เรียกน้ำย่อย...
ณ ห้องมืดไร้แสงไฟสาดส่องของบ้านร้างที่เก่าและทรุดโทรม มีเสียงหัวเราะดังขึ้นเล็กน้อยจากสามหนุ่มที่นั่งวงล้อมกันอยู่ตรงกลางห้องโถง และมีลูกน้องอีกคนหนึ่งที่ตามมาด้วย
"เอาเลยเล่นเลย"
"แป๊บนึงดิไอ้หลาม กูกำลังเตรียมของอยู่โว้ย"
ข้าวซอยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ เขากำลังเตรียมอุปกรณ์ในการอัญเชิญวิญญาณ มีคนบอกว่าให้ใช้ถ้วยแก้วเป็นสีใส จากนั้นก็จุดธูปที่มีกลิ่นหอมเป็นสัญลักษณ์ของการเชิญวิญญาณให้ลงมาอยู่ในถ้วยใบนี้ แล้วก็มีแผ่นกระดาษที่เอาไว้วางอยู่ใต้แก้ว
"เร็ว ๆ ดิวะ กูเริ่มหลอนแล้วนะ"
ข้าวตอกคะยั้นคะยอเพื่อนให้รีบทำทุกอย่างให้เสร็จสักที ตอนนี้เป็นเวลาประมาณ 21:00 น. อาจจะดูว่ายังไม่ดึกมากนัก แต่ถ้าใครรู้ประวัติบ้านร้างแห่งนี้ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอกแม้จะเป็นเวลาแดดออกก็เถอะ
"ถ้ามึงกลัวแล้วจะชวนกูมาทำไม"
"ก็กูอยากล่าท้าผีนี่หว่า"
"เสร่อนักนะมึง คราวหลังกลัวก็ไม่ต้องเสนอหน้ามา รำคาญว่ะ ไอ้ปิ้งมึงเอาลูกพี่มึงไปเก็บดิ กลัวผีถึงขั้นให้ลูกน้องมาด้วย อับอายฉิบหาย"
"ไม่ต้องเสือกเรื่องกูเร็ว ๆ"
สองเพื่อนรักเริ่มทะเลาะกันขึ้นมาอีกครั้ง จนเพื่อนอีกคนต้องรีบร้องห้าม
"อย่ามาทะเลาะกัน รีบทำกูจะได้รีบไป"
"เออ ๆ"
ข้าวซอยจุดธูปและนำควันธูปใส่ในแก้วให้มีควันอยู่ในนั้นเต็มจากนั้นก็วางถ้วยแก้วคว่ำลงบนแผ่นกระดาษที่วางอยู่บนพื้น จากนั้นทั้งสี่คนก็ตั้งจิตอธิษฐานทำสมาธิให้แน่วแน่
"งั้นเดี๋ยวกูพูดก่อนแล้วพวกมึงพูดตามนะ"
"เออ ๆ"
ทั้งสี่คนเอานิ้วชี้วางไว้บนขอบแก้วโดยที่ไม่ใช้แรงกดหรือใช้แรงมากจนเกินไป หลังจากนั้นก็สวดบทคาถาที่พระอาจารย์ให้มา จากนั้นข้าวตอกก็เอ่ยออกมาเสียงเข้ม
"ผีถ้วยแก้ว ผีถ้วยแก้ว ขอเชิญท่านมาปรากฏตัว"
เป็นการเปิดทางให้วิญญาณมาปรากฏตัว จากนั้นก็เริ่มถามคำถาม
"วิญญาณท่านอยู่ที่ไหน ขอให้ท่านบอกคำตอบเราด้วย"
ทั้งสี่คนหันมามองหน้ากันก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าถ้วยแก้วเริ่มเคลื่อนไหวช้า ๆ ซึ่งในแผ่นกระดาษจะมีตัวอักษรภาษาไทยและตัวสะกดอยู่ทั่วทั้งแผ่น ตอนนี้ถ้วยแก้วเริ่มขยับไปที่ตัวอักษร อ
"ตัว อ ว่ะ"
"พวกมึงเงียบกันก่อนสิ"
ข้าวซอยเอ่ยเตือนเพื่อนก่อนจะหันไปมองที่แก้วซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้จะขยับไปในทิศทางไหนอีก หลังจากนั้นแก้วก็เคลื่อนที่ไปที่ตัว ย แล้วก็สละ ู จากนั้นก็เป็นตัวไม้เอก
"คำว่าอยู่เหรอวะ"
"ก็น่าจะใช่แหละ"
"จะแทรกผีทำไมเล่า ให้เขาใบ้ให้จบก่อนดีไหม"
ข้าวหลามเอ่ยออกมาก่อนจะหันไปมองยังกระดาษใบเดิม ซึ่งตอนนี้ถ้วยก็เริ่มขยับไปเรื่อย ๆ
"ข ้ า ง ห ล ั ง"
"หมายความว่าอะไรวะ"
ทั้งสี่คนหันมามองหน้ากันก่อนจะเลิกคิ้วด้วยความสงสัย และเมื่อพอปะติดปะต่อคำได้ก็จะได้ความหมายว่า
"อยู่ข้างหลัง"
ทั้งสี่คนหันมามองหน้ากันก่อนจะหันไปมองยังประตูฝั่งตรงข้าม ในระหว่างที่กำลังหันไปช้า ๆ ไอ้ปิ้งเหมือนจะได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังขึ้นจากทางด้านหลัง เขารีบหันไปมองด้วยความตกใจ ก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดังทำให้ทุกคนสะดุ้งและหันไปตามนิ้วที่ไอ้ปิ้งมันชี้
"ผี!"
"ช่วยด้วยยยย ~"
และทันทีที่ทั้งสี่คนหันไปทางมุมมืดอีกฝั่ง ก็ปรากฏเห็นร่างของผู้หญิงผมยาวร่องรอยอยู่ในอากาศส่งเสียงกังวาลดังไปทั่ว ดวงตาของเธอสีแดงฉาน ส่องแสงออกมาในความมืดเลือนราง ใบหน้าดูซีดและซูบผอม ใบหน้าแดงก่ำยิ้มร้ายจนน่ากลัวจนทุกคนอ้าปากค้างแทบขยับตัวไม่ได้
"ผะ...ผี!"
"ไอ้เหี้ยเอ้ยกูไม่อยู่แล้ว!"
"รอกูด้วย!"
ทั้งสี่คนตะโกนออกมาเสียงดังลั่นก่อนจะรีบวิ่งหนีออกจากบ้านร้างด้วยความรวดเร็ว เสียงฝีเท้าของพวกเขาดังก้องไปทั่วความมืดมิด ซึ่งในขณะเดียวกันไม่ไกลจากบ้านร้างมากนัก มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินกลับจากวัด ซึ่งบ้านของเธอไม่ได้อยู่ไกลวัดมากนักเดินลัดแป๊บเดียวก็ถึง เธอชื่อนารีรัตน์ หรือนารี สาวน้อยที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านป่าผางาม เธอมีอายุได้ 19 ปีแล้ว เป็นที่เลื่องลือไปถึงต่างอำเภอว่าเธอเป็นสาวสวยสุดแสนจะน่ารักและบริสุทธิ์ไม่เคยผ่านมือชายใด ผู้ชายที่ไหนเห็นก็หมายปองอยากครอบครอง แต่ด้วยความที่แม่มินตราหวงเธอมาก ถึงไม่มีชายใดได้เข้าใกล้แม้แต่นิดเดียว
"ไอ้สัสรอกู!"
"กูไม่อยู่แล้วโว้ยยยย"
นารีเหมือนจะได้ยินเสียงใครวิ่งมาทางนี้หลายคน แล้วเมื่อเธอเห็นเป็นผู้ชายร่างใหญ่หลายคนก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบวิ่งหนีเพราะรู้สึกกลัว ถ้าเกิดว่าพวกเขาเป็นโจรและวิ่งกรู่เข้ามาหาเธอก็คงจะเอาตัวรอดลำบาก
"อ๊ะ! ยะ...อย่าเข้ามานะ"
หญิงสาวที่ในมือถือตะกร้าอยู่รีบวิ่งหนีไปอีกทางเหมือนจะกลับไปที่วัด ส่วนไอ้สี่คนที่วิ่งหนีผีก็ตรงมายังวัดเช่นกันเพราะคิดว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ผีไม่สามารถตามมาเจอได้แน่ จึงทำให้หญิงสาวยิ่งกลัวขึ้นไปอีกเพราะคิดว่าพวกเขากำลังไล่ล่าเธออยู่
"กรี๊ดดดดด ช่วยด้วยยยยยย"
"ม่ายยยย อย่าเข้ามานะเว้ย!"
หญิงสาวรีบวิ่งหนีชายหนุ่มทั้งสี่คนเพราะว่ารู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตก่อนจะสะดุ้งด้วยความตกใจเมื่อบังเอิญไปชนกับอะไรบางอย่างขนาดใหญ่
"อ๊ะ!"
เธอเซล้มลงกับพื้นก่อนจะรีบขยับตัวลุกขึ้นเพราะรู้สึกกลัวผู้ชายทั้งสี่คน
"เป็นอะไรหรือเปล่า..."
หญิงสาวขยับตัวลุกขึ้นใช้มือปัดตามตัวเพื่อเอาเศษใบไม้ออกก็ชะงักไปก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสบตากับใครบางคนที่เอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน และเมื่อสองสายตาประสานกัน ทำเอาทั้งคู่เหมือนตกอยู่ในภวังค์
"..."
"ช่วยด้วย! ผีหลอก"
หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงทั้งสี่คนวิ่งไล่หลังตามมา เธอพยายามที่จะวิ่งหนีแต่ก็ถูกชายหนุ่มดึงรั้งตัวเข้าหาซะก่อน
"จะไปไหน พี่ถามว่าเป็นอะไรรึเปล่า"
"ช่วยหนูด้วยค่ะสี่คนนั้น..."
เขาหันไปมองเบื้องหน้าก็เจอกับผู้ชายสี่คนกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ ชายหนุ่มโอบรอบเอวหญิงสาวก่อนจะดึงตัวเธอเข้ามาสวมกอดแนบอก และเมื่อทั้งสี่คนเห็นใบหน้าของเขาก็ยิ้มกว้างออกมาก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาเกาะแข้งเกาะขาทันที ใบหน้าดูตื่นกลัวเหมือนจะวิ่งหนีอะไรบางอย่าง
"พ่อหมอ!"
"ช่วยพวกเราด้วย!"
"เป็นบ้าอะไรของพวกแกเนี่ย วิ่งหนีอะไรมา ดูสิแม่หนูคนนี้ตกใจหมดแล้ว"
เขายื่นมือไปแตะศีรษะของหญิงสาวก่อนจะลูบไปมาด้วยความอ่อนโยน เธอถึงกับตัวสั่นกลัวเพราะรู้สึกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
"ไม่ต้องกลัวนะไอ้พวกนี้มันไม่มีพิษมีภัยอะไรหรอก ไม่ต้องกลัวนะ..."
นารีตัวสั่นกลัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา แต่มันรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองสบตากับเขาก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความสบายใจขึ้น
"พ่อหมอช่วยด้วยพวกเราโดนผีหลอก"
"มันเป็นผีผู้หญิงด้วยนะพ่อหมอ!"
"ปล่อยเดี๋ยวนี้ไอ้พวกบ้า อย่ามาเกาะแข้งเกาะขาฉันนะเว้ย!"
"ผี! ผีหลอกพวกเรา!"