ตอนที่1 เด็กผู้หญิงเอาแต่ใจ
มิเชล สาวน้อยวัยสิบแปดปีบริบูรณ์ เธออาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร พี่สาวของเธอเป็นนางแบบชื่อดังของวงการบันเทิง มีนามว่า ‘มิลาน’ แต่มักจะไม่ค่อยได้พบเจอกันเพราะมิลานอาศัยอยู่ที่คอนโด นานๆทีถึงจะกลับมาที่บ้านสักครั้งหนึ่ง
มิเชลอาศัยอยู่ในบ้านกับแม่นมอุ่น คนที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เยาว์วัย และสาวใช้อีกสี่ห้าคน รวมถึงบอดี้การ์ดที่บิดาส่งมาให้คุ้มกันชีวิตและรักษาความปลอดภัยให้กับเธอ เป็นผลเนื่องมาจากธุรกิจมืดของทางครอบครัว
เสี่ยกิตติชัย เป็นนายทุน และปล่อยเงินกู้ทั้งในและนอกระบบ เปิดบริษัทไฟแนนซ์ และเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงินรายใหญ่ระดับประเทศ เพราะฉะนั้นวงเงินที่หมุนอยู่ในบัญชีค่อนข้างสูง และความเสี่ยงก็มีมากตามมา
เขาได้เลิกราหย่าล้างกับ โสภา ตั้งแต่มิเชลอายุได้สองขวบเศษ ด้วยปัญหาที่ไม่ลงรอยกัน เนื่องจากโสภาต้องการใช้ชีวิตที่สงบสุข แต่กิตติชัยกลับไม่ยอมวางมือจากธุรกิจที่มีความเสี่ยง เลยทำให้ทั้งสองคนมีทัศนคติที่ไม่ตรงกัน
ในทุกๆวันย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับตัวเองและครอบครัวอยู่เสมอ กิตติชัยจึงจำเป็นจะต้องมีบอดี้การ์ดไว้คุ้มกันตัวเอง รวมไปถึงลูกสาวคนเล็กอย่างมิเชลอีกด้วย จึงได้ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่เป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งนายตำรวจฝีมือดี และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่มาคุ้มครองดูแลลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนอย่างมิเชล ส่วนลูกสาวคนโตอย่างมิลานนั้นมเขาได้ส่งให้ไปเรียนวิชาป้องกันตัวจนสามารถดูแลตัวเองได้อย่างปลอดภัย โดยที่ไม่ต้องมีบอดดี้การ์ดคอยคุ้มกัน
ทุกๆวันบิดาจะกลับเข้าบ้านดึกดื่นและออกไปที่บริษัทแต่เช้า แทบจะไม่ได้พบเจอหน้าลูกสาวเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ไว้วางวางใจให้แม่บ้านนมอุ่น ที่คอยดูแลมิเชลมาตั้งแต่เด็ก และบอดี้การ์ดหนุ่มฝีมือดีคอยดูแลชนิดที่ว่าทุกฝีก้าวก็ยังได้
พ.ต.ท. นฤเบศ สารวัตรหนุ่มหล่อฝีมือฉกาจวัยสามสิบสองปีกระรัต ได้รับการมอบหมายพิเศษจากผู้บัญชาการ ให้มีหน้าที่ดูแล ปกป้อง และคุ้มครองความปลอดภัยของสาวน้อยวันสิบแปดปี ที่มีนิสัยทั้งดื้อ และรั้น เอาแต่ใจ ไม่ยอมฟังใคร และที่สำคัญเธอไม่ชอบขี้หน้าเขา
“มิ ดูโน่นสิ”
เด็กสาวในชุดนักเรียนวัยสิบแปดปีชี้ไปทางด้านหน้าของประตูรั่วสีเงินทองที่มีรถเมอร์เซเดส-เบนซ์สีดำเคลื่อนเข้ามาจอด และตามลงมาด้วยร่างใหญ่ของบุรุษหนุ่มที่ดูยังไงก็น่าเกรงขามไม่เคยคุ้นชินเสียที
“ปล่อยเค้าไป”
สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มจมูกรั้นเชิดบ่งบอกถึงความเอาแต่ใจ เธอยังคงนั่งอยู่ตรงโต๊ะหินอ่อนไม่สนใจผู้ชายที่กำลังเดินอาจๆเข้ามาหา
“เค้าเดินมาแล้วนะ”
มายด์กระซิบบอกเพื่อนสาว ที่ยังคงนั่งดูหน้าจอของโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนไม่สะทกสะท้าน
“กลับบ้านได้แล้วครับคุณมิเชล”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ แต่มันช่างฟังดูน่าเกรงขามและน่ากลัว จนสาวน้อยอีกคนถึงกับต้องกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ
“ฉันกลับเองได้ เชิญนายไปคุยกับพี่มิลานต่อเถอะ”
มิเชลพอจะรู้ว่าบอดี้การ์ดผู้แสนเย็นชานั้นแอบมีใจให้กับมิลานผู้ที่เป็นพี่สาวของตัวเอง
“ผมมีหน้าที่คอยดูแลคุณ ยังไงคุณก็ต้องกลับบ้านกับผมเดี๋ยวนี้”
เขาไม่รู้ว่าสาวน้อยแสดงความพยศออกมาด้วยสาเหตุอะไร ตั้งแต่ตอนเช้าที่เขาคุยโทรศัพท์กับมิลาน
“ฟังให้ชัดๆนะ ฉัน! ไม่! กลับ!”
สาวน้อยร่างบางในชุดนักเรียนหญิงมอปลายลุกขึ้นจากเก้าอี้หินอ่อน ก่อนจะก้าวเดินฉับออกไป แต่มีหรือที่สารวัตรหนุ่มฝีมือเก่งกาจจะคว้าเธอเอาไว้ไม่ทัน
“เอ๊ะ! ปล่อยฉันนะ ไอ้บ้า!”
สาวน้อยปากคอเราะร้ายถูกคนร่างใหญ่ที่มีแรงเหนือกว่า ออกแรงดึงข้อมือเล็กให้เธอเดินตาม
ใบหน้าคมคร้ามเรียบนิ่งราวกับคนที่ไม่มีความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น
เขาออกแรงดึงลากคนร่างเล็กมุ่งหน้าไปยังรถคันหรูที่เป็นเป้าหมาย โดยไม่สนใจมือบางอีกข้างที่พยายามจิกข่วนท่อนแขนแกร่ง ผ่านเนื้อผ้าหนาของเสื้อสูทแขนยาวจนเลือดซิบ
“อ๊าย! ไอ้บ้า!”
เสียงแหลมกรีดร้อง เมื่อเขาจับร่างของเธอยัดเข้าในห้องโดยสารของรถ ร่างบางดิ้นพล่านรู้สึกเจ็บใจที่เอาชนะเขาไม่ได้
ดวงตากลมจ้องมองใบหน้าคมที่ยังคงเรียบนิ่งของสารวัตรหนุ่ม ปากเล็กกัดเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความไม่พอใจ เกลียดนักเวลาที่เขามักจะใช้แรงที่มีมากกว่าบังคับเธอให้ทำตามคำสั่ง โดยอ้างว่าเป็นหน้าที่ที่เขาต้องกระทำ
เธออยากจะรู้นัก ว่าถ้าไม่ใช่เป็นเพราะคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เขายังจะอยากปกป้องและดูแลเธออยู่อีกหรือเปล่า
มิเชลลอบมองดวงหน้าหล่อคมที่มีสีหน้าเรียบนิ่งของบอดี้การ์ดหนุ่ม ผ่านทางกระจกมองหลังที่สะท้อนภาพใบหน้าของผู้ที่เป็นคนขับได้อย่างชัดเจน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่มีท่าทีจะแลตามาสนใจเธอ ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว ใบหน้าหวานจิ้มลิ้มหันเบี่ยงมองออกไปนอกรถด้วยความรู้สึกน้อยใจ
รถเมอร์เซเดส-เบนซ์สีดำเงาหรูหราเคลื่อนเข้ามาจอดยังหน้าประตูทางขึ้นของบ้านหลังใหญ่ ประตูด้านขวาฝั่งคนขับเปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของบอดี้การ์ดหนุ่มในชุดสูทยูนิฟอร์มสีดำเดินลงมา ก่อนจะเดินอ้อมมาเปิดประตูหลังให้คุณหนูคนเล็กของบ้าน
“เชิญครับ”
สียงทุ่มพูดออกมาอย่างสุภาพ ตามแบบฉบับของสารวัตรหนุ่ม
ดวงตาคมภายใต้แว่นตาสีดำเงาเผลอมองเรียวขาอ่อนขาวๆ ที่กระโปรงตัวสั้นร่นขึ้นในขณะที่มิเชลเอื้อมมือหยิบกระเป๋าสะพายแบบเด็กสาวมัธยม ทำให้นายตำรวจผู้เย็นชาต้องลอบกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ ก่อนจะเบี่ยงสายตามองไปทางอื่นอย่างข่มอารมณ์ดิบในกาย เขาไม่ควรจะคิดวิปริตเช่นนี้กับเด็กสาวอายุแค่เพียงสิบแปดเช่นนี้
“หลีกไปสิ ฉันจะเข้าบ้าน”
เมื่อเห็นว่าเขายังไม่ยอมขยับร่างไปไหน เธอจึงเดินเบียดทะลุออกไปด้วยอารมณ์หงุดหงิด