร้อมกัน
“ระหว่างนี้สังเกตให้ดี ใครเอากู้หลุนกงจู่ของข้าไปพูดเช่นไร ต่อให้เป็นคนของฮ่องเต้ก็อย่าได้เว้น”
“เพคะ”
“ส่งข่าวบอกฝ่าบาทด้วยว่าบุตรสาวของข้าชื่ออะไรพระองค์จะได้เขียนราชโองการถูก”
ฮองเฮาลุกขึ้นไปนอนลงบนเตียงมองเจ้าก้อนแป้งที่หลับตาพริ้มบนเตียงของนางด้วยความรักสุดหัวใจ
“ต่อให้แม่ต้องมือเปื้อนเลือดมากเพียงใด เจ้าต้องปลอดภัยที่สุด ลูกรัก”
“แอ..” ทารกน้อยตอบรับราวกับเป็นการรับรู้เรียกรอยยิ้มให้กับพระนางก่อนนอน
เช้าวันต่อมาฮองเฮานั่งดูกู้หลุนกงจู่น้อยในตำหนักของตน ไม่นานก็มีขันทีรับใช้ข้างกายของฮ่องเต้วิ่งเข้ามาพร้อมกับราชโอการในมือ
“เนื่องจากฮองเฮามีความดีความชอบร่วมปกครองเคียงบ่าเคียงไหล่เราโดยไม่เคยร้องขอของกำนัลหรือสิ่งใด เพื่อเป็นของขวัญแสดงความยินดีที่ฮองเฮาให้กำเนิดพระธิดาของเราแข็งแรงสมบูรณ์ดี ขอแต่งตั้งพระธิดา จ้าว เมาเป่า ให้อยู่ในบรรดาศักดิ์กู้หลุนกงจู่ เพียงองค์เดียวนับแต่นี้เป็นต้นไป จบราชโองการ”
“ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี” ฮองเฮาคำนับ
“ขอบใจขันทีฟู่มากที่มาแจ้งข่าว” ฉินกงหนี่ว์ยื่นถุงผ้าบางอย่างที่มีน้ำหนักให้เขาเป็นสินน้ำใจเล็กน้อยก่อนจะเดินตามฮองเฮาเข้าตำหนัก
หลังจากที่ขันทีฟู่กลับไปแล้วฮองเฮาก็สั่งปิดตำหนักทันทีงดรับแขกเพื่อใช้เวลากับกู้หลุนกงจู่น้อยอย่างเต็มที่โดยไม่สนใจเหล่าสนมที่พยายามมาเข้าเยี่ยม
เวลาผ่านไปราวห้าปีนอกจากฮองเฮาที่ออกงานตามหน้าที่มารดาของแผ่นดิน พระนางไม่เคยให้ใครได้เห็นหรือยลโฉมของกู้หลุนกงจู่เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว
แม้แต่เหล่าสนมที่ส่งสายสืบเข้ามาก็ไม่เคยแม้แต่จะได้พบใบหน้าของกู้หลุนกงจู่แม้แต่น้อย
กระทั่งฮ่องเต้เองก็ไม่ได้พบกู้หลุนกงจู่เลย แม้ว่าฝ่าบาทจะไม่ชื่นชอบโปรดปรานนางแต่เขาก็อยากรู้ว่าธิดาของเขานั้นมีใบหน้าเช่นไร
และวันนี้ก็เป็นวันครบรอบอายุ 5 หนาวของกู้หลุนกงจู่ ของกำนัลมากมายจากเหล่าขุนนางต่างยกมามอบให้ที่หน้าตำหนักฮองเฮาแม้จะคอยสอดส่องก็ไม่พบกู้หลุนกงจู่
เหล่านางสนมนางในต่างๆ เองก็ต่างเข้ามามอบของกำนัลมากมาย จนกระทั่งหวงกุ้ยเฟยหมดความอดทนไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไม่พบกู้หลุนกงจู่เลย
เหล่าบรรดานางสนมที่อยู่ฝ่ายเดียวกับหวงกุ้ยเฟยก็พากันยกโขยงไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ร้องว่าอยากพบใบหน้ากู้หลุนกงจู่เพียงองค์เดียวของวังหลวงแต่ฮองเฮากลับกักขังนางไว้
จนค่ำวันนั้นฮ่องเต้เสด็จไปตำหนักของฮองเฮาเงียบๆ โดยไม่ได้บอกผู้ใดทั้งสิ้น
ด้วยเพราะฮ่องเต้เป็นใหญ่ฝ่าบาทจึงสั่งไม่ให้ทหารเฝ้ายามหน้าตำหนักของฮองเฮาแจ้งข่าวแก่ผู้ใดในเรือน
ระหว่างที่เดินทอดน่องชมสวนในของฮองเฮาอย่างไม่รีบร้อนก็ได้ยินเสียงเด็กหัวเราะคิกคักในสวนหลังตำหนักฝ่าบาทจึงเดินไปดู
ฝ่าบาทนั้นก่อนที่จะได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ทรงเคยเป็นองค์ชายที่ออกรบให้กับฮ่องเต้องค์ก่อน พระองค์เชี่ยวชาญการต่อสู้มากมายจึงเป็นชายกำยำร่างสูงใหญ่
หุ่นของฝ่าบาทนั้นไม่มีไขมันส่วนเกินแม้แต่นิดจึงทำให้ยังคงดูเยาว์ไวอยู่เสมอด้วยอายุเพียง 29 ปี ซึ่งห่างกับฮองเฮาเพียง 3 ปีเท่านั้น
บุรุษสูงศักดิ์ที่มีอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรในชุดมังกรสีแดงกำลังยืนมองก้อนกลมๆ สีขาวกลิ้งไปมาบนพื้นหญ้าอย่างสนุกสนาน
ก้อนกลมๆ นั้นกลิ้งไปชนหน้าแข็งของเขาก่อนจะใช้มือป้อมเล็กๆ มาสางเส้นผมสีขาวดุจหิมะแรกของปีที่ปกปิดกรอบหน้าเล็กๆ นั้นออกจึงรู้ว่าก้อนกลมที่ฮ่องเต้เห็นนั้นเป็นมนุษย์