3...ประกาศศึก (1)

2405 Words
การที่ต้องมานั่งอยู่ในที่ที่มีคนไม่ชอบเรานี่มันกดดันยิ่งว่าตอนก่อนจะลงสนามแข่งขันเสียอีก แพรรินทนนั่งหน้าเชิดนิ่งอยู่ในงานที่เดิมเหมือนเมื่อวาน หลังจากเข้ามาแล้วถูกคุณนายใหญ่เข้ามาเอาเรื่องทันที แต่สถานการณ์ไม่แย่นักเพราะทั้งลุงวุธ ภาคิม และธนกฤตที่เพิ่งพาเธอซ้อนมอเตอร์ไซค์คันโตของเขามาช่วยกันคุณนายใหญ่ออกไป และเพียงแค่คุณอาเธอบอกว่าแขกจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น หรืออาจจะเป็นข่าวถ้ามีใครได้ยิน คุณนายใหญ่ก็ยอมถอยไปนั่งโต๊ะกลางประจำที่ ทว่ายังมองเธอตาขวางเป็นระยะๆ ส่วนคุณอาหนุ่มเองก็มองมายังเธอบ่อยครั้งแปลกกว่าปกติเช่นกัน แต่พอสังเกตดีๆ แล้วเธอจึงรู้ว่าเขามองธนกฤตที่นั่งข้างเธอต่างหาก และหนุ่มผิวเข้มก็จ้องกลับอย่างท้าทายในณะที่ภาคิมเพียงมองนิ่ง หน้าเรียบเฉยตามนิสัย แต่แพรรินรู้ว่าระหว่างสองคนนี้กำลังมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น ก็จะไม่ให้มีปัญหาได้ยังไง ในเมื่อธนกฤตเล่นดึงมือเธอเดินหนีออกมาจากทางเชื่อมนั่นเฉยๆ โดยไม่แคร์คนที่เพิ่งเตือนเขาเรื่องการแตะเนื้อต้องตัวเธอหยกๆ สักนิด เมื่องานผ่านพ้นไปแพรรินก็ไปไหว้ผู้เป็นพ่อเหมือนเคยแล้วจึงกลับ วันนี้น้ำตาของเธอไม่มีแล้ว อาจจะเพราะด้วยเหตุการณ์รอบข้างหลายๆ อย่างทำให้จิตใจไม่ได้จมอยู่กับความเสียใจเพียงอย่างเดียวนั่นเอง ธนกฤตขี่มอเตอร์ไซค์พาเธอกลับมายังโรงแรมที่พักของผู้บริหารใน SW 99 อย่างระมัดระวัง ตรงมาที่ลานจอดรถชั้นล่างใกล้ประตูทางเข้าด้านข้าง แล้วแพรรินก็ลงจากมอเตอร์ไซค์คันโตช้าๆ โดยใช้ชายหนุ่มร่างสูงเป็นหลักยึดเพราะตัวเองก็ใส่กระโปรง จึงต้องนั่งหันข้างและจับเอวสอบไว้แน่นๆ ทว่าพอถอดหมวกและยื่นส่งกลับไปให้ชายหนุ่ม แพรรินก็หันไปเห็นร่างสูงใหญ่คุ้นตายืนล้วงกระเป๋ากางเกงพิงสะโพกกับกระโปรงรถไม่ห่างมากนัก เขาจ้องมาทางพวกเธอก่อนจะขยับตัวก้าวมาข้างหน้า มือหนายื่นไปด้านข้างก็เห็นวสันต์ยื่นบางอย่างให้เขา ภาคิมเดินหน้านิ่งตรงมาในขณะที่ธนกฤตวางหมวกสองใบลงบนเบาะ หันไปอย่างเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อะไรก็ได้ที่จะเกิดขึ้น ส่วนแพรรินนั้นอกใจสั่นไปเรียบร้อยแล้ว ท่าทางของคุณอาเธอเหมือนพวกมาเฟียชัดๆ “ทำแบบนี้มันอันตรายสำหรับคุณนายน้อย นายน่าจะรู้” คนที่ก้าวมาหาพูดขึ้น เขาไม่พูดอะไรมากแต่ธนกฤตก็ดูจะเข้าใจอีกฝ่ายดี ต่างกับเธอที่มึนว่าชายหนุ่มเอ่ยถึงอะไร “อ้าว...แล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะครับท่านรอง ผมมันอดีตตำรวจเงินเดือนน้อย ไม่ได้เป็นผู้บริหารใหญ่โตถึงจะได้มีรถคันโตเอาไว้ขับโก้ๆ” คำพูดกวนๆ ของคนข้างๆ เธอทำให้แพรรินเข้าใจแล้วว่าคุณอาของเธอกำลังไม่พอใจธนกฤตที่พาเธอขี่มอเตอร์ไซค์ โธ่เอ๊ย...นึกว่าเรื่องอะไร แม้แพรรินกับบอดีการ์ดของเธอจะไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โต ทว่าภาคิมคงไม่คิดอย่างนั้น เขาหน้าตึงขึ้นอีกนิด จ้องธนกฤตตาเข้ม ทว่ายังรักษาระดับเสียงทุ้มราบเรียบของตัวเองไว้ได้ “นายจะทำอะไรมาก่อนไม่สำคัญเท่ากับตอนนี้นายกำลังทำอะไร สถานะของคุณนายน้อยควรจะต้องมาทำตัวเป็นสก๊อยซ้อนท้ายนายหรือไง” คุณอาสุดหล่อของแพรรินบอกแล้วโยนของบางอย่างลอยมาตรงหน้าธนกฤต และชายหนุ่มก็คว้ามันเอาไว้ได้อย่างว่องไวด้วยสัญชาตญาณ เมื่อคนข้างตัวชูมันขึ้นดูแล้วผิวปากหวือแพรรินก็มองตาม ก่อนจะตาโตขึ้น พร้อมหูก็ได้ยินน้ำเสียงเย็นๆ ของภาคิมชัดเจน “อย่าให้ฉันเห็นรถซังกะบ๊วยนั่นอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะให้วสันต์ทำหน้าที่แทนนาย” สั่งจบคนตัวโตหน้าเฉยฉายาอพอลโลในใจแพรรินก็เดินเข้าประตูไป มีคนของเขาเดินตามไปสองคน ส่วนสามคนยืนนิ่งอยู่หน้าประตู โดยทิ้งให้หญิงสาวได้แต่มองตามหน้าเหวอ ส่วนหนุ่มผิวเข้มยังตะโกนไล่หลังอีกฝ่าย “เอ้อ ดูถูกกันเข้าไป ถึงจะไม่ใช่รถหรูหลายสิบล้าน แต่ก็ไม่ซังกะบ๊วยนะเว้ย” เมื่อบ่นเสร็จก็ก้มลงมองกุญแจในมือพร้อมกับถอนหายใจฉุน หากกลับทำหน้าระรื่น “ว้าว...ใจป้ำว่ะ นี่มันรถท่านรองเองเลยนะครับเนี่ย” ธนกฤตหันมาบอกเธอเสียงใสราวกับลืมความขุ่นใจเมื่อครู่เสียสนิท พร้อมกับกดกุญแจย้ำคำพูดไปยังรถคันที่เธอเคยนั่งมาจากสนามบินแล้วไฟก็กะพริบขึ้น คนได้รถหรูมาขับยิ้มกว้างก่อนจะหุบยิ้มโดยพลันเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ “เอ่อ คุณลำบากหรือเปล่าครับ ผมขอโทษจริงๆ วันนี้กะทันหันไปหน่อยก็เลยไม่ได้หารถดีๆ มารับคุณ บังเอิญผมเพิ่งกลับจากธุระต่างจังหวัดน่ะครับ พ่อคุยกับผมไว้ก่อนหน้านี้เหมือนกัน แต่ผมไม่ได้รับปาก เพิ่งจะตกลงรับงานนี้เมื่อเช้านี้เอง” เขาอธิบาย แพรรินสังเกตว่าธนกฤตไม่ค่อยเรียกเธอว่าว่าคุณนายน้อยเหมือนคนอื่นๆ เท่าไร เขาจะพูดกับเธออย่างให้เกียรติเหมือนผู้หญิงกับผู้ชายทั่วไป หรือว่าลุงวุธจะบอกลูกชายว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นใคร ก็ท่านไว้ใจลูกชายท่านนี่นา น่าจะเป็นไปได้เหมือนกัน แม้จะคิดแต่แพรรินไม่กล้าถามชายหนุ่ม เธอคงต้องถามกับตัวลุงวุธเอง “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันยังไงก็ได้” เธอบอกเขายิ้มๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มกว้างตอบกลับทันที ธนกฤตแตกต่างจากภาคิมก็ตรงนี้ จริงๆ แล้วเขาเป็นคนหน้าเข้มถึงจะดูออกว่าผิวขาวของเขาคล้ำเพราะกิจกรรมก็ตาม มันก็ให้ความรู้สึกดุ ดิบ โผงผาง แต่เขากลับยิ้มได้ง่ายดายเหลือเกิน ไม่เหมือนคุณอาของเธอที่หน้าตางามสง่าราวเทพบุตร ทว่ากลับชอบทำหน้าเฉย ดุ ดูน่ากลัว แล้วยิ้มยากมากถึงมากที่สุด “ดีจังที่คุณไม่โกรธไปด้วยอีกคน ผมโดนพ่อเทศน์ตั้งแต่ที่วัดแล้ว มานี่ท่านรองยังมาดักอีก ถ้ารวมคุณด้วยผมคงรู้สึกแย่เพราะทำหน้าที่ตัวเองได้ไม่ดีพอ ไม่มีใครถูกใจสักคน” ชายหนุ่มบอกเสียงอ่อยจนแพรรินอดหัวเราะขำไม่ได้ คิดว่าเขาไม่รู้สึกว่าตัวเองผิดซะอีก ที่ไหนได้ สำนึกได้เหมือนกันแฮะ “ฉันพอใจค่ะ ไม่ต้องคิดมากหรอก” เธอปลอบใจต่อทำให้อีกฝ่ายยิ้มกว้างขึ้นพร้อมกับยกมือลูบท้ายทอยตัวเอง กระทั่งคิดได้ว่ายืนคุยอยู่ตรงนี้นานเกินไปแล้ว “ผมเดินไปส่งที่หน้าลิฟต์นะครับ” “เอ่อ...ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ ส่งแค่นี้ก็ได้” “ไม่ได้ครับไม่ได้” เขาบอกเสียงเข้มเหมือนดุแถมยังทำหน้าเข้มใส่เธอ แต่กลับก้มลงมากระซิบบอกใกล้ๆ “ผมไม่ไปส่งสามคนนั้นก็รอไปส่งคุณอยู่ดี” แพรรินแทบจะหันไปมองคนของภาคิมแต่ชะงักไว้ได้ทัน และฟังที่ธนกฤตพูดต่อ “ไปเถอะครับ ผมไปส่งแค่ที่ลิฟต์ เป็นหน้าที่ผม ไม่ใช่คนอื่น เบื่อจริงๆ พวกชอบสอใส่เกือกหน้าที่ชาวบ้าน” ประโยคหลังเขาพูดเสียงดัง แล้วผายมือให้เธอเดินนำ แพรรินได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ รู้ว่าธนกฤตอยากกวนคนของภาคิมเท่านั้นเอง ก่อนจะยอมก้าวเท้าที่ระบมเพราะส้นสูงของตัวเองไปช้าๆ อยากจะถอดมันถือเดินด้วยซ้ำ ถ้าไม่เกรงว่ามาดคุณนายน้อยจะย่ำแย่มากขึ้นกว่าเดิมล่ะก็นะ เธอทำแน่ เพราะตอนนี้รู้สึกเหมือนร่างกายกลับมาไข้ขึ้นอีกแล้ว แล้วก็เป็นอย่างที่ธนกฤตพูด เพราะพอเธอก้าวเข้าประตูวสันต์ อาทิตย์ และสายชลก็เดินตามมาห่างๆ พอมาถึงลิฟต์เห็นว่าประตูกำลังใกล้จะปิดลง หนุ่มผิวเข้มรีบก้าวเข้าไปกดไว้ให้เธอก่อน เมื่อประตูลิฟต์เปิดกว้างจึงเห็นว่าคนที่อยู่ในนั้นเป็นภาคิมกับคนของเขา หญิงสาวชะงักเล็กน้อยทว่าเมื่อคุณอาพยักหน้าและขยับเชื้อเชิญเธอจึงจำต้องก้าวเข้าไป แต่คนของเขาสองคนกลับก้าวออกจากลิฟต์เสียอย่างนั้น ทำเอาเธอได้แต่อึ้งตาโต ตอนนั้นธนกฤตเอ่ยลาแพรรินจึงยิ้มรับและขอบคุณอีกฝ่าย ก่อนประตูจะค่อยๆ ปิดลง ใบหน้าของคนด้านนอกถูกแทนที่ด้วยกระจกที่ติดอยู่ภายในลิฟต์แทน แพรรินยืนนิ่งตัวเกร็ง ทำอะไรไม่ถูกเมื่อต้องมาอยู่กับคุณอาหนุ่มของเธอเพียงสองคนในที่แคบๆ อย่างนี้ หญิงสาวขยับตัวถอยไปด้านหนึ่งเล็กน้อย ไม่กล้าขยับมากกลัวอีกฝ่ายจะคิดว่ารังเกียจ ทั้งยังไม่กล้ามองกระจกที่สะท้อนให้เห็นเงาคนสองคนอีกด้วย ได้แต่สบถในใจบ่นคนของเขาสองคนที่ออกไป ทำไมไม่ขึ้นมาด้วย แต่ความเงียบกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เธอรู้ว่ามาจากคนตัวโตกลับทำให้ใจเธอเต้นระทึกมากขึ้น จนทนไม่ไหวในที่สุดแพรรินก็เอ่ยขึ้น “ทำไมดนัยกับวิษณุไม่ขึ้นมาด้วยละคะ” พอเอ่ยถามได้เธอก็ถามสิ่งที่คิดอยู่เมื่อครู่ออกไปอย่างยั้งไม่ทัน “เขาแค่เข้ามาเอาเอกสารให้ผมเซ็น แล้วก็สรุปรายงานคร่าวๆ นิดหน่อยครับ ลิฟต์รอคุณก็เลยเรียบร้อยพอดีไม่ต้องขึ้นไป” คราวนี้แพรรินไม่อาจเลี่ยงได้จำต้องมองอีกฝ่ายผ่านกระจกพร้อมกับพยักหน้าและรับคำ แต่เธอไม่อยากอยู่เงียบๆ เลยชวนเขาคุยต่อ หลังเค้นสมองอย่างรวดเร็ว คิดว่าเรื่องนี้แหละที่เธอน่าจะพูดที่สุด “เอ่อ เรื่องเมื่อตอนบ่าย ขอบคุณมากนะคะ แล้วแพ...เอ่อ แพรจะใช้คืนถ้าแลกเงินมาแล้ว แล้วก็เรื่องรถ แพรว่า...” “ไม่ต้องหรอกครับ คุณเป็นภรรยาท่าน ก็เหมือนเป็นคนของตระกูลชัยสุรวงศ์ ผมมีหน้าที่ดูแลทุกคนให้ดีที่สุดอยู่แล้วครับ” หญิงสาวหันไปมองคนพูดอย่างแปลกใจ “คุณคิดว่าฉันเป็นคนในตระกูลคนหนึ่งด้วยเหรอคะ” “สำหรับผม ท่านรักใครผมก็มีหน้าที่ดูแลอำนวยความสะดวก ผมอาจจะไม่เคยรู้จักคุณ แต่อาวุธให้เกียรติคุณมาก มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคุณคือหนึ่งในคนที่มีความหมายกับท่าน และผมย่อมต้องเคารพคนที่ท่านให้ความสำคัญ” “ทำไมคุณเรียกคุณป๋าว่าท่าน ไม่เรียกว่าพี่ล่ะคะ” เธอหลุดถามออกไปอย่างสงสัย โดยลืมไปว่าอาจจะไม่ควรถาม เพราะถึงเขาจะนับรวมเธอเป็นคนในครอบครัวแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องรู้ทุกอย่างภายใน และคำตอบของเขาก็ทำให้รู้ว่าไม่ควรจริงๆ นั่นแหละ “ผมเรียกอย่างนี้มาตั้งแต่แรก แล้วก็อาจจะเป็นเหตุผลคล้ายๆ กับที่คุณเรียกท่านว่าคุณป๋า” ขอบคุณมากเลยค่ะคุณอา แพรรินได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่คนเดียวที่เขาไม่ตอบแถมยังมาแขวะเธออีก เธอไม่กล้าใช้คำว่า ‘ป๋า’ เฉยๆ เหมือนที่สาวๆ เมียเล็กเมียน้อยของคนรวยเขาเรียกกันหรอก บาปตายกันพอดี ความเงียบเข้ามาครอบคลุมทั้งสองอีกครั้ง เมื่อเธอไม่ถามเขาก็ดูเหมือนไม่มีอะไรจะพูดกับเธอเช่นกัน หญิงสาวภาวนาให้ถึงชั้นของเขาเร็วๆ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ลงสักที เธอจึงเหลือบมองตัวเลขที่กด ปรากฏว่ามีแค่ชั้นเดียว คุณพระ...เขาอยู่ชั้นเดียวกันกับเธอ แพรรินไม่ได้สังเกตมันตอนที่เขากด เพราะคิดว่าเขารู้เบอร์ห้องเธอเลยไม่ถามเธอว่าจะไปชั้นไหน แล้วท้ายที่สุดเธอก็จำต้องยืนตัวแข็ง คอแข็ง แล้วก็เมื่อยเท้า ปวดหัวตุบๆ อยู่อย่างนั้นกระทั่งถึงชั้นของตัวเอง แพรรินแอบถอนหายใจแล้วก้าวนำไปก่อนอย่างรีบเร่งทั้งที่ร่างกายอ่อนล้า รองเท้าก็กัดจนแทบอยากถอดทิ้งอยู่รอมร่อ พอรู้สึกได้ว่ามีเสียงเท้าตามมา เธอจึงอดไม่ได้ที่จะหันกลับไป ภาคิมเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วผายมือเชิญเธอเงียบๆ แต่แพรรินอ่อนเพลียจนควบคุมสติไม่อยู่แล้ว เขาเดินตามเธอมาทำไม “ห้องคุณอยู่ไหนคะ” “มุมด้านโน้นน่ะครับ ชั้นนี้มีแค่สองห้อง” ทำไมลุงวุธไม่เคยบอกเธอเรื่องนี้เลย! แพรรินไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเขาถึงรู้ว่าเธออยู่ห้องไหน แต่ที่งงคือ ไหนลุงวุธบอกว่าไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวจริงของเธอเป็นใคร แต่ทำไมให้เธอมาอยู่ใกล้คนที่รู้เรื่องการมีตัวตนอยู่ของลูกสาวคุณป๋าแบบนี้ แพรรินเห็นอีกฝ่ายมองเธอนิ่ง ในขณะที่เธอพยายามจะงับปากลงหลังจากรู้ตัวว่าอ้าค้างอยู่ ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจที่เขาพูดแล้วหันหลังเดินเร็วๆ ไม่สนใจมารยาทไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เพื่อที่จะเข้าไปในห้องตัวเองให้เร็วที่สุด ตอนแรกกะว่าจะทานยาเป็นอันดับแรก แต่ตอนนี้เธอต้องโทรหาลุงวุธโดยเร็ว ขณะเดียวกันก็รับรู้ว่ามีคนตัวสูงใหญ่ก้าวตามมาช้าๆ ไม่เร่งร้อน =====
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD