ด้ายแดงแห่งพรหมลิขิต
พวกคุณรู้จักด้ายแดงหรือเปล่า?
เส้นด้ายสีแดงฉานที่ถักทอ ดึงรั้ง ยึดผู้ซึ่งถูกเรียกว่าเนื้อคู่เข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นความรักแสนหวานซึ่งตราตรึงใจ บ่มเพาะจินตนาการแสนหวานท่ามกลางวิมานในฝันให้กับเหล่าหญิงสาว
เส้นด้ายทั้งเล็กและบาง ทว่ากลับทำให้คนสองคนผูกติดกันไปจนวันตาย ขึ้นชื่อว่าเนื้อคู่แล้ว ย่อมไม่มีวันแยกจาก เว้นเพียงแต่ความตายจะพรากพวกเขาออกจากกัน
ลลิลเชื่ออย่างนั้น เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ไม่ว่าอย่างไรก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้
คนภายนอกหาว่าเธอบ้า มองว่าเธอแปลก หลายคนมองว่าบ้านของเธอซึ่งสืบเชื้อสายจากคนจีนจะเชื่ออย่างนี้ก็ไม่แปลก ยิ่งแม่เคยเป็นคนทรงเจ้าเข้าผี อิทธิพลที่มองไม่เห็นย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเธอจนนำมาซึ่งความเห็นใจ ทั้งที่ไม่ได้ถามเธอสักคำว่าต้องการความเห็นใจเหล่านั้นไหม
หากแต่คนที่มีปัญหาความรักกลับมองว่าเธอคือทางออก ขอเพียงใช้ดวงตาคู่นี้ทอดมองที่นิ้วก้อยข้างขวา สุดปลายทางนั้นคือคนรักที่รอวันพบเจอ คอยวาสนาเพื่อเคียงคู่ตราบจนวันสุดท้ายของลมหายใจ
รักแท้เพียงหนึ่งเดียวที่ผู้คนปรารถนาจะครอบครอง
มองดูพ่อแม่ที่รักใคร่กลมเกลียว ทะนุถนอมน้ำใจ ดูแลซึ่งกันและกันอย่างไรเงื่อนไข ความรักท่วมท้นนั้นก่อกำเนิดลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างเธอ
ลลิลเฝ้าหวัง อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึงหนึ่งปรารถนาของตัวเอง วันหนึ่งเธอเองก็อยากครองคู่จนแก่เฒ่าเช่นเดียวกับพ่อแม่ ปรารถนาความรักจริงแท้ท่ามกลางผู้คนนับแสนนับล้านนี้
แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ความฝันชั่วชีวิตของเธอจะเป็นจริง
เส้นด้ายที่ไม่เคยเชื่อมต่อกับใคร เพียงเสี้ยววินาทีที่เธอได้สบตากับคนคนนั้นกลับเรืองแสงขึ้นมาฉับพลัน เสียงหัวใจเต้นกระหน่ำ เธอรู้สึกร้อนไปทั้งตัว
เจอแล้ว!
ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาหาเธอ หากกล่าวให้ถูกคือเขาเข้ามาหาเพื่อนสนิทของเธอ น้ำเสียงนั้นทักทายอย่างเป็นกันเอง เธอยกมือไหว้เขาอย่างที่เพื่อน ๆ ของเธอทำ
เชนกร คือชื่อเนื้อคู่ของเธอ
ด้ายแดงแห่งพรหมลิขิตนี้เชื่อมเธอกับเขาเข้าด้วยกัน
รอยยิ้มของเธอพลันผลิบาน ประตูหัวใจที่รอวันถูกฝ่ามือแสนอบอุ่นเปิดเข้ามากลับอ้าออกเพื่อต้อนรับเขาอย่างง่ายดายแบบที่เธอเองก็คาดไม่ถึง ขอเพียงเขาตอบรับ ขอเพียงเขามีความสุข ไม่ว่าอะไรเธอก็ยอมให้เขาทั้งนั้น
เขาปรารถนาให้เธอมองเพียงเขา แน่นอนว่าเธอย่อมกระทำตามไม่บิดพริ้ว เพราะสายตาเธอมีไว้เพื่อเนื้อคู่เพียงหนึ่งเดียวอย่างเขาเท่านั้น เขาหวังให้เธอสนับสนุนเขาทุกด้าน เธอไม่เพียงแต่ทุ่มเทกายใจและเงินทองเพื่อเขา แม้แต่โอกาสของตัวเอง เธอก็ยกให้เขาอย่างง่ายดาย
เขาบอกให้เธอรอ ในปีที่เจ็ดเราจะแต่งงานกัน เธอก็รออย่างมีความหวัง และไม่เร่งรัดเขาแม้เพียงครึ่งคำ
จนถึงวันนี้
วันที่เจ็ดปีนั้นมีความหมายกับเธอยิ่งกว่าทุกช่วงเวลาของชีวิตรวมกัน
“เหม่อแบบนี้คิดอะไรอยู่จ๊ะเพื่อนสาว”
ลลิลสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันไปยิ้มให้เพื่อนที่เพิ่งเข้ามา แม้จะไม่ใช่คนสนิทกัน มองเธอยามนี้ยังบอกได้ว่าเธอมีความสุขขนาดไหน ยิ่งไม่ต้องบอกพูดถึงเพื่อนสนิทคนนี้ จะปิดความสุขนั้นมิดได้อย่างไร
“สา” เธอเลื่อนเก้าอี้ข้างตัวให้กับเพื่อนสนิท มองนัยน์ตาซุกซน ท่าทางร่าเริง และรอยยิ้มเปี่ยมสุขนั้น ยังคิดว่าช่วงนี้เพื่อนของเธออาจมีความรักหลังจากครองตัวเป็นโสดมานานแล้วก็ได้
“รอนานไหม”
“ลิลเพิ่งมาถึงเหมือนกัน”
นิสามองเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่มัธยมต้นอย่างเต็มตา ดวงหน้าน่ารักอ่อนหวานทว่าสดใสราวกับดอกไม้ผลิบานในตัวนั้นมัดใจคนมองอย่างจัง ไม่ว่าผู้ชายคนไหนต่างก็ตกหลุมรักเพื่อนรักของเธอคนนี้
ไม่มีใครไม่หวั่นไหว แต่กลับมีเพียงคนเดียวที่ฝ่าปราการหัวใจสูงลิบนั้นเข้าไปได้
คนที่เป็นรุ่นพี่ของเธอ และเป็นเธอที่ชักนำให้พวกเขามาเจอกัน
ลลิลเคยบอกว่าตนเองมองเห็นด้ายแดง กระจ่างชัดในดวงตาว่าใครคือเนื้อคู่ ดังนั้นต่อให้ผู้ชายรวยล้นฟ้าหรือแสนดีเป็นพ่อพระเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้เพื่อนคนนี้ชายตามอง ซึ่งเธอเคยมองว่ามันไร้สาระ ด้ายแดงแล้วอย่างไร ในเมื่อสุดท้ายไม่รักก็คือไม่รัก
แต่ลลิลกลับทำให้เชนกรคนนั้นหลงรักได้อย่างที่ไม่เคยมีหญิงสาวคนไหนทำได้มาก่อน
บางครั้งเธอก็แอบคิดจนอดมองนิ้วของตนเองไม่ได้
แล้วด้ายแดงของเธอล่ะ? มันถูกผูกกับใครหรือยัง? คนคนนั้นจะใช่คนที่เธอหลงรักมาเนิ่นนานไหม?
“เหม่อแบบนี้คิดถึงว่าที่เจ้าบ่าวหรือไงกัน” นิสานึกถึงผู้ชายเปี่ยมเสน่ห์คนนั้น ราวกับก้อนฮอร์โมนเดินได้ ไม่ว่าใครเห็นต่างก็หลงรักจนยอมถวายตัวแม้จะรู้ว่าเขาเพียงเห็นเป็นของเล่น
ขอแค่ได้ควง ผู้หญิงค่อนมหาวิทยาลัยก็ยังยอมให้เชนกรคนนั้นเด็ดดมชมชิม
แต่ถึงอย่างนั้นผู้ชายมากรักคนนั้นกลับเลือกเพื่อนของเธอให้เป็นตัวจริงเพียงหนึ่งเดียว
พี่เชนคือเนื้อคู่ของลิล...คำนี้คงเป็นความจริงกระมัง
“เปล่าเสียหน่อย สาอย่ามาแซวกันหน่อยเลย” ลลิลมองคนที่ยักคิ้วหลิ่วตาให้เธอ ไม่ทันสังเกตประกายความเศร้าหมองในดวงตาสวยเฉี่ยวชั่วครู่นั้น
“เพชรเม็ดใหญ่มาก ไม่คิดว่าพี่เชนจะทุ่มเทขนาดนี้” นิสารู้ดีกว่าใคร ผู้ชายทรงเสน่ห์คนนั้นแม้จะรูปหล่อและค่อนข้างมีฐานะ แต่กลับไม่ได้ร่ำรวยจนคนต้องก้มหัวให้ หากเทียบชั้นในวงการธุรกิจก็ถือว่าอยู่เพียงระดับกลางเท่านั้น
ลลิลขมวดคิ้วกับคำพูดของเพื่อน ทว่าเมื่อเห็นว่าเพื่อนคล้ายไม่ได้ใส่ใจในประโยคนั้นก็ปัดความรู้สึกแปลก ๆ ทิ้งไป
“ว่าแต่สาเถอะ นัดลิลมาวันนี้มีอะไรหรือเปล่า”
นิสาเลิกคิ้วมองเพื่อนก่อนพรายรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เธอขยับเข้าไปจนไหล่ชนกันกับเพื่อนสนิท “จะสละโสดทั้งทีก็ต้องฉลองกันหน่อยสิ”
ลลิลหัวเราะกับท่าทางนั้น เธอรู้อยู่หรอกว่าคงไม่แคล้วอยากลากเธอออกไปปาร์ตี้ด้วย อาจเพราะช่วงนี้เธอทำงานหนัก แม้กระทั่งกับคนรักยังเวลาไม่ค่อยตรงกัน
“เอาสิ คืนนี้เลยเป็นไง”
นิสาหัวเราะคิกคัก แม้เพื่อนสนิทของเธอจะดูอ่อนหวานคล้ายดอกไม้ดอกน้อยน่าทะนุถนอมแค่ไหน แต่พวกเธอรู้ดีว่าลลิลเองก็มีมุมสนุกสนานอย่างสาวสายปาร์ตี้เหมือนกัน
ไม่อย่างนั้นเชนกรคงไม่ยอมหยุดที่เพื่อนของเธอหรอก
“ต้องขอพี่เชนก่อนไหมล่ะ” เพราะเธอทำงานที่เดียวกันกับว่าที่เจ้าบ่าวคนนั้น จึงเห็นว่าช่วงนี้ชายหนุ่มไม่ได้มีงานยุ่งอะไร บางทีอาจอยากใช้เวลากับเพื่อนเธอก็ได้
ลึก ๆ แล้วเธอปฏิเสธไม่ได้ว่าอิจฉาเพื่อนรักคนนี้เหลือเกินที่ได้สมหวังในรัก ในขณะที่เธอกลับตรงกันข้าม
ได้แต่เฝ้ารอว่าคนคนนั้นของเธอจะเหลียวมองเธอบ้างสักครั้ง อยากให้เขาเลิกรากับแฟนสาว
“บอกสิ” ลลิลยักคิ้วหลิ่วตาให้เป็นเชิงรู้กัน “แค่ไม่เมาจนภาพตัด พี่เชนไม่ว่าหรอก”
เพราะใช่ว่าเธอจะเป็นอย่างนั้นบ่อย คงมีเพียงแค่สองสามครั้งเท่านั้นตั้งแต่ที่เราคบกันมาตลอดเจ็ดปี ลลิลรู้ดีว่าคนรักเป็นห่วง กลัวเธอจะกลับไม่ถึงบ้าน ร้ายแรงหน่อยก็อาจเป็นถูกคนหิ้วไปไหนต่อไหน
แต่ไม่เป็นไรหรอก ครั้งนี้เธอออกไปกับเพื่อนสนิทนี่นา
เธอเชื่อว่านิสาจะไม่มีวันทิ้งเธอ