ตอนที่1เมขลา
ณ คฤหาสน์นฤนารถศิริกุล
เวลา17:00นาที
“ไม่นะคะ เมย์ไม่อยากแต่งค่ะ ใครๆ ก็รู้ว่าคนๆ นั้นเขาเป็นคนยังไง แล้วนี่พ่อกับแม่ยังอยากให้เมย์ไปแต่งงานกับเขาอีกงั้นเหรอคะ”
เสียงรำพันพร้อมน้ำตาไหลออกมาจากพวงแก้มสวยดุจดั่งกลีบของดอกบัว เธอคือ เมขลา หรือเมย์ นางสาว เมขลา นฤนารถศิริกุล อายุยี่สิบห้าปี ผมดำขลับในที่ร่มทว่ายามถูกแสงแดดจะออกสีประกายน้ำตาลไหม้อ่อนๆ เหมือนคาราเมล ดวงตาสวยหวาน จิ้มลิ้ม ร่างบางเอวเล็ก หน้าอกซ่อนรูป สูงขาวหุ่นดี ผมยาวเป็นลอนสวยดกดำ ลูกสาวเพียงคนเดียวของ นาย วรศร นฤนารถศิริกุล อายุห้าสิบห้าปี และนาง ไพรลิน นฤนารถศิริกุล อายุสี่สิบแปดปี ทั้งสองทำธุรกิจส่วนตัว ฐานะร่ำรวยเป็นอย่างมาก ซึ่งยามนี้ระหว่างมื้ออาหารเย็น คนเป็นพ่ออย่าง วรศร พูดโร่ขึ้นมากลางโต๊ะอาหารหรู เรื่องที่ว่า ต้องการให้ลูกสาวเพียงคนเดียวนั้นเป็นฝั่งเป็นฝา แต่งงานกับลูกชายเพียงคนเดียวของนักธุรกิจร่ำรวยพันล้าน อย่าง อาชา นาย ภาคินัย โยธาบดีวรเวช อายุยี่สิบหกปี ลูกชายของนาย บดินทร์ โยธาบดีวรเวช อายุห้าสิบหกปี และนาง ตรีอัปสร โยธาบดีวรเวช อายุห้าสิบปี…
“ยังไงลูกก็ต้องแต่ง ผู้ใหญ่เขาปรึกษาหารือกันหมดแล้ว ลูกจะมาเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้” เสียงของผู้เป็นพ่อซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะพูดพร่ำขึ้นมา
“แต่เมย์ไม่ได้รักเขานะคะ เราจะแต่งงานกันได้ยังไง” เมขลาอ้อนวอนผู้เป็นพ่อ พยายามข่มน้ำตาเอาไว้ไม่ให้มันไหลรินออกมา
“อยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง…” นี่คือคำพูดของผู้เป็นบิดา
“แม่คะ…” เมขลาหันไปสบสายตากับไพรลินผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามกันกับเธอ
“นี่คุณคะ เราอย่าไปบังคับลูกเลย…” โดยไม่ทันที่ไพรลินผู้เป็นแม่จะได้ทันพูดจบ เสียงของวรศรก็ดังแทรกขึ้นมา
ปึก!
“คุณก็ด้วยนะลิน อย่าตามใจลูกให้มันมาก งานแต่งงานระหว่างลูกเรากับทางฝั่งนั้นมันจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง!” วรศรยื่นคำขาด ด้วยความไม่พอใจเขาใช้มือหนาตบเข้าที่โต๊ะกินข้าวจนก้นถ้วยหรูกระทบเข้ากับโต๊ะจนเกิดเสียงดัง
“แต่ลูกไม่อยากแต่ง คุณอย่าบังคับลูกได้ไหมคะ” ไพรลินไม่ยอมความ เธอช่วย เมขลาผู้เป็นลูกให้ได้
“หากไม่แต่ง อีกหน่อยก็คงได้อดตายกันหมด คุณเลือกเอาเองก็แล้วกัน แต่งกับคนรวยมันไม่แย่หรอก ลูกไม่ต้องลำบาก มันไม่ดีตรงไหน” วรศรเผลอพูดบางอย่างออกมา
“นี่พ่อหมายความว่ายังไงคะ” เมขลาเป็นคนถาม
“ธุรกิจของเรากำลังจะล่ม ไปไม่รอด อีกหน่อยก็จะฉิบหาย หากไม่ได้ทางฝั่งของคุณบดินทร์เข้ามาช่วยเอาไว้ล่ะก็ พวกเราไม่มีที่ซุกหัวนอนแน่!” ท้ายที่สุดคนเป็นพ่อก็บอกบางอย่างออกมา แม้ว่าธุรกิจส่วนตัวจะสร้างกำไรให้มากมายมหาศาล ทว่ากาลเวลาผ่านไป มันมีผู้คนมากหน้าหลายตายุคใหม่ๆ งอกเงยขึ้นมาไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงเสียดฟ้า ธุรกิจของวรศรเองก็เช่นกัน ถึงเวลาที่ต้องหมอบลง
“พ่อก็เลยขายเมย์ให้คนอื่นอย่างนั้นสินะคะ” ใบหน้าสวยหวานของ เมขลาก้มลงมองต่ำ จดจ้องมือทั้งสองที่จิกเข้าหากันเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ
“พ่อกำลังช่วยลูกนะเมย์ ยามพ่อแม่ตายไป ลูกจะได้ไม่ลำบาก” นี่น่ะหรือคือคำพูดปลอบประโลมจากผู้เป็นบิดา
“แต่คุณคะ..”
“ไม่เป็นไรค่ะแม่ เมย์โอเค เมย์ยอมแต่งงานตามที่พ่อสั่งก็ได้ค่ะ” เมขลาพูดแทรกไพรลินขึ้นมา เธอไม่อยากให้เรื่องราวมันบานปลายไปมากกว่านี้ ทุกความลำบากใจขอให้เธอเป็นผู้เดียวที่รับแบกมันเอาไว้ ผลสุดท้ายแล้วคำพูดของหัวหน้าครอบครัวก็ชนะอย่างไม่อาจห้าม
ตั้งแต่เล็กจนโตเมขลานั้นใช้เท้าเดินตามพรมแดงที่พ่อและแม่มักจะปูนำทางให้เธอเดินอยู่เสมอๆ ไม่มีสิทธิ์มีความคิดเป็นของตัวเอง ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ เธอควรจะชินกับมันสิ
“เมย์ลูก…”
คลืดดด~~~
“เมย์ขอตัวก่อนนะคะ” สุดท้ายก็ไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าผู้เป็นพ่อและแม่ เมขลาเลือกที่จะลุกขึ้นออกไปจากโต๊ะอาหาร ทั้งๆ ที่ข้าวในจานเธอนั้นไม่แตะเลยแม้แต่เม็ดเดียว
ปึง!
“ฮรือ~~~”
เมขลาตัดสินใจเดินขึ้นมาบนห้องนอนของตัวเอง ก่อนจะขังร่างของเธอเอาไว้ในนั้น อีกทั้งยังปล่อยโฮออกมาด้วยความเสียใจ
เธอทิ้งร่างลงนอนใบหน้าแนบชิดติดที่นอนอย่างคนหมดแรง ทุกอย่างมันกำลังพังไปหมดแล้ว เมขลารู้ดีว่า ว่าที่คู่หมั้นของเธอนั้นคือใคร อาชา ชายเจ้าชู้ เจ้าสำราญ ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีในแวดวงไฮโซ ควงสาวไม่ซ้ำหน้า บุหรี่ เหล้า อบายมุขทุกอย่างอาชาเอาหมด
แล้วแบบนี้คนเป็นพ่อยังคิดอยู่อีกเหรอว่า ชีวิตของเธอจะสุขสบาย ต่อให้ร่ำรวยมหาศาล นั่งกินนอนกินอยู่บนกองเงินกองทอง แต่ต้องแลกมาด้วยความเสียใจและไม่ได้รัก เมขลาก็ไม่อยากจะได้มันมาหรอกนะ
อนาคตเธอจะต้องรับมือกับเขาอย่างไร นั่งร้องไห้เสียใจไม่เว้นแต่ละวัน หากต้องเห็นสามีควรหญิงอื่นเข้ามาพลอดรักภายในบ้านหรือเรือนหอต่อหน้าต่อตาเธอ ต้องให้ผู้หญิงเช่นเธอรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์นั้น แม้ว่าไม่ได้รักกันก็ตาม แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีภรรยากัน ต้องเห็นหน้ากันทุกวัน เธอต้องจำนนยอมเสียใจใช่ไหม หรือนี่มันคือ การตอบแทนบุญคุณของพ่อและแม่ที่เมขลานั้นต้องยอมแลกอิสระและความสุขของตัวเองเพื่อประคับประคองครอบครัวที่กำลังจะล้มละลาย…
ก๊อก ก๊อก ก๊อก…
“เมย์ลูก…แม่เข้าไปได้ไหม” เสียงของไพรลิน กำลังเคาะประตูเรียกเธออยู่หน้าห้อง
“เมย์ขออยู่คนเดียวก่อนนะคะแม่ ฮึก” เมขลาเลือกที่จะปฏิเสธกลับไป เธอยังไม่พร้อมจริงๆ
“ก็ได้จ้ะลูก”
เสียงฝีเท้าของไพรลินค่อยๆ ดังห่างไกลออกไป เธอตัดสินใจไม่คะยั้นคะยอขอเข้าไปหาผู้เป็นลูก แม้ว่าจะอยากปลอบประโลมใจเธอมากมายแค่ไหนก็ตาม….
เมขลาร้องไห้หนักจนผล็อยหลับไปในที่สุด ตั้งแต่หัววันยังไม่ทันค่ำ จนแสงของดวงจันทร์ส่องสว่างมาแทนที่แสงจ้าของดวงอาทิตย์…
บรู๊ววว~~~~
เวลา00:00นาที
“อื้อ…” เสียงของหมาหอนในยามเที่ยงคืนทำให้เมขลานั้นพลันต้องลืมตาตื่นขึ้นมา “เอ๊ะ นี่ผล็อยหลับไปงั้นเหรอ…อื้อ” มือบางข้างหนึ่งยกขึ้นมาขยี้ดวงตาเพราะความงัวเงีย ก่อนจะกระเด้งร่างบางขึ้นมาจากที่นอน ผล็อยหลับไปนานสองนานจนน้ำท่ายังไม่ได้อาบเลย
พึ่บ!
ร่างบางเดินตรงไปหยิบผ้าขนหนูสีขาวที่ซักไว้เรียบร้อยแล้วขึ้นมากระชับมือ ก่อนจะเดินโซซัดโซเซตรงไปยังห้องน้ำเพื่อทำการอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สดชื่น…
เฮือก!
มือบางพลันเอื้อมไปหวังเปิดสวิตซ์ไฟในห้องน้ำ ทว่าแสงจากไฟในห้องนอนที่มันสาดเล็ดลอดเข้ามา เผยให้เห็นเงาบนพื้นห้องน้ำลางๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้เปิดไฟ นั่นคือสิ่งที่เมขลาตกใจมากที่สุด เพราะว่า เงาของเธอนั้นไร้ศีรษะหรือหัวนั่นเอง
หมับ!
ด้วยความตกใจ เมขลาไม่รอช้ารีบยกมือขึ้นมาจับเข้าที่ช่วงหัวหรือศีรษะของตัวเองพร้อมๆ กับสายตายังคงจดจ้องอยู่ยังเงาข้างล่างบนพื้นห้องน้ำ
“ฮึก…” ใจคอของเธอเริ่มไม่ดี เพราะมือที่จับอยู่ที่บริเวณหัวนั้นมันจับต้องได้ ทว่าทำไมเงาของเธอตรงหน้าถึงไม่มีศีรษะล่ะ! มีเพียงแค่เงาของมือที่จับต้องสิ่งว่างเปล่าซึ่งไร้หัว!
จนสุดท้ายเมขลาก็รีบอาบน้ำ ก่อนจะตรวจเช็คพลางสำรวจอีกครา ทว่าคำตอบมันก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม เงาของเธอที่ตามร่างกายไปในทุกๆ ที่นั้นไร้หัว…
“หรือว่าเราคิดมากไปเองกันนะ” เมื่อเมขลาอาบน้ำจนเสร็จสรรพ เธออยู่ในชุดนอนเดินลงมาหย่อนก้นนั่งบนที่นอนนุ่มสีฟ้าสบายตา มือบางคลำหาโทรศัพท์มือถือแบรนด์หรูขึ้นมากระชับมือ ก่อนจะรีบค้นหาคำว่า ไม่มีเงาหัว