บทที่ 4

1963 Words
ท่ามกลางความเงียบสงัดในห้องทำงาน เสียงแอร์เบา ๆ ทำงานอย่างต่อเนื่อง ภูวินทร์นั่งก้มหน้ามองเอกสารในมือ แต่ใจของเขาลอยไกลออกไป งานช่วงเช้าดำเนินไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เอกสารรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอีกเล็กน้อย แต่สิ่งที่เขาคิดไม่หยุด คือภาพของภรรยาที่กำลังดูแลลูกคนเดียวกับบ้านอีกหลังที่เขารู้สึกว่าเธออาจเหนื่อยเกินไป เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา…นิ้วโป้งเลื่อนหาเบอร์ ในใจมีความเกรงใจอยู่นิด ๆ ที่จะรบกวนเวลาของน้องชายภรรยา “หนุ่ยครับ…พี่ภูเองนะ พอจะว่างคุยสักครู่ไหมครับ” เสียงเอ่ยทักอย่างสุภาพและเกรงใจ “สะดวกคุยครับพี่ภู สบายดีนะครับ” ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใสของหนุ่มวัยยี่สิบกว่า รู้สึกแปลกใจนิด ๆ ที่ได้รับสายจากพี่เขย “คือว่า...พี่มีเรื่องอยากปรึกษากับหนุ่ยสักหน่อย ตอนนี้ น้องคินจะครบหนึ่งขวบแล้ว พี่เห็นว่านิจค่อนข้างเหนื่อยในการดูแลลูกคนเดียว แล้วก็ต้องรับผิดชอบดูแลบ้านด้วย พี่เลยคิดว่า...ถ้าหนุ่ยกับป้าสร้อยพอจะย้ายมาอยู่กับพวกเราได้ จะช่วยนิจได้มากทีเดียว ตอนนี้พี่ก็กำลังหาพี่เลี้ยงกับแม่บ้านมาช่วยอีกแรงหนึ่งด้วย” ภูวินทร์กล่าวด้วยความเกรงใจ ภูวินทร์อธิบายเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและจริงใจ “ถ้านิจมีป้าสร้อยกับหนุ่ยอยู่ที่บ้านด้วย นิจจะได้ไม่เหงา มีคนคุยด้วย” “ส่วนเรื่องพี่เลี้ยงกับแม่บ้าน พี่น่าจะเลือกได้ภายในวันสองวันนี้ ตอนนี้พี่ให้เลขาฯ ตรวจสอบประวัติอยู่” เขาพูดด้วยความตั้งใจ ไม่อยากให้ใครมองว่าเขา “ปล่อยภาระให้คนอื่น” “เรื่องห้องพักนั้น ก็สบายใจได้เลย ตอนที่เราสร้างบ้าน พี่กับนิจมีคุยกันไว้แล้วว่าจะเผื่อห้องส่วนตัวให้ป้ากับหนุ่ยด้วย ตอนนั้น เราวางแผนอนาคตอยากให้ป้ากับหนุ่ยมาอยู่กับเราด้วยจริง ๆ” ภูวินทร์พูดอย่างอบอุ่น ด้วยน้ำเสียงที่ตั้งใจแน่วแน่ หนุ่ยยิ้มกว้าง รู้สึกดีใจที่พี่เขยให้ความสำคัญและใส่ใจดูแลพี่สาวของเขา “ผมขอปรึกษากับป้าก่อนนะครับ แล้วจะรีบให้คำตอบพี่…ผมแค่กังวลว่าป้าสร้อยจะห่วงบ้านสวน แล้วจะไม่ยอมย้ายครับ” ภูวินทร์พยักหน้ารับฟัง “ถ้าเรื่องนั้น พี่คิดว่าจะให้คนขับรถพาป้ากับหนุ่ยกลับไปดูบ้านสวนทุก 2 สัปดาห์ หรือทุกเดือนก็ได้ จะได้ไม่ต้องกังวลมาก ไม่ต้องเหนื่อยเดินทางอีกด้วย ตอนนี้ น้องคินโตขึ้นทุกวัน พอเริ่มเดินได้ก็เริ่มซน นิจคงจะดีใจมากที่มีผู้ใหญ่อย่างป้าสร้อยคอยช่วยให้คำแนะนำอยู่ข้างตัว” “ผมเข้าใจครับ ป้าสร้อยว่ายังไง ผมจะรีบบอกพี่ภูด่วน” “ขอบใจมาก...อ้อ แล้วตอนนี้หนุ่ยกำลังจะขึ้นปี 4 แล้วใช่ไหม มีแผนเรื่องการฝึกงานยังไงบ้าง เผื่อพี่จะช่วยแนะนำให้ได้” ภูวินทร์เอ่ยถามด้วยความจริงใจ น้ำเสียงไม่เร่งเร้า แต่แสดงออกชัดเจนว่าเขาอยากช่วย “ใช่ครับ ผมเลือกฝึกงานในเทอมแรกเลยครับ เผื่อว่าพอมีประสบการณ์การทำงานแล้ว ผมจะได้รู้ว่า ตัวเองยังขาดทักษะเรื่องอะไรบ้าง จะได้ลงเรียนเพิ่มตอนเทอมสอง” หนุ่ยตอบเรียบ ๆ แต่ในเสียงมีประกายตั้งใจ “แล้วหนุ่ยอยากฝึกงานกับบริษัทแบบไหน พี่จะได้ลองดูว่าพอมีเส้นสายจะช่วยฝากฝังได้ไหม” ภูวินทร์พูดต่ออย่างใส่ใจ “ผมอยากฝึกงานกับบริษัทคอนซัลท์ที่แนะนำเรื่องระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสำนักงานครับ ผมชอบแนวนี้มากกว่า ได้ประสบการณ์หลายแบบ และได้พบผู้คนหลายหลากด้วยครับ” หนุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น “ถ้าอย่างนั้น พี่พอจะมีรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของบริษัทแบบที่หนุ่ยต้องการ เดี๋ยวพี่จะลองติดต่อเขาดู” ภูวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและตั้งใจ “หนุ่ยสะดวกส่งเรซูเม่กับทรานสคริปต์ล่าสุดมาให้พี่ทางอีเมลไหม พี่จะได้ส่งต่อให้รุ่นพี่คนนี้พิจารณาดู เผื่อถ้าเขาสนใจ หนุ่ยจะได้มีที่ฝึกงานเลย” หนุ่ยยิ้มกว้างและรู้สึกปลื้มใจ “ขอบคุณมากครับพี่ภู ผมจะรีบอัปเดตเรซูเม่และขอทรานสคริปต์กับทางมหาลัยวันพรุ่งนี้ครับ ถ้าได้แล้วจะรีบส่งให้พี่ด่วนเลยครับ” “ได้ครับ งั้นพี่จะรอนะ” ภูวินทร์วางสายด้วยรอยยิ้ม ความดีใจเอ่อขึ้นในใจที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือน้องชายของภรรยาผู้มีนิสัยอ่อนโยนและน่าคบหา อีกทั้งมีบุญคุณช่วยคะนึงนิจและลูกในยามที่ลำบาก ... ภูวินทร์รู้สึกโล่งใจขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเห็นหนทางที่จะแบ่งเบาภาระของภรรยาที่เขารัก คะนึงนิจเสียสละมาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลาออกจากงานที่กำลังเติบโต การเป็นแม่บ้านที่ดูแลบ้านและเลี้ยงลูกอย่างดี ทำให้เขาสามารถทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และเวลาให้กับการทำธุรกิจสตาร์ทอัพที่เริ่มมาตั้งแต่ 5 ปีก่อนอย่างเต็มที่ วันนี้...บริษัทของเขาเติบโตมั่นคงขึ้น ประสบการณ์ที่เขาสั่งสมมา สายสัมพันธ์ในวงการที่ลึกซึ้งขึ้น ช่วยให้เขาขยายกิจการได้มากขึ้นกว่าเดิม เขายังถือหุ้นใหญ่ 40% ในบริษัท ในขณะที่หุ้นที่เหลือเป็นของผู้ถือหุ้นอีกสามคน ได้แก่ ภารดี น้องสาวของเขา ธเนศน้องเขยของเขา และวุฒิ เพื่อนสนิทตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ทั้งสามคนนี้ ต่างถือหุ้นคนละ 20% การจัดโครงสร้างแบบนี้ ทำให้เขาควบคุมทิศทางบริษัทได้ดี ในขณะเดียวกันก็ได้ใช้ความไว้ใจและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้เป็นประโยชน์ แต่เขาก็รู้ดี...ว่าในความไว้ใจนั้น ย่อมมีช่องโหว่แฝงซ่อนอยู่เรื่อย ๆ หากเขาคาดการณ์ไม่ผิด เขาคงต้องวางแผนป้องกันการโดนหักหลังไว้ล่วงหน้า ภูวินทร์ลุกขึ้นยืน มองออกไปยังวิวเบื้องหลังโต๊ะทำงาน สายตาเหม่อมองผ่านกระจกบานใหญ่ แสงแดดยามบ่ายสะท้อนแผ่วเบาบนกระจกใส...แต่ภายในอกกลับเย็นชา ไร้ซึ่งความอ่อนโยนที่เคยมี “ถ้าไม่ระวัง คนที่ไว้ใจที่สุดอาจกลายเป็นคนที่ทำให้นายต้องเจ็บปวดที่สุดสักวัน” ภูวินทร์พูดเบา ๆ กับตัวเอง เขาลดสายตาลงมองเอกสารบนโต๊ะอีกครั้ง สายสัมพันธ์และหุ้นส่วนทางธุรกิจอาจเป็นโอกาส แต่ก็อาจเป็นกับดักได้ด้วยเช่นกัน ภูวินทร์รู้ว่าไม่ง่ายที่จะไว้ใจใครแบบไม่ตั้งมาตรการ เขาคิดถึงการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่รัดกุม ตั้งเงื่อนไขสัญญา เงื่อนไขการถอนหุ้น / การโอนหุ้น / ข้อตกลงเรื่องสิทธิในการตรวจสอบบัญชี / เวลาในการประชุมผู้ถือหุ้น / ความโปร่งใสของการเงินบริษัท เพราะการเติบโตที่ดี ไม่ได้วัดแค่ยอดกำไรหรือการขยายกิจการ แต่ยังวัดที่ “ความมั่นคงของอำนาจ” ในการควบคุมบริษัท … คะนึงนิจยืนยิ้มพร้อมยื่นมือออกมาโดยสายตาคอยจับจ้องลูกชายตัวน้อยที่กำลังเขย่งเดินมาหาเธออย่างตั้งใจ ตอนนี้ “ภาคินทร์” หรือ “น้องคินของแม่” ก้าวหน้าขึ้นมาก หลังจากเริ่มยืนได้ เขาก็ตั้งใจฝึกเดิน…บางครั้งเดินเขย่งช้า ๆ บางทีก็เดินเร็วเกินไปจนเกิดอาการเซ เขาทำให้เธอถึงกับหายใจไม่ทั่วท้องในบางครั้ง เพราะกลัวลูกจะหกล้มหัวฟาดพื้น แต่สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจ...และชื่นใจในเวลาเดียวกัน คือ แม้เขาจะล้มบ้าง แต่ก็กลับลุกขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม แม้จะเจ็บนิด ๆ ก้นกระแทกพื้น แต่ไม่ร้องไห้ ไม่งอแง…มีแค่แววตาเล็ก ๆ ที่ดูเจ็บเล็กน้อย แล้วก็ยิ้มให้แม่ ในใจของคะนึงนิจ...เธออยากร้องไห้ด้วยความห่วงใย แต่ก็อยากหัวเราะด้วยความสุขที่เห็นเขาพร้อมจะลุกขึ้นอีกครั้ง “มาเร็วจ้ะลูก...มาหาแม่นี่” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมยื่นมือไปรับตัวเขาเมื่อเดินมาถึงระยะที่เธอเอื้อมมือถึง คะนึงนิจเล่นกับลูกชายต่อจนกระทั่งรถของภูวินทร์แล่นเข้ามาในบ้าน ชายหนุ่มก้าวมาหาเธอกับลูกที่กำลังเล่นกันอยู่ที่สนามหญ้า เขาปลดกระดุมแขนเสื้อ พับขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะก้มลงคุยกับลูกชายที่แหงนหน้าส่งยิ้มให้พ่อ “เดี๋ยวพี่ดูน้องคินต่อให้นะ วันนี้เราออกไปกินข้าวข้างนอกกันไหม นิจจะได้ไม่ต้องเหนื่อยทำอาหาร” ภูวินทร์พูดพลางจับมือเล็ก ๆ ของลูกทั้งสองข้าง จูงเดินไปข้างหน้า แล้วหันไปมองภรรยาที่กำลังยืนมองลูกอยู่ไม่ไกล “นิจเตรียมกับข้าวไว้แล้วค่ะ แค่เอาไปอุ่นก็ทานได้แล้ว วันนี้วันสิ้นเดือน คนน่าจะเยอะค่ะ ออกมาใช้เงินกัน” “อืม...ถ้าอย่างนั้น นิจไปทำอาหารเถอะ พี่จะเล่นกับน้องคินรอแล้วกัน ฝากเก็บกระเป๋าให้พี่ด้วย” ชายหนุ่มยื่นกระเป๋าเอกสารให้ภรรยา “ได้ค่ะ แม่ไปทำอาหารให้หนูก่อนนะคะ” คะนึงนิจหยิกแก้มกลมของลูกชายเบา ๆ ก่อนเดินเข้าบ้าน ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ของภูวินทร์ก็ดังขึ้น เขาจูงมือลูกชายไปพร้อมกับรับสาย “ครับ หนุ่ย ป้าสร้อยตอบตกลงแล้ว ขอบใจมากสำหรับข่าวดี วันไหนป้ากับหนุ่ยจะย้ายมา เดี๋ยวพี่ส่งรถไปรับ จะได้ขนของสะดวก ฝากขอบคุณป้าสร้อยด้วยนะ” เขาวางสายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนโน้มตัวพูดกับลูกชาย “น้องคินจะมียายสร้อยกับน้าหนุ่ยมาอยู่บ้านของเราด้วยกันแล้วนะครับ ป้าสร้อยทำอาหารอร่อยมาก สงสัยพ่อต้องเปลี่ยนชื่อคินเป็นเจ้าลูกหมูแล้วล่ะ” ชายหนุ่มหยอกลูกเสียงอ่อน เด็กน้อยยังไม่เข้าใจนัก แต่ก็ยิ้มตาหยีตอบกลับ ระหว่างมื้อเย็น ภูวินทร์เล่าเรื่องที่ป้าสร้อยและหนุ่ยตกลงจะย้ายมาอยู่ด้วยกันให้คะนึงนิจฟัง “จริงเหรอคะ” คะนึงนิจเงยหน้าขึ้นถามด้วยแววตาเบิกกว้าง ความดีใจเอ่อขึ้นในอก เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าภูวินทร์จะเป็นฝ่ายชวนญาติทั้งสองของเธอเอง ชาติที่แล้ว เขาแทบไม่เคยใส่ใจญาติของเธอเลยด้วยซ้ำ “จริงสิ พี่นัดกับหนุ่ยไว้แล้ว ถ้าป้าสร้อยเตรียมของเสร็จ พี่จะให้รถไปรับ นิจจัดห้องให้พวกเขาด้วยนะ” “ได้ค่ะ เดี๋ยวนิจจะเรียกใช้บริการแม่บ้านมาช่วยทำความสะอาดห้อง” เธอตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ยายสร้อยกับน้าหนุ่ยจะย้ายมาอยู่กับพวกเราแล้วนะคะ น้องคิน หนูจำยายได้ไหม” “อื้อ” เด็กน้อยเอ่ยสั้น ๆ พร้อมรอยยิ้มไร้เดียงสา แม้ไม่เข้าใจความหมายที่แม่พูด แต่ก็ส่งเสียงออกมาอย่างซื่อ ๆ คะนึงนิจก้มลงหอมแก้มลูกฟอดใหญ่ วันนี้เป็นวันที่เธอได้รับข่าวดีจริง ๆ เธอทานข้าวต่อด้วยความสุขใจ ภูวินทร์มองเห็นรอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าของภรรยาเป็นระยะ บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารดูอบอุ่นกว่าที่เคย หญิงสาวเล่าเรื่องราวทะเล้น ๆ ของลูกชายให้ฟังอย่างอารมณ์ดี ขณะที่ชายหนุ่มตั้งใจฟังทุกคำด้วยความพอใจ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD