ปฐมบทขุนพลถึงคิต
"อ่ะมาครับ… กลับมากับช่วงที่สองของรายการครีปปี้สแกร (CREEPY SCARE) เรื่องเล่าของผีที่อยากให้คุณได้ฟัง… กับผมเอกครีปปี้ตอนนี้มีสายมารออยู่แล้วเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลานะครับ… สวัสดีครับ… "
"สวัสดีครับพี่เอก"
"ตอนนี้ผมกำลังคุยกับคุณขุนพลถูกมั้ยครับ แหมมม… ชื่อเท่มากเลยครับขุนพลเนี่ย… ใครเป็นคนตั้งให้ครับเนี่ย"
"คุณพ่อผมเองครับ… พอดีว่าคุณพ่อผมเค้าเป็นทหารครับ"
"อ๋อ… แหม… เข้าใจตั้งชื่อลูกมากเลยนะครับ (ยิ้ม) งั้นมา… ผมดูบรีฟแล้วดูเหมือนว่าเรื่องที่จะเล่ามันเกิดขึ้นในสถาบันด้านศิลปะแห่งหนึ่งถูกมั้ยครับ"
"ครับ"
"น่าสนใจมากจริงๆ ครับเพราะเรามักจะได้ยินเรื่องเล่าของสถาบันใหญ่ๆ หลายๆ ที่มาแล้วแต่พวกสถาบันศิลปะที่เป็นสถานศึกษาหรือว่าโรงเรียนเฉพาะแบบนี้เนี่ยกลับไม่ค่อยมีคนเอามาเล่า"
"ก็จริงนะครับ… ทั้งที่เรื่องเล่าก็เยอะมากเพราะเป็นสบันเก่าแก่ สำหรับผมขอบอกแบบนี้นะครับว่าผมเรียนจบจากสาขาจิตรกรรมไทย คณะศิลปประจำชาติครับ"
"เดี๋ยวนะครับคุณขุนพล! คุณบอกแบบนี้จะไม่เจาะจงเกินไปเหรอครับ"
"ไม่เป็นไรครัับเพื่ออรรถรสของผู้ฟังทั้งนั้นเลยครับพี่ทุกคนจะได้คิดตามออกเพราะเรื่องนี้มันอยู่ในสถานที่นี้ละครับ… แต่ผมก็จะไม่บอกนะครับว่าจิตรกรรมไทยของที่ไหน"
"โอเคครับ… ผมพอจะได้ดูคลิปคราวๆ แล้วครับตอนก่อนเข้ารายการคุณขุนพลถ่ายมาแต่สถานที่เกิดเหตุแถมยังเป็นกลางวันต่างจากคลิปของคนอื่นๆ อีก… แต่น้องคนที่สกรีนคัดเรื่องของคุณขุนพลเข้ามาผมว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ ถึงได้ถูกใจน้องๆ ทีมงานของเรา… ผมนี่อยากรู้เลยคลิปนี้กับเรื่องที่คุณจะเล่ามันจะน่ากลัวตรงไหน"
"ฮึฮึครับ… มันอาจไม่น่ากลัวนะครับแต่ผมอยากให้ทุกคนได้ฟังเพื่อคลายปมในใจบางอย่างของผมเอง ผมขอบอกแบบนี้นะครับว่าก่อนหน้านี้ผมชอบฟังรายการพี่มากตอนสมัยเรียนเพราะต้องอยู่ดึกไปจนถึงเช้าบ่อยๆ แล้วตัวผมเห็นรายการของพี่รับสมัครคลิปสยองขวัญในโรงเรียนพอดี"
"โอเคเลยครับ… ผมยินดีมากกกก ที่ให้รายการของเราได้เป็นเพื่อนของคุณตอนเรียน… งั้นตอนนี้คุณขุนพลเรียนจบรึยังครับเนี่ย"
"ครับพี่จบแล้วครับ"
"แล้วทำไมถึงพึ่งเอาเรื่องนี้มาเล่าล่ะครับคุณขุนพล"
"ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจจะเล่าหรอกครับแต่พอเห็นว่ามีรางวัลก็เลยลองส่งมาดูน่ะครับ"
"แหม… ไม่อ้อมค้อมเลยนะครับ"
"ฮึฮึฮึ ครับ… พอดีผมมีเรื่องนี้อยู่ในใจผมมาตลอดแต่เล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้ แล้วยังเกิดขึ้นในตอนที่ผมยังเป็นนักศึกษาพอดีแถมเรื่องนี้มันยังอยู่ไปจนถึงวันสุดท้ายที่ผมขนของทุกอย่างออกจากที่นั่นเลยละครับ"
"โอเคครับคุณขุนพลเกริ่นมาขนาดนี้… งั้นอย่ารอช้าเรื่องมันเป็นมายังไงครับไหนลองเล่าให้ผมและคุณผู้ฟังได้ฟังเรื่องของคุณขุนพลกันครับ แล้วเดี๋ยวพอเล่าจบผมจะเปิดให้ทุกคนได้คอมเม้นใต้คลิปของคุณขุนพลบนหน้าเพจกันอีกทีนะครับ ทุกคนในไลฟ์เข้าใจกติกาตรงกันเนอะ"
"ครับพี่เอก… "
"งั้นเชิญคุณขุนพลเลยครับ"
.
.
…เรื่องของผมมันเริ่มขึ้นตั้งแต่ที่ผมสอบเข้าและย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ สถาบันของผมเป็นสถาบันเก่าแก่ที่ใครๆ ก็รู้จักดีในย่านเขตพระนคร แล้วโรงเรียนของผม ผมขอบอกแบบนี้นะครับว่าผมจะเรียกที่นั่นว่าโรงเรียนเหมือนกันทั้งที่โรงเรียนนี้เปลี่ยนเป็นมหา'ลัยแล้วก็ตามแต่เราก็ยังจะเรียกที่นี่ว่าโรงเรียนกันอยู่ดี
(เสียงเพลง)
ถิ่นเรานี้~สวยงามสมนาม… ~...
ด้วยใจรักไม่จืดจาง~ แม้ไปไกลห่าง~ ยังเฝ้าผูกพันธ์~
เลือดแดง-ดำ~ ของเรารวมเอาไว้มั่น~
…ฯ
เสียงเพลงแรกที่ผมได้ฟังหลังจากที่ตื่นเช้ามาเข้าเรียนในวันแรกและในทุกวันที่ผมเข้ามาเรียนอยู่ที่นี่ผ่านไปได้สักระยะหนึ่งในช่วงที่ผมเริ่มปรับตัวเข้ากับกรุงเทพฯได้้แล้ว โรงเรียนของผมเป็นโรงเรียนเล็กๆ ที่มีตึกเรียงกันอยู่แบบนี้นะครับ…
เมื่อเข้ามาผ่านประตูหน้าด้านซ้ายจะมีองค์พระวิษณุกรรมและด้านขวาเป็นสระน้ำ ทุกคนที่นี่เรียกสระนี้ว่า'บ่อเต่า' ถัดจากบ่อเต่าจะเห็นพระวิษณุกรรมอีกองค์ตั้งอยู่ แล้วพอมองด้านในจะเห็นตึกกลางที่มีเสาแบบโรมันสร้างไว้ที่หน้าตึกหลังตรงกลางและมีตึกวิจิตรศิลป์ที่เชื่อมกับตึกคณะหัตถกรรมอยู่ทางซ้ายมือ ฝั่งขวาของตึกกลางก็คือตึกคณะนิเทศฯ และยังมีตึงด้านหลังอีกสองตึก ฝั่งซ้ายมุมในสุดคือตึกของคณะศิลปประจำชาติและตึกฝั่งขวาเป็นตึกวิชาการที่มีโรงอาหารอยู่ใต้ตัวอาคาร
"เฮ้ยไอ้ขุนมึงมาเช้าจังวะ" สมอนเพื่อนชายคนหนึ่งที่สอบเข้ามาพร้อมกันกับขุนพล เขากระโจนเข้ามาโอบต้นคอของขุนพลจากด้านหลัง
"เฮ้ย!? … ก็มาดราฟหน้าพระดิ่วะกูยังทำไม่ครบเลยวันนี้ต้องส่งแล้ว" ขุนพลตอบไป
"กูก็เหมือนกันฮ่าๆๆ แต่กูยังเหลือมืออยู่เลยมึงฮิฮิฮิ" สมอนหัวเราะตอบ
"มึงหัวเราะกลบเกลื่อนความขี้เกียจนี่หว่าไอ้หมอน มัวแต่ไปแดกเหล้ากับรุ่นพี่เป็นไงล่ะมึง" ขุนพลยิ้มบอกไป
"เอาน่ามึง… ไปกินข้าวกันก่อนดีกว่าเช้าๆ แบบนี้ร้านแม่ไม่น่ามีคนจะได้สั่งสบายๆ กูมาเที่ยงทีไรกูแม่งอดตลอดเลยแถวโคตรยาวจารย์ก็กว่าจะปล่อย" สมอนว่า
"เออ… งั้นเอากะเพราหมูกรอบนะของกูอ่ะไอ้หมอน"
"ได้เลยเว้ยงั้นมึงซื้อนมชมพูรอกูเลย"
"เออได้"
ว่าแล้วทั้งคู่ก็เดินถึงโรงอาหารที่พวกเขาพึ่งเดินทะลุผ่านตึกกลางออกมาก็กลายเป็นโรงอาหารของที่นี่ในทันทีี ทั้งคู่หาที่นั่งแล้วทำทุกอย่างที่พวกเขาคุยกันไว้ก่อนจะกลับมานั่งรวมตัวกันอีกครั้ง
"เฮ้ยหมอน… มึงว่าระฆังนั่นเค้ามีไว้ทำอะไรวะ" ขุนพลเอ่ยปากถามหลังจากที่นั่งมองระฆังทองเหลืองที่แขวนอยู่ทางซ้ายข้างบนบันไดทางเดินที่ใช้เดินผ่านตึกกลางเพื่อทะลุุออกไปพื้นที่ด้านหน้าของสถาบัน
"เห็นพวกรุ่นพี่ว่ามาว่าเป็นระฆังที่อยู่มาตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันว่ะ แต่ที่ไม่เอาออกไปเพราะมันมีเรื่องเล่ามึง" สมอนบอกไป
"เรื่องอะไรวะ"
"พวกรุ่นพี่เล่าว่าถ้าใครไปเคาะระฆังหรือย้ายละก็ในทุกๆ คืนจะได้ยินเสียงคนทั้งเดินทั้งวิ่งกรีดร้องวิ่งไปทั่วโรงเรียน"
"ทำไมวะ"
"ก็โรงเรียนเราเมื่อก่อนนะมึงเคยเป็นตึกที่เชื่อมต่อกันกับโรงเรียนสวนฯข้างๆ แล้วมึงว่าทำไมตอนนี้โรงเรียนเราถึงไม่มีตึกหน้าแบบสวนฯละล่ะ"
"อ้าวหรอวะ… กูก็นึกว่าเราไม่มีมาตั้งแต่แรก"
"ไอ้ขุน… ที่เราไม่มีตึกหน้าเพราะสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นระเบิดลงพาหุรัดแล้วก็ตกลงมาใส่หน้าเพาะช่างด้วยตึกหน้าก็เลยหายไปเหลือแต่ตึกเสาหกต้น (คือตึกกลาง) มาจนถึงตอนนี้ไง ตอนนั้นระเบิดก็โดนองค์พ่อฯ (พระวิษณุกรรม) เห็นว่าปาฏิหาริย์องค์พ่อฯทำให้ตึกเสาหกต้นรอดมาได้เพาะช่างเราก็เลยรอดมาด้วยไง แต่เห็นว่าคนตายก็ไม่น้อยเลยนะเว้ยตอนนั้นน่ะ"
"หรอวะ… กูไม่เคยรู้เลย"
"ก็พอดีวันก่อนได้ยินจารย์โตเล่าให้ฟังตอนวิชาลวดลายวันนั้นมึงก็อยู่"
"สงสัยกูลืมฟังว่ะ"
"เออ… ก็มึงเล่นนั่งหลับประจำคงได้ฟังหรอกไอ้สาด"
"เออว่ะฮ่ะๆๆ " ขุนพลหัวเราะไปด้วยกันกับสมอนอย่างออกรส หลังจากทานอาหารเช้าเติมพลังงานเรียบร้อยหนุ่นเซอวัยใสทั้งคู่ก็พากันขึ้นตึกเรียนที่อยู่ด้านในสุดของเพาะช่าง สาขาจิตรกรรมไทยเป็นสาขาที่อยู่ชั้นบนสุดก็คือชั้น4 ของตึกศิลปประจำชาติ
"เดี๋ยวกูไปใช้ตู้ดราฟห้องนู้นนะ" ขุนพลบอกกับสมอนแล้วเดินตรงไปตามทางเดินสั้นๆ ตรงผ่านประตูห้องด้านในสุดเป็นห้องเรียนที่ไม่มีแอร์และเป็นห้องที่มีล็อกเกอร์เก็บของของเหล่านักศึกษา ด้านในห้องนี้มีงานธีสิทของรุ่นพี่วางเรียงรายอยู่ทั้งบนขาตั้งและบนพื้นแม้แต่งานของรุ่นพี่ปีอื่นๆ ที่ยกมาไว้หลังจากส่งงานเสร็จก็พิงรวมๆ กันไว้ที่หลังห้องเรียนห้องนี้ โต๊ะดราฟตั้งอยู่หลังห้องด้านในติดกับประตูเชื่อมออกระเบียง
ขุนพลเดินตรงเข้าไปที่หลังห้องวางของบนโต๊ะเรียนใกล้กับโต๊ะดราฟ ขุนพลเหลือบตามองผ่านประตูตรงระเบียงตึกเป็นพื้นที่เปิดโล่งทำให้เห็นด้านข้างของตึกวิจิตรศิลป์และเห็นตึกของโรงเรียนชายข้างๆ ได้อย่างชัดเจน ขุนพลเองก็ยังมองเข้าไปในห้องเรียนที่หน้าต่างเปิดอ้าไว้รับวันใหม่เก้าอี้ในห้องเรียนถูกจัดเรียงไว้เป็นระเบียบ
ขุนพลหัันกลับมากำลังเตรียมตัวเดินไปหยิบปลั๊กไฟขึ้นเสียบที่เต้าเสียบปลั๊กที่อยู่ตรงตีนเสาด้านล่าง ในขณะที่เขากำลังเสียบปลั๊กนั้นเขาก็รู้สึกถึงสายตาที่มองมาทางเขา เขาเงยหน้าขึ้นมองไปข้างนอกประตูบานหลังห้องที่เปิดออกไปเชื่อมกับระเบียง
) )) กริ๊ง (( (เสียงมือถือของเขาดังขึ้น
"ฮัลโหล… ครับแม่"
"ตื่นรึยังเนี่ยไอ้ลูกจอมขี้เกียจ" เสียงของหญิงวัยกลางคนปลายสายเอ่ยทักขึ้น
"ตื่นแล้วแม่ก็… ตอนนี้หนูอยู่เพาะช่างแล้วเนี่ย"
"นี่มันพึ่งเจ็ดโมงเองมาทำอะไรแต่เช้าห๊ะ… อย่าบอกนะว่านัดแฟนไว้"
ขุนพลยิ้มพรางเดินออกมาที่ระเบียงจากประตูบานตรงหน้าเขาแล้วมองวิวโรงเรียนชายข้างๆ จากตรงนั้น
"แฟนอะไรแม่… หนูมาดราฟงานการบ้านทำเสร็จไม่ทันเฉยๆ "
"แล้วทำไมต้องมาทำที่เพาะช่างไม่ทำให้เสร็จตั้งแต่ที่ห้องเพราะเอาแต่ขี้เกียจใช่มั้ย แม่อุตส่ายอมให้อยู่คนเดียวทำไมทำตัวเหมือนอยู่บ้านแบบนี้"
"เดี๋ยวๆ แม่… อาจารย์เค้าให้คัดหน้าพระ มือ ตา หูู จมูก ปากแบบงานไทยอย่างละร้อย แม่ว่าหนูจะทำทันมั้ยล่ะแม่ตอนนี้หนูเหลือวาดหน้าพระอีกแค่ 20หน้าเอง ถ้าวาดมือเองคงเสร็จไม่ทันส่งเมื่อคืนก็นอนเกือบตี3 แล้วครับท่านแม่"
"เออๆๆ … แล้วนี่กินข้าวรึยัง"
"กินเมื่อกี้ครับ… แม่ล่ะครับ"
"พึ่งทำกับข้าวเสร็จเมื่อกี้เลยนึกถึงมึงไง… กลัวไปอยู่หอแล้วจะเอาแต่นอนขี้เกียจไม่ยอมไปเรียน… เอ๊ะ! หรือว่าโกหกกูใช่มั้ย"
"โอ๊ยแม่… ฮึฮึฮึ โอ๊ย… เดี๋ยวเปิดวิดีโอให้ดูเลย… เปิดเลยๆ หนูอยู่ที่เพาะช่างจริงๆ นี่ไงโรงเรียนสวนฯข้างๆ กัน"
"เอาโรงเรียนแกสิจะให้ดูโรงเรียนข้างๆ ทำไมเล่า"
"คร้าบ… คุณหญิงแม่ครับ"
ว่าแล้วขุนพลก็มองไปที่หน้าจอเพื่อเปลี่ยนเป็นกล้องหน้าให้เห็นตัวเขากับห้องเรียนในตอนนี้
ใครวะ!?
ขุนพลมองผ่านจอมือถือในมือของเขาเขาเห็นเด็กหนุ่มท่าทางดูค่อนข้างโต ตัวสูง ผิวขาวเหลืองดูผ่องใสใบหน้าเอิบอิ่มกำลังเท้าคางยิ้มกว้างดูเป็นมิตรมองมาทางเขาผ่านหน้าต่างบานสุดท้ายหลังห้องของโรงเรียนข้างๆ เด็กหนุ่มหน้าใสคนนั้นกำลังเท้าคางบนขอบหน้าต่างจากโต๊ะเรียนหลังห้อง
นี่สินะเด็กกรุงเทพฯแม่งหล่อเกิ๊น
ขุนพลคิดแบบนั้นแล้วก็ยิ้มให้เขาไปก่อนจะเดินถ่ายตัวเขากับห้องเรียนให้แม่ของเขาได้ดู
"นี่ไงครับ… พอใจรึยังครับท่านแม่"
"เออ… ก็แค่เนี้ยะทำลีลา… งั้นแค่นี้แหละขยันๆ เข้าล่ะให้สมกับเงินที่ส่งเรียนด้วย"
"คร้าบคุณแม่ที่เคารพครับ"
"เออ… ไอ้ลูกรักตัวขี้เกียจของแม่"
"ครับผม"
"แม่วางจริงๆ แล้วต้องเตรียมตัวไปสอนอีก"
"ครับสวัสดีครับ หนูคิดถึงแม่นะครับ"
"จร้าาา… วางจริงๆ แล้วแค่นี้นะ" แล้วเธอก็วางสายไป
"หือ… ยังไม่ทันได้ตอบรับเลยโธ่คุณนายพิกุลครับรีบเชียว" ขุนพลว่าแล้วก็ยิ้มใบหน้าดูมีความสุขก่อนจะเริ่มทำงานของเขาต่ออย่างตั้งใจ
.
.
..
…
ก๊อกแก๊กๆ
… เสียงล็อคเกอร์เหมือนมีใครกำลังไขกุญแจเพื่อจะเปิดล็อกเกอร์ ขุนพลเงยหน้าขึ้นมองไปทางเสียงที่อยู่ฝั่งขวามือด้านในสุดของห้องเรียน ขุนพลชะเง้อมองให้เห็นมุมด้านในเพื่อความแน่ใจ
.
..
…?
"เราหูแว่วละมั้ง" ขุนพลรำพึง
ขุนพลไม่ได้สนใจก้มหน้าลงมาเปิดเพลงบนมือถือและทำงานของเขาต่อ
.
.
.
ก๊อกแก๊กๆ …
.
.
.
ก๊อกแก๊กๆ …
เสียงเดิมดังขึ้นแทรกกับเสียงเพลงอยู่พักใหญ่ เงาของแขนผอมแห้งสีขาวซีดกับแขนเสื้อนักศึกษาสีขาวเก่าๆ พับแขนขึ้นมาครึ่งแขนกำลังไขล็อกเกอร์ ทำเอาขุนพลหยุดมือทันทีเขาเหลือบมองมันด้วยหางตา…
ขวับ!!!
–!!? --
…?
"กูตาฝาดหรอวะ… สงสัยเพราะนอนน้อยติดกันหลายวันแหงๆ วันนี้ส่งงานแล้วจะนอนให้ซะใจเลยพรุ่งนี้วันเสาร์ด้วย เฮ้อ… ทำงานต่อไอ้ขุนเดี๋ยวจะได้ทำของที่จะส่งอาทิตย์หน้าด้วยถ้าเวลาเหลือ สู้เว้ย"
ขุนพลพูดกับตัวเองแล้วก้มหน้ากลับลงไปจับดินสอไม้ในมือเริ่มร่างเส้นส่วนเว้าโค้งตามใบหน้าลางๆ ที่เขามองเห็นผ่านโต๊ะไฟฟ้า ขุนพลจรดปลายดินสออย่างใจเย็นเขียนทับรอยหมึกจางๆ ที่กระดาษเผยให้เห็นอยู่ตรงหน้า
ขุนพลเปลี่ยนกระดาษใบใหม่หลังจากเขียนเสร็จไปแล้วอีกชิ้นงาน เขาวาดตามเส้นโครงหน้าและเริ่มวาดดวงตาอีกเป็นหลายครั้งที่เขาต้องวาดซ้ำๆ อยู่แบบนี้มาหลายอาทิตย์แล้ว ขุนพลจรดปลายดินสอบนกระดาษที่หัวตาลากเส้นโค้งผ่านกลางตาไปปลายตา
.
.
.
ก๊อกแก๊กๆ …
.
เสียงไขประตูตู้ล็อกเกอร์ดังแทรกเสียงเพลงขึ้นมาอีกครั้ง ขุนพลหยุดมือคอของเขารู้สึกเกร็งเครียดขึ้นมาในทันที
.
.
กึก…
.
ประตูล็อกเกอร์แง้มออก
…?
.
.
.
ขุนพลหยุดมือค่อยๆ เหลือบตามองไปทางตู้ล็อกเกอร์ในมุมห้องอีกครั้ง
"เฮือก!!? " ขุนพลหายใจเข้าอย่างแรงไม่รู้ตัว
"...เป็นอะไรวะขุนพล… กูเองไอ้ห่าหน้าตื่นอย่างกับกูเป็นผี ฮ่ะๆๆ " รุ่นพี่ปี4 คนหนึ่งหันมามองเขาจากต้นเสียงที่เขาได้ยิน
"โหพี่… หวัดดีครับ… พอดีผมแค่ตั้งใจทำงานไปหน่อยเลยไม่รู้พี่เข้ามาตอนไหนผมก็ตกใจดิ่พี่"
"หราาา~ ฮึฮึฮึ… มึงนี่ขวัญอ่อนน่าดูเลยกลัวผีอ่ะดิ่"
"ใครกลัวพี่ก็พูดไปทั่ว… ใครก็ตกใจป่ะวะพี่มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง"
"กูก็เดินมาปกติเลยเว้ย ไม่ได้แอบใครมามึงไม่เห็นกูเองอย่ามาโทษกูดิ่… มึงกลัวผีจริงแหละไอ้ขุนพลอีกอย่างตึกตอนเช้าๆ มันก็หน้ากลัวอยู่นะ มึงรู้จักนี่มั้ย… อาจารย์สมปอง"
"ครับรู้จัก… อาจารย์หัวหน้าสาขาที่เสียไปแล้ว"
"จารย์ท่านน่ะนะรักจิตร'ไทยเรามากขนาดตอนแกจะตายแกยังวาดรูปลายไทยชิ้นนั้นน่ะทิ้งเอาไว้ให้สาขาเลย อันนี้น่ะงานชิ้นสุดท้ายของท่านที่ทิ้งเอาไว้ให้สาขาเลยนะเว้ย… แล้วก็จะมีเรื่องแบบ… จะว่าไงดีกูไม่รู้มึงจะเชื่อรึเปล่าเดี๋ยวไม่กล้ามาใช้ห้องตอนเช้าๆ "
"อะไรวะพี่เล่าได้ผมไม่ได้กลัวขนาดนั้น"
"ก็ตอนเช้าๆ เวลาใครมาใช้ห้องก็มักจะเห็นแกเดินผ่านประตูไป โดยเฉพาะถ้ามึงเห็นจากระเบียงข้างหน้านั่นน่ะ" เขาชี้ไปที่ระเบียงด้านนอกประตูข้างๆ ขุนพลที่ที่เขาพึ่งจะออกไปยืนคุยโทรศัพท์กับแม่ของเขามา
"ระเบียงนั่นมันทอดมาตั้งแต่หน้าห้องพักอาจารย์มาจนถึงห้องนี้ใช่มั้ยแล้วก็ทางเดินก็ตรงเข้าห้องนี้มาพอดี… เคยมีรุ่นพี่สาขาเราเค้ากำลังยืนล้างพู่กันอยู่ตรงระเบียงตรงกับประตูทางที่อยู่หน้าห้องพักอาจารย์ พี่เค้าเล่าว่าเค้าเห็นคนใส่เสื้อเหลืองท่าทางเหมือนน้าเหว่าเดินผ่านประตูไป… แต่ที่น่าแปลกใจคืออะไรมึงรู้มั้ย"
"อะไรพี่"
"ประตูทางออกระเบียงตรงหน้าห้องอาจารย์มึงลองมองออกไปดิ่พอถัดจากประตูก็เป็นหน้าต่างกระจกใสใช่มั้ย"
"ครับ"
"นั่นแหละมึง… มันไม่มีใครเดินผ่านหน้าต่างกระจกออกมา… พี่เค้ายืนยันชัดเจนว่าไม่ได้ตาฝาดเพราะเห็นคนเดินผ่านไปตรงหน้าชัดๆ ถึงจะไม่ทันมองดีดีว่าเป็นใครก็ตามแล้วเขาก็ลุกขึ้นกะจะยกมือไหว้น้าเหว่าที่เป็นภารโรงคอยดูแลตึกเราเพราะแต่งตัวเหมือนน้าเหว่า"
ขุนพลฟังอย่างตั้งใจจนถึงตรงนี้
"แต่ว่าน้าเหว่าคนนั้นก็หายไปหลังจากที่เดินผ่านประตูตรงหน้า ถ้าเป็นคนจริงๆ จะหายไปได้ยังไงชั้นเราก็มีแค่ห้องอาจารย์ห้องแอร์แล้วก็ห้องนี้ไม่มีทางเลี้ยวไปไหนถ้าเข้าห้องแอร์ก็ต้องมีเสียงประตูเปิดแต่ก็เงียบพี่เขาเลยเดินตามไปดูก็ไม่มีใคร… มึงว่าน่่าคิดป่ะล่ะว่าใครกันแน่ที่พี่เขาเห็น"
"อันนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวนะพี่ก็ยังดีที่ไม่ได้มาหลอกให้กลัว… เป็นผมผมเองก็คงแค่สงสัยว่าใครวะเฉยๆ "
"แต่ก็มีบ่อยอยู่ที่ใครมาเช้าๆ คนเดียวก็จะรู้สึกวังเวงบ้าง ได้ยินเสียงเหมือนคนทำอะไรบ้างเหมือนมีคนใช้ชีวิตอยู่ตลอดรอบตัว ไม่ก็รู้สึกว่ามีคนมองอะไรแบบนี้… มึงไม่รู้สึกหรอ" รุ่นพี่ถาม
"ก็… " ขุพลหยุดคิดว่าจะเล่าออกไปดีมั้ยกับสิ่งที่เขาเจอเมื่อครู่นี้
"อืม… ผมก็ไม่เห็นเจออะไรนี่ครับ" ขุนพลตอบ
"เออดีแล้ว… แต่กูพูดเผื่อไว้นะอย่าทำเป็นเห็นอะไรที่นี่เด็ดขาด… งั้นเดี๋ยวกูไปกินข้าวก่อนกูมีเรียนอังกฤษคาบเช้าต้องไปแก้พอดีกูติดไว้ตั้งแต่ตอนเรียนปีสามละ กูไปละ"
"ครับพี่ขอให้ผ่านนะครับ"
"เออขอบใจ อย่าลืมที่กูบอกล่ะ" ว่าแล้วเขาก็เดินผ่านขุนพลออกไป
"ครับ" ขุนพลยกมือลารุ่นพี่ของเขาที่กำลังเดินตรงออกไปตามทางเดินแล้วได้ยินเสียงสมอนกล่าวคำทักทายรุ่นพี่คนนั้นด้วย
"เพาะช่างนี่เรื่องเล่าเยอะใช่ย่อยเลยว่ะ… แต่ว่านะครับอาจารย์ (ยกมือขึ้นพนมไว้กลางอก) ผมก็ไม่ค่อยกลัวหรอกนะครับจารย์ แต่ก็อย่ามาให้ผมเห็นเลยต่างคนต่างอยู่นะครับจารย์" ขุนพลกล่าวขึ้นแล้วยกมือไหว้ท้วมหัวบอกความต้องการของเขาออกไป
"พึ่งจะแปดโมงรีบทำงานต่อดีกว่ากู" ขุนพลดูนาฬิกาบนข้อมือของเขาแล้วก้มหน้าทำงานต่อไปใจนึงก็แอบหวาดระแวง
ผ่านไปหลายวันกิจกรรมเดิมๆ ยังคงอยู่ เช้าที่เขาต้องมาเรียนมาเช้าขึ้นหน่อยเพื่อมาทำงานต่อที่เพาะช่างบนห้องของสาขาอันเงียบสงบในช่วงเช้าและเรียนในช่วงกลางวัน แล้วทำกิจกรรมเชียร์ในช่วงเย็นและแน่นอนสิ่งหนึ่งหรือบุคคลหนึ่งที่มักมองมาที่เขาประจำจากตึกอีกฝากของโรงเรียนมัธยมข้างๆ ก็คือเด็กผู้ชายที่ดูอ่อนกว่าเขาไม่กี่ปีชอบนั่งมองมาทางเขาอยู่เป็นประจำจนขุนพลรับรู้ได้และมองกลับด้วยรอยยิ้ม