prologue
prologue
ร่างเล็กสาละวนอยู่กับการทำขนมตั้งแต่ช่วงเลิกเรียนกระทั่งดึกดื่นเบเกอร์รีล็อตสุดท้ายก็ใกล้ได้ออกจากเตาอบแล้ว ดาวนับพันละมือจากการแพ็คขนมลงกล่องรีบวิ่งปรู๊ดไปสวมถุงมือกันความร้อน ความหอมหวานของมันเตะจมูกเล่นเอาเธออดใจไว้แทบไม่อยู่ วางถาดซาวโดวจ์ลงอย่างเร่งรีบแล้วค่อยถอดถุงมือออกเพื่อทดลองชิม
เพล้ง!
ความร้อนจัดจากขนมปังทำให้เธอสะบัดมือหลบพลั้งไปปัดของบนโต๊ะหล่นแตก ดาวนับพันอดคิดเล็กคิดน้อยไม่ได้ว่านี่อาจเป็นรางร้ายเหมือนเมื่อครั้งที่พี่สาวของตนเกิดอุบัติเหตุ
“ไม่มีอะไรหรอกมั้ง”
พึมพำกับตัวเองแล้วมือบางก็วาดไปคว้าเศษแก้วอย่างระมัดระวัง ไม่วายถูกเศษแหลมคมทิ่มตำจนได้
“โอ๊ย!”
ดวงตาสีดำหลุบลงมองรอยเลือดบนนิ้วอันเกิดจากความซุ่มซ่ามของตัวเองแล้วแหย่มันเข้าปาก ความว้าวุ่นใจวกเวียนกลับเข้ามาอีกหนเมื่อกิจกรรมอันเร่งรีบใกล้เสร็จลง พาให้หวนนึกถึงเรื่องเมื่อเย็นวันนี้
‘ฉันต้องการให้เธอเลิกยุ่งกับลูกชายฉัน’
‘จะเอาเท่าไร บอกมาเลย’
‘อย่าเล่นตัวไปหน่อยเลย ลูกชายของฉัน ไม่ได้คิดจะจริงจังกับเธอหรอกนะ’
ฐานะของชวินทร์ถูกเปิดเผยขณะทานมื้อค่ำที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่เธอค่อนข้างหนักใจ ดาวนับพันบังเอิญได้พบกับแม่ของเขาที่ร้านอาหาร สายตาดุจเหยี่ยวของคุณหญิงมองโฉบมาที่เธอ แวบเดียวเท่านั้นร่างสง่าผ่าเผยที่โหมประโคมแบรนด์เนมทั้งตัวก็หันไปทักทายชวินทร์ด้วยสรรพนามเป็นกันเอง
วินาทีนั้นเอง ดาวนับพันรู้ได้ทันทีว่าชวินทร์ไม่ใช่ผู้ชายธรรมดา
เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าผู้ชายที่รู้จักแต่งตัวสะอาดสะอ้านไร้เครื่องประดับประดาจะมีฐานะที่ตนไม่อาจทัดเทียม เขาเป็นทายาทตระกูลใหญ่ ร่ำรวยมหาศาลเสียจนบางครั้งจิตใต้สำนึกสั่งให้เธอต้องรู้จักเจียมตัว
ทว่า… ชวินทร์ที่เธอรู้จักนั้นตรงกันข้าม
เขาเป็นเพียงผู้ชายธรรมดา กินข้าวแกงข้างทางก็ได้ ไอศกรีมรถเข็นก็ได้ จีบเธอด้วยเพลงรักกับกีตาร์ตัวหนึ่ง นั่งรถเมล์ส่งเธอกลับบ้านประจำ บอกฝันดีก่อนนอนทุกคืน และมอร์นิงเธอยามเช้าทุกวัน
สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอตกหลุมรักเขา กระทั่งรวบรวมความกล้า ยืนกรานเสียงหนักแน่นจนพิไลมาศยอมกลับไป
“อย่าคิดมากไปสิดาว”
คนตัวเล็กลอบระบายลมหายใจพลางกะพริบตาหนัก ๆ ไล่ความร้อนปลายหางตาแล้วเร่งจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยด้วยตัวคนเดียว บรรยากาศข้างนอกตอนนี้ฝนตกหนัก เธอเกรงว่าเด็กในร้านจะได้รับอันตรายจึงอนุญาตให้กลับก่อน กว่าทุกอย่างจะแล้วเสร็จเวลาก็ปาไปเกือบสี่ทุ่ม
เป็นช่วงเวลาที่ควรอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนทว่าตัวเธอกลับอยู่ในชุดนักศึกษายืนอยู่หน้าตู้อบ
ตั้งแต่เดือนนภาประสบอุบัติเหตุดาวนับพันจึงต้องกลายเป็นเสาหลักของบ้านทั้งที่เป็นเพียงนักศึกษามหา’ลัย เธอพยายามทำทุกอย่างแทนพี่สาวไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ดูแลบ้าน บริหารร้าน และเรียนหนังสือไปพร้อมเพรียงกันจนมือแทบจะเป็นระวิง
โดยพื้นเพแล้วหญิงสาวเติบโตมาในครอบครัวค่อนข้างยากจนจึงมีภูมิคุ้มกันเป็นอย่างดี เธอแข็งแกร่งเกินกว่าจะทดท้อให้กับเรื่องเล็กน้อย แต่กลับต้องพ่ายแพ้ต่อความลับบางอย่างที่เดือนนภาเก็บซ่อนเอาไว้
ร้านขนมปังที่เป็นรายได้คอยจุนเจือครอบครัวเกิดความสุ่มเสี่ยงทางธุรกิจ เงินทุนที่ใช้หมุนเวียนร้านหายไปจำนวนมากซึ่งเธอเองก็ยังไม่ทราบสาเหตุ ดาวนับพันต้องใช้เงินเก็บทั้งหมดของคนในบ้านมาประคับประคองไว้ อีกทั้งยังต้องเร่งหาเพิ่มอีกก้อน แบ่งสำรองค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกินวงเงินประกันในอีกไม่ช้า
สถานการณ์เลวร้ายประดังประเดเข้ามาไม่ขาดสายจนหลาย ๆ ครั้งคนตัวเล็กนึกอยากจะร้องไห้ออกมา เรื่องครอบครัวต้องแบกรับมากพอแล้ว ไยจึงต้องมาเผชิญปัญหากับพิไลมาศด้วยอีกทาง
ให้เลิกกับเขาอย่างงั้นเหรอ
นึกแล้วน้ำตาก็หล่นแหมะกระทบพื้นอย่างห้ามไม่ได้
“ไม่เป็นไรนะดาว”
“เข้มแข็งเข้าไว้ดาว” บอกตัวเองอย่างนั้นแล้วฝ่ามือบางก็กวาดน้ำตาออกอย่างลวก ๆ
“อันนี้ของแม่ อันนั้นของพี่วิน”
ขนมปังล็อตสุดท้ายถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนตามความตั้งใจแรก ดาวนับพันเก็บมันใส่เข้ากระเป๋าอย่างหวงแหน ตระเตรียมไว้ให้คนพิเศษถึงสองคนและตรงกลับเข้าบ้าน
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องลั่นประสานกับเสียงฝนระคนด้วยแสงแปลบปลาบบนฟ้าพาเอาดาวนับพันสะดุ้งโหยง ตอนนี้ไฟในบ้านสว่างโร่ พลอยให้ความเคลือบแคลงใจเคลื่อนเข้าใกล้
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่แม่ของเธอต้องอยู่ดูแลเดือนนภาที่โรงพยาบาล
“แม่ ดาวคิดว่าแม่ต้องอยู่เฝ้าพี่เดือนซะอีก”
“มีแขกมาหาเราน่ะ”
“แขก?” ดาวนับพันปรายตามองโดยรอบ ก่อนสะดุดตาเข้ากับร่างสง่าผ่าเผยของพิไลมาศ “คะ….คุณน้า”
“ไงจ๊ะหนูดาว กลับซะดึกเชียว” รอยยิ้มหวานเปล่งประกายราวกับมีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นทำให้เธอนึกฉงนใจ
“ที่ร้านยุ่งนิดหน่อยค่ะ ว่าแต่คุณน้า…”
“มาที่นี่ทำไมอะเหรอ ก็มาช่วยแม่เธอน่ะสิจ๊ะ”
“ชะ…ช่วย หมายความว่าไงคะแม่”
“พี่สาวของเธอต้องใช้เงินรักษาอีกมาก ฉันก็เลยอาสาช่วยจัดการให้น่ะ”
“แต่หมอบอกว่า…”
“ดาว หยุด!” ศศิธรร้องห้ามลูกสาวคนเล็กของตนทันที เธอเองก็อยู่ที่นั่นด้วยวันนั้น ถึงแม้รับทราบความจริงทุกประการแต่ก็ยากจะทำใจยอมรับ “เธอจะช่วยพี่ดาว เธอจะพาเดือนไปรักษาต่างประเทศกับหมอเก่ง ๆ ดาวไม่อยากให้พี่เดือนหายใช่ไหม”
“ตะ…แต่”
“ไม่มีแต่ ยังไงความรักของดาวก็ไม่มีทางเป็นไปได้จริงหรอก เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว!” ผู้เป็นแม่ตะคอกเสียงดังทั้งที่ตัวเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน
ความเป็นแม่สั่งให้เธอต้องทำอย่างนั้น ศศิธรไม่ได้พยายามเกลี้ยกล่อมกันดาวนับพันเข้าใจดี แต่ในทางตรงกันข้าม ตัวหญิงสาวกลับตระหนักได้ถึงความจริงอันบาดลึก
ความรักครั้งนี้ของเธออาจดูไกลเกินเอื้อมจนดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่เลือนรางเท่ากับสภาพของเดือนนภาในปัจจุบัน
หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้วทว่าร่างกายของเดือนนภายังคงไร้การตอบสนอง อุบัติเหตุครั้งนี้กระทบกระเทือนที่ศีรษะรุนแรงจนแพทย์ไม่กล้าการันตี ต้องรอประเมินอาการอีกทีหลังจากได้สติ แต่จนแล้วจนรอด เวลาผันผ่านไปจวนจะเข้าเดือนที่สองก็ยังไร้วี่แวว คนเป็นญาติต้องเผื่อใจไว้ด้วย
นั่นคือสิ่งที่หมอบอกกับเธอและศศิธร
ดวงตาคู่สวยมีน้ำตาเอ่อคลอเบ้ามองไปยังแม่ของตนด้วยความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก การตัดสินใจครั้งนี้ยากเสียจนหัวใจของเธอบีบคั้น แต่สภาวะการเงินอันย่ำแย่ย้ำเตือนว่าข้อเสนอของพิไลมาศน่าสนใจ
แม้รู้แบบนั้นแต่ความคิดอีกด้านกลับหวาดกลัวไม่ใช่น้อย
จริงอยู่ที่เธอรักพี่สาวของเธอมาก แต่ถ้าเดือนนภาไม่ฟื้นขึ้นมาล่ะ เธอต้องเสียคนรักของเธอไปอย่างนั้นหรือ
นึกแล้วตัวก็สั่นไปหมด น้ำตาที่เพิ่งเช็ดไปหมาด ๆ หลั่งไหลรินอีกครั้ง
“ไม่เอาแบบนี้ได้ไหมคะ”
“ไม่ได้ แม่เธอรับเงินฉันแล้ว”
“คะ…คุณน้า”
“แม่ครับ…”
“พี่วิน” นาทีที่จุกจนไม่รู้จะพูดอะไรชวินทร์ก็เข้ามาอยู่ในเหตุการณ์ด้วย
ดาวนับพันมุ่งตรงไปยังแฟนหนุ่มของตนด้วยความรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย เธอไม่รู้ว่าที่เขามาวันนี้เขาทราบเรื่องมากน้อยเพียงใด แต่ก็หวังว่าคนตัวโตจะช่วยแก้ไขมัน
“พี่วินช่วยด้วยค่ะ” เด็กผู้หญิงตัวเล็กโดนละอองน้ำจากการฝ่าฝนเข้าบ้านสั่นน้อย ๆ ราวกับลูกนกตกน้ำ มือเล็กกุมประสานฝ่ามือหนาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ขณะที่ดวงตากำลังร้องไห้อยู่
“ดาว” เสียงทุ้มของชวินทร์เรียกให้ดาวนับพันกะพริบตาถี่ ๆ จนภาพทุกอย่างชัดเจนขึ้น เธอพยายามฮึบน้ำตา เงยหน้ามองประสานสายตากับคนรัก
ยามนั้นเอง ภายในอกของเธอเริ่มสั่นไหวเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบจากฝ่ามือหนา ใบหน้าที่มักมองมาด้วยรอยยิ้มดูเรียบเฉย เห็นเพียงความหล่อเหลา มุมปากไม่มีรูปโค้ง ดวงตาสัมผัสถึงความอบอุ่นไม่ได้เลย
ฉับพลันดวงตาประกายหวังได้หม่นแสงลง ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้ามากลางใจทั้งที่ตัวเขายังไม่ทันได้กล่าวอะไร
บรรยากาศกระอักกระอ่วนใจเกิดขึ้นอยู่นานนับนาทีพาเอาคนตัวเล็กเม้มปากแน่น เห็นว่าเขาไม่ยอมกระชับมือตอบดวงตาใส ๆ ก็เอาแต่มองอย่างนิ่งงัน
“เราเลิกกันเถอะ” สิ้นเสียงนั้นความเจ็บได้เพิ่มทวีคูณมาจากที่ใดก็ไม่อาจทราบ เธอรู้สึกเหมือนถูกก้อนหินหนัก ๆ ทุบแรง ๆ
“พี่วิน…”
“ดาว อย่า!”
อยากถามหาเหตุผลใจแทบขาดแต่ศศิธรกลับร้องห้ามเอาไว้ สายตาของผู้เป็นแม่อธิบายได้ว่า ‘อย่า’
อย่าแตะต้องเขา
อย่าทำอะไรโง่ ๆ
อย่ารั้งเขาเอาไว้
แค่หันกลับไปมองและเห็นถึงความเจ็บปวดดาวนับพันก็จุกจนถึงกับพูดไม่ออก เธอทำได้แค่หลับตาลง ปล่อยให้คราบความเสียใจไหลผ่านแก้ม
ดวงตาหวานปรอยเศร้าตรึงมองคนที่ตนรักสุดหัวใจ กลับรู้สึกเย็นปานสายฝนที่หล่นจากฟ้าข้างนอกหน้าต่าง เขาไม่หวั่นไหวเลยสักนิด นิ่งเฉยไร้ความรู้สึกราวกับไม่ใช่คนที่เธอรู้จัก
“ทำไมคะ”
“…”
“บะ….บอกดาวได้ไหมคะ” พอปล่อยมือลู่ลงข้างตัวร่างทั้งร่างก็พลันไหวเอนคล้ายจะทรงตัวไม่อยู่ ภายในอกยังคงรับรู้ถึงความเจ็บปวดทุกเวลา เหมือนถูกหินก้อนนั้นทุบจุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า…
เป็นเรื่องจริงใช่ไหม?
ความพยายามมากมายที่เกิดขึ้นกลับตาลปัตรไปเกินจะเชื่อได้ลง เขาตอนนี้ช่างขี้ขลาดจนไม่กล้าต่อสู้กับครอบครัว หรือแท้ที่จริงแล้วเธอไม่ได้มีความสำคัญ
พิไลมาศคงรู้จักลูกชายดีถึงได้บอกกับเธอแบบนั้น
“…”
“ที่มันจบแบบนี้เพราะพี่วินถูกคุณแม่กดดัน หรือเพราะพี่วินไม่ได้รักดาวจริง ๆ คะ”
“อย่าอยากฟังเลย เดี๋ยวดาวจะยิ่งเสียใจ”