ท่านแม่ไม่ให้คุยกับคนหน้าแปลก

1100 Words
ศีรษะน้อยๆ เงยหน้าขึ้นดวงตาสีฟ้าพร่างพรายงดงามราวกับอัญมณีฝังในดวงตาไว้จ้องมองพระองค์ตาแป๋ว แก้มนุ่มนิ่มทั้งสองก้อนอมชมพูตัดกับผิวสีขาวทำให้รู้ว่าเลือดของนางยังคงเป็นสีแดงอยู่บ้าง ริมฝีปากน้อยอมชมพูราวกับกลีบดอกบัวโดยไม่ต้องแต่งแต้มใด ทั้งคิ้วที่เป็นทรงสวยเหมือนเขานั้นเป็นสีขาวโพลนเหมือนเส้นผมกระทั่งขนตาเองก็เป็นสีเดียวกัน ยิ่งเมื่อเจ้าก้อนซาลาเปาตรงหน้าเขาสวมชุดสีขาวอีกทำให้นางเหมือนเทพเซียนตัวน้อยหรือปีศาจจำแลงกายมาเสียมากกว่า มือป้อมน้อยๆ ที่เปื้อนดินกับเศษใบไม้เอื้อมมาจับนิ้วก้อยของผู้เป็นใหญ่เหนือใครในอาณาจักรและโยกไปมา ความน่ารักของนางในการการะทำเล็กน้อยนี้ทำให้หัวใจที่ไม่เคยอ่อนโยนกับผู้ใดอ่อนยวบลงเหมือนโดนเปลวเทียนลนละลายจนเหลวเป็นน้ำ “เมี๊ยววว” เสียงน้อยของนางที่เลียนแบบสัตว์หน้าขนจอมขี้เกียจกระแทกกำแพงที่หนาชั้นภายในใจของฝ่าบาทพังทลายลงอย่างง่ายดาย ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ย่อตัวนั่งลงแม้จะย่อลงแล้วแต่ก็ยังดูใหญ่กว่าเจ้าตัวน้อยตรงหน้าเขาเสียอีก “เจ้าชื่อเมาเป่างั้นรึ” ฝ่าบาทหยิบเอาเศษใบไม้ออกจากศีรษะน้อยของนาง “ท่านแม่ไม่ให้บอกชื่อกับคนหน้าแปลก” “.....” การตอบกลับของเจ้าตัวน้อยทำเอาฝ่าบาทนิ่งไปพักใหญ่ “แล้วเจ้าทำอะไรอยู่เล่า” ฝ่าบาทถามต่อ “พักผ่อน” นางปล่อยมือที่จับนิ้วก้อยของฝ่าบาทออกแล้วนั่งจุ้มปุ๊กกับพื้นแล้วมองหน้าฝ่าบาท “โดยการกลิ้งกับพื้นน่ะหรือ?” “อื้อ” ดวงหน้าน้อยๆ พยักขึ้นลงจนแก้มกลมของนางขยับตาม “ท่านแม่เจ้าไม่สอนให้พูดมีหางเสียงกับผู้ใหญ่หรืออย่างไร” แม้จะดุแต่ฝ่าบาทก็ยังคงใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนกับนางโดยไม่รู้ตัว “ทุกคนบอกว่าข้าไม่ต้องพูดมีหางเสียงกับใครทั้งนั้นเพราะที่นี่ท่านแม่ใหญ่ที่สุด” “มีคนที่ใหญ่กว่าท่านแม่เจ้าอีกนะ” “ใช่ ท่านแม่บอกข้าแล้ว” “ท่านแม่เจ้าบอกว่าใครงั้นรึ” “ท่านยาย” “ฮองไทเฮาสินะ สมควรแล้ว…แล้วใครอีก” “ท่านยายทวด” “เป็นหวงไท่โฮ่ว เช่นนั้นก็สมควรแล้วใครอีก” “ท่านแม่” “แล้วผู้ใดอีก” “ไม่มีแล้ว” “.....” ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความเงียบพักใหญ่ที่ฝ่าบาทไปไม่ถูก “กู้หลุนกงจู่เพคะ…กู้หลุนกงจู่เพคะ ทรงอยู่ไหนเพคะ ฮองเฮาเรียกหาแล้วนะเพคะ กู้หลุนกงจู่” เสียงตะโกนนางกำนัลพี่เลี้ยงเรียกหาดังมาจากในตำหนัก “มารดาเจ้าเรียกแล้ว” ฝ่าบาทหันมาพูดกับนางต่อ เด็กน้อยที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้เอนตัวลงนอนราบกับพื้นหญ้าทิ้งแขนขาให้กางออกสายตาทอดมองท้องฟ้าไม่สนใจที่จะขานรับเสียงเรียกแม้แต่น้อย ฮ่องเต้ชะโงกหน้ามองนางเช่นนั้นก่อนจะเงยหน้ามองตามสายตาของนางไปด้วยความสงสัย “บนนั้นมีสิ่งใดให้เจ้าสนใจ” “ทุกสิ่งล้วนน่าสนใจ” “แล้วเหตุใดจึงไม่ขานรับเสียงเรียกหา” “พวกเขามาหาข้าอยู่แล้วเหตุใดต้องเปลืองแรงไปหาเองเล่า” ฝ่าบาทครุ่นคิดตามพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่นางบอกแต่เมื่อนางกำนัลใกล้จะเข้ามาแล้วฝ่าบาทก็ลุกขึ้นยืนเตรียมเดินกลับทันที “ข้าจะไปแล้ว” “เดี๋ยวเจ้าก็มาอีก” นางตอบโดยที่ไม่มองฝ่าบาท “เหตุใดถึงคิดว่าข้าจะมาอีก” “เพราะเจ้ายังไม่ได้ในสิ่งที่เจ้าต้องการ” “.........” ฝ่าบาทนิ่งไปก่อนจะเดินหลบมุมทันทีเมื่อนางกำนัลรับใช้เดินมาเจอกับองค์หญิงของนาง นางกำนัลเดินเข้ามาอุ้มกงจู่แล้วพากลับเข้าตำหนักไปเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาประจำวันเช่นนี้ ไม่มีท่าทีตกใจอะไรแม้แต่น้อย ฮ่องเต้เดินกลับตำหนักพระองค์ในระหว่างทางเดินกลับขันทีข้างกายที่วิ่งวุ่นตามหาพระองค์ก็โล่งใจที่เจอฝ่าบาทเสียที แต่ฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสสิ่งใดและไม่ตอบว่าทรงไปที่ใดมาได้แต่เดินไปเรื่อยเปื่อยราวกับตกอยู่ในภวังค์ แต่แล้วอยู่ๆ ฝ่าบาทก็หยุดนิ่งกลางทาง “ขันทีฟู่” “พะยะค่ะ” “ข้าอยากเจอหน้าเหล่าองค์หญิงองค์ชายทุกคน” “เช่นนั้นข้าน้อยจะไปตามองค์หญิงองค์ชายทุกพระองค์มาพะยะค่ะ” “บอกว่าข้าอยากทานอาหารร่วมด้วย” “พะยะค่ะ แล้วกู้หลุนกงจู่…” “ไม่ต้อง” “รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” หลังจากที่ขันทีฟู่ไปตามเหล่าบรรดาองค์หญิงองค์ชายทั้งหลายนั้น พวกเเขาถูกมารดาประโคมเครื่องแต่งกายเพราะต้องการให้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้มากที่สุด หลายคนต่างกำชับและแอบติดตามองค์หญิงและองค์ชายน้อยเพื่ออยากรู้ความเป็นไปและควบคุมไม่ให้ทำอะไรที่ฝ่าบาทไม่ชอบหรือแสดงท่าทีงอแงจนถูกขับไล่เพราะจะทำให้อับอายไปทั้งตระกูล การเรียกทานอาหารของฮ่องเต้ต่อเหล่าบรรดาองค์หญิงองค์ชายทุกคนนั้นเป็นหัวข้อหลักของการสนทนาในทุกฝ่าย และหัวข้อที่ไม่พ้นนั้นคือฮองเฮาจะส่งกงจู่เข้าร่วมด้วยหรือไม่ จนได้ข่าวจากสายข่าวที่ให้ไปตามสืบมาว่าฮ่องเต้ทรงไม่ให้เชิญกงจู่เข้าร่วมแต่เพียงผู้เดียว ทั้งสนม นางในทั้งหลายต่างวิจารณ์ไปต่างๆ นาๆ ว่าฝ่าบาทนั้นรังเกียจธิดาของฮองเฮา และเป็นการดีที่ได้ตัดคู่แข่งตัวฉกาจอย่างกงจู่ออกไป โต๊ะทานอาหารถูกจัดขึ้นโดยโต๊ะนั้นเป็นวงกลมขนาดใหญ่โดยที่มีฮ่องเต้นั่งร่วมอยู่ด้วย ล้อมรอบด้วยเหล่าองค์ชายองค์หญิงตามลำดับขั้นของพระมารดาของพวกเขา เมื่อมาครบแล้วขันทีฟู่ก็ตะโกนบอกเหล่าองค์หญิงองค์ชายให้เตรียมความพร้อม “ฮ่องเต้เสด็จ” ฮ่องเต้เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าไล่สายตาดูบุตรของตน ทุกคนก้มหน้าคำนับแนบกับพื้นไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นเมื่อเขาไม่ได้รับคำสั่งจากผู้เป็นบิดา “เงยหน้าขึ้นได้” “ขอบพระทัยพะยะค่ะ/เพคะ” เด็กๆ เงยหน้าขึ้นแต่ไม่มีใครกล้าสบตาฮ่องเต้แม้แต่คนเดียว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD