ศีรษะน้อยๆ เงยหน้าขึ้นดวงตาสีฟ้าพร่างพรายงดงามราวกับอัญมณีฝังในดวงตาไว้จ้องมองพระองค์ตาแป๋ว แก้มนุ่มนิ่มทั้งสองก้อนอมชมพูตัดกับผิวสีขาวทำให้รู้ว่าเลือดของนางยังคงเป็นสีแดงอยู่บ้าง
ริมฝีปากน้อยอมชมพูราวกับกลีบดอกบัวโดยไม่ต้องแต่งแต้มใด ทั้งคิ้วที่เป็นทรงสวยเหมือนเขานั้นเป็นสีขาวโพลนเหมือนเส้นผมกระทั่งขนตาเองก็เป็นสีเดียวกัน
ยิ่งเมื่อเจ้าก้อนซาลาเปาตรงหน้าเขาสวมชุดสีขาวอีกทำให้นางเหมือนเทพเซียนตัวน้อยหรือปีศาจจำแลงกายมาเสียมากกว่า
มือป้อมน้อยๆ ที่เปื้อนดินกับเศษใบไม้เอื้อมมาจับนิ้วก้อยของผู้เป็นใหญ่เหนือใครในอาณาจักรและโยกไปมา
ความน่ารักของนางในการการะทำเล็กน้อยนี้ทำให้หัวใจที่ไม่เคยอ่อนโยนกับผู้ใดอ่อนยวบลงเหมือนโดนเปลวเทียนลนละลายจนเหลวเป็นน้ำ
“เมี๊ยววว” เสียงน้อยของนางที่เลียนแบบสัตว์หน้าขนจอมขี้เกียจกระแทกกำแพงที่หนาชั้นภายในใจของฝ่าบาทพังทลายลงอย่างง่ายดาย
ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ย่อตัวนั่งลงแม้จะย่อลงแล้วแต่ก็ยังดูใหญ่กว่าเจ้าตัวน้อยตรงหน้าเขาเสียอีก
“เจ้าชื่อเมาเป่างั้นรึ” ฝ่าบาทหยิบเอาเศษใบไม้ออกจากศีรษะน้อยของนาง
“ท่านแม่ไม่ให้บอกชื่อกับคนหน้าแปลก”
“.....” การตอบกลับของเจ้าตัวน้อยทำเอาฝ่าบาทนิ่งไปพักใหญ่
“แล้วเจ้าทำอะไรอยู่เล่า” ฝ่าบาทถามต่อ
“พักผ่อน” นางปล่อยมือที่จับนิ้วก้อยของฝ่าบาทออกแล้วนั่งจุ้มปุ๊กกับพื้นแล้วมองหน้าฝ่าบาท
“โดยการกลิ้งกับพื้นน่ะหรือ?”
“อื้อ” ดวงหน้าน้อยๆ พยักขึ้นลงจนแก้มกลมของนางขยับตาม
“ท่านแม่เจ้าไม่สอนให้พูดมีหางเสียงกับผู้ใหญ่หรืออย่างไร” แม้จะดุแต่ฝ่าบาทก็ยังคงใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนกับนางโดยไม่รู้ตัว
“ทุกคนบอกว่าข้าไม่ต้องพูดมีหางเสียงกับใครทั้งนั้นเพราะที่นี่ท่านแม่ใหญ่ที่สุด”
“มีคนที่ใหญ่กว่าท่านแม่เจ้าอีกนะ”
“ใช่ ท่านแม่บอกข้าแล้ว”
“ท่านแม่เจ้าบอกว่าใครงั้นรึ”
“ท่านยาย”
“ฮองไทเฮาสินะ สมควรแล้ว…แล้วใครอีก”
“ท่านยายทวด”
“เป็นหวงไท่โฮ่ว เช่นนั้นก็สมควรแล้วใครอีก”
“ท่านแม่”
“แล้วผู้ใดอีก”
“ไม่มีแล้ว”
“.....” ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความเงียบพักใหญ่ที่ฝ่าบาทไปไม่ถูก
“กู้หลุนกงจู่เพคะ…กู้หลุนกงจู่เพคะ ทรงอยู่ไหนเพคะ ฮองเฮาเรียกหาแล้วนะเพคะ กู้หลุนกงจู่” เสียงตะโกนนางกำนัลพี่เลี้ยงเรียกหาดังมาจากในตำหนัก
“มารดาเจ้าเรียกแล้ว” ฝ่าบาทหันมาพูดกับนางต่อ
เด็กน้อยที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้เอนตัวลงนอนราบกับพื้นหญ้าทิ้งแขนขาให้กางออกสายตาทอดมองท้องฟ้าไม่สนใจที่จะขานรับเสียงเรียกแม้แต่น้อย
ฮ่องเต้ชะโงกหน้ามองนางเช่นนั้นก่อนจะเงยหน้ามองตามสายตาของนางไปด้วยความสงสัย
“บนนั้นมีสิ่งใดให้เจ้าสนใจ”
“ทุกสิ่งล้วนน่าสนใจ”
“แล้วเหตุใดจึงไม่ขานรับเสียงเรียกหา”
“พวกเขามาหาข้าอยู่แล้วเหตุใดต้องเปลืองแรงไปหาเองเล่า”
ฝ่าบาทครุ่นคิดตามพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่นางบอกแต่เมื่อนางกำนัลใกล้จะเข้ามาแล้วฝ่าบาทก็ลุกขึ้นยืนเตรียมเดินกลับทันที
“ข้าจะไปแล้ว”
“เดี๋ยวเจ้าก็มาอีก” นางตอบโดยที่ไม่มองฝ่าบาท
“เหตุใดถึงคิดว่าข้าจะมาอีก”
“เพราะเจ้ายังไม่ได้ในสิ่งที่เจ้าต้องการ”
“.........” ฝ่าบาทนิ่งไปก่อนจะเดินหลบมุมทันทีเมื่อนางกำนัลรับใช้เดินมาเจอกับองค์หญิงของนาง
นางกำนัลเดินเข้ามาอุ้มกงจู่แล้วพากลับเข้าตำหนักไปเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาประจำวันเช่นนี้ ไม่มีท่าทีตกใจอะไรแม้แต่น้อย
ฮ่องเต้เดินกลับตำหนักพระองค์ในระหว่างทางเดินกลับขันทีข้างกายที่วิ่งวุ่นตามหาพระองค์ก็โล่งใจที่เจอฝ่าบาทเสียที
แต่ฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสสิ่งใดและไม่ตอบว่าทรงไปที่ใดมาได้แต่เดินไปเรื่อยเปื่อยราวกับตกอยู่ในภวังค์ แต่แล้วอยู่ๆ ฝ่าบาทก็หยุดนิ่งกลางทาง
“ขันทีฟู่”
“พะยะค่ะ”
“ข้าอยากเจอหน้าเหล่าองค์หญิงองค์ชายทุกคน”
“เช่นนั้นข้าน้อยจะไปตามองค์หญิงองค์ชายทุกพระองค์มาพะยะค่ะ”
“บอกว่าข้าอยากทานอาหารร่วมด้วย”
“พะยะค่ะ แล้วกู้หลุนกงจู่…”
“ไม่ต้อง”
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”
หลังจากที่ขันทีฟู่ไปตามเหล่าบรรดาองค์หญิงองค์ชายทั้งหลายนั้น พวกเเขาถูกมารดาประโคมเครื่องแต่งกายเพราะต้องการให้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้มากที่สุด
หลายคนต่างกำชับและแอบติดตามองค์หญิงและองค์ชายน้อยเพื่ออยากรู้ความเป็นไปและควบคุมไม่ให้ทำอะไรที่ฝ่าบาทไม่ชอบหรือแสดงท่าทีงอแงจนถูกขับไล่เพราะจะทำให้อับอายไปทั้งตระกูล
การเรียกทานอาหารของฮ่องเต้ต่อเหล่าบรรดาองค์หญิงองค์ชายทุกคนนั้นเป็นหัวข้อหลักของการสนทนาในทุกฝ่าย
และหัวข้อที่ไม่พ้นนั้นคือฮองเฮาจะส่งกงจู่เข้าร่วมด้วยหรือไม่ จนได้ข่าวจากสายข่าวที่ให้ไปตามสืบมาว่าฮ่องเต้ทรงไม่ให้เชิญกงจู่เข้าร่วมแต่เพียงผู้เดียว
ทั้งสนม นางในทั้งหลายต่างวิจารณ์ไปต่างๆ นาๆ ว่าฝ่าบาทนั้นรังเกียจธิดาของฮองเฮา และเป็นการดีที่ได้ตัดคู่แข่งตัวฉกาจอย่างกงจู่ออกไป
โต๊ะทานอาหารถูกจัดขึ้นโดยโต๊ะนั้นเป็นวงกลมขนาดใหญ่โดยที่มีฮ่องเต้นั่งร่วมอยู่ด้วย ล้อมรอบด้วยเหล่าองค์ชายองค์หญิงตามลำดับขั้นของพระมารดาของพวกเขา
เมื่อมาครบแล้วขันทีฟู่ก็ตะโกนบอกเหล่าองค์หญิงองค์ชายให้เตรียมความพร้อม
“ฮ่องเต้เสด็จ”
ฮ่องเต้เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าไล่สายตาดูบุตรของตน ทุกคนก้มหน้าคำนับแนบกับพื้นไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นเมื่อเขาไม่ได้รับคำสั่งจากผู้เป็นบิดา
“เงยหน้าขึ้นได้”
“ขอบพระทัยพะยะค่ะ/เพคะ” เด็กๆ เงยหน้าขึ้นแต่ไม่มีใครกล้าสบตาฮ่องเต้แม้แต่คนเดียว