“ค่าบ้าน ค่าเทอม ค่าหมอ ค่ากิน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเน็ต ค่าเดินทาง โอ๊ย! ฆ่าฉันให้ตายเถอะพระเจ้าถ้ารายจ่ายมันจะบานตะไทขนาดนี้!” หญิงสาวขยี้เส้นผมยุ่งเหยิงหลังนั่งมองลิสต์รายจ่ายในแต่ละเดือนของครอบครัว
“หนูเป็นภาระพี่หรือเปล่า”
“คิดอะไรแบบนั้น พี่ไม่เคยมองว่าเราเป็นภาระเลยนะ”
มารีญา ยิ้มเอ็นดูลูบศีรษะน้องสาว
“ทุกวันนี้พี่ญาต้องทำงานหนักเพื่อดูแลหนูกับยาย หนูมันแย่จริงๆ เลย อยู่มอปลายแล้วแท้ๆ น่าจะช่วยพี่ได้บ้าง” มาตัง ยังคงโทษตัวเองไม่เลิก
“เรื่องดูแลยายกับเรามันเป็นหน้าที่ของพี่อยู่แล้ว อย่าคิดมากสิ”
“ค่าใช้จ่ายบ้านเราเพิ่มขึ้นทุกเดือน หนูว่าพี่ไม่ต้องส่งหนูเรียนโรงเรียนแพงๆ แล้วก็ได้ หนูอยากลาออกมาช่วยพี่ทำงานมากกว่า เราจะได้ช่วยกันหาเงินรักษายายไง” น้องสาวเสนอความคิด หากมันเป็นไอเดียที่คนฟังถลึงตาใส่
“พี่บอกหลายหนแล้วใช่ไหมว่าไม่ว่าจะยากดีมีจนยังไงก็ห้ามพูดว่าจะออกจากโรงเรียนเด็ดขาด!”
น้ำเสียงจริงจัง มาตังเงียบกริบ
“พี่สู้ทนทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อหาเงินมาดูแลเรา อยากให้เราได้เรียนสูงๆ อยากให้มีกินมีใช้และมีทุกอย่างโดยไม่ต้องอายใคร จะได้ไม่มีพวกปากสว่างเที่ยวเอาไปพูดได้ว่าเด็กบ้านแตกอย่างเราๆ ไม่มีปัญญาได้ดี!” ประโยคสุดท้ายมารีญาแสร้งพูดเสียงดังให้พวกชอบสอดแนมเรื่องชาวบ้านได้ยิน คนที่แอบฟังถึงกับสะดุ้งตามๆ กัน
“ถ้าพ่อแม่ไม่ทิ้งเราไปก็คงจะดีเนอะ”
จู่ๆ มาตังก็รู้สึกคิดถึงพวกเขาขึ้นมา เธอรู้สึกอิจฉาเพื่อนที่มีพ่อแม่ให้ความรักความอบอุ่น ทว่ามารีญากลับไม่คิดเช่นนั้น ภาพพ่อกับแม่รีบเก็บเสื้อผ้าเพื่อย้ายบ้านหนีเจ้าหนี้นอกระบบยังเด่นชัดราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“แม่กับพ่อคง…”
“อย่าพูดถึงสองคนนั้นให้พี่ได้ยินอีก!” น้ำเสียงไม่สบอารมณ์แทรกขึ้นก่อนที่มาตังจะเอ่ยจบ
“พี่ญา…”
“พี่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เราผ่านทุกข์สุขไปด้วยกัน เราอยู่ด้วยกันมาขนาดนี้ยังจะไปเรียกร้องหาคนไร้ความรับผิดชอบอีกทำไม เขาทิ้งเราไปมีความสุขแล้วปล่อยให้เด็กตาดำๆ สองคนต้องตรากตรำอยู่กับยายที่ป่วยเป็นโรคไตเพียงลำพัง ถ้าไม่ได้คนแถวนั้นช่วยปลดหนี้นอกระบบให้ ป่านนี้เราตายยกครัวไปนานแล้ว ทำไมต้องไปคิดถึงคนพรรณนั้นด้วย พี่ไม่เข้าใจเลย!”
พูดจบพี่สาวก็สะบัดหน้าเดินเข้าบ้านทันที มาตังรู้สึกผิด เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายฝังใจกับเรื่องราวในอดีตมากแค่ไหน เธอผิดเองที่ปากพล่อย เรื่องไม่สมควรพูดแท้ๆ กลับปล่อยให้มันเล็ดลอดออกไปได้
“บ้าจริงๆ เลย!”
วันที่ผู้มีพระคุณตัดสินใจพากันหนีเอาตัวรอดหลังจากโดนเจ้าหนี้นอกระบบตามตัวมันคือฝันร้ายที่ลบยังไงก็ไม่เลือนหายไปจากใจ มารีญาในวัยสิบสามปีกำลังอุ้มเด็กน้อยที่เพิ่งหย่านมมารดาได้หมาดๆ วิ่งร้องไห้ตามรถของพ่อกับแม่อย่างน่าเวทนา แต่พวกเขากลับไม่คิดแม้แต่จะหันหลังมามองเลยสักนิด เสียงรถยนต์ที่เคลื่อนผ่าน ไม่ต่างอะไรกับหอกแหลมคมที่กรีดหัวใจดวงน้อย น้ำตารินไหลได้แต่มองล้อรถที่ขับไกลห่างออกไปทุกที
หลังจากวันนั้นชีวิตที่เคยมีครอบครัวพร้อมหน้าก็เปลี่ยนไป มารีญาต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์อันคับขัน เด็กสาววัยสิบสามปีสู้ทำงานไปเรียนไปเพื่อหาเงินเลี้ยงดูน้องและยาย โชคดีที่เธอเรียนเก่งจึงได้รับทุนจนจบมอปลาย ส่วนยายกลายเป็นผู้ป่วยอนาถาอยู่ในความดูแลของภาครัฐฯ
ทั้งสามใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจนกระทั่งมารีญาเติบใหญ่ เธอได้รับทุนการศึกษาต่อจนจบปริญญาตรี คณะพยาบาลศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่ง หญิงสาวทำงานไปเรียนไป แม้เหนื่อยล้าหากก็สู้ทนไม่ย่อท้อ ความพยายามที่พากเพียรจึงส่งผลให้เธอสำเร็จการศึกษาในที่สุด มารีญาได้บรรจุเป็นนางพยาบาลแห่งหนึ่งของภาครัฐฯ เธอภาคภูมิใจกับอาชีพนี้มาก ทุกคนในครอบครัวคือแรงบันดาลใจที่ทำให้เธออยากประกอบอาชีพอันทรงเกียรติ เธออยากใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาดูแลยายกับน้องในอนาคต
“พี่ญา…”
มาตังเรียกชื่อพี่สาวที่นั่งกุมหน้าอยู่บนโซฟาเก่าๆ มารีญารีบปาดน้ำตาทิ้ง
“พี่ญาร้องไห้ทำไม?” น้องสาวทิ้งตัวนั่งข้างๆ “หรือพี่โกรธที่หนูพูดถึง เอ่อ… พูดถึงพวกเขา”
“…”
“หนูขอโทษนะพี่ญา หนูมันปากไม่ดีเอง” มาตังตบปากตัวเองหลายที
“ไม่เอาน่า เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ปล่อยมันไปเถอะ พี่เองก็อารมณ์เสียใส่เราเกินไป”
“พี่ญา” มาตังซึ้งใจ โผกอดร่างบางทันที “หนูรักพี่ญานะ รักมากที่สุดเลย” มารีญาไม่เพียงแต่เป็นพี่สาว หล่อนเปรียบเสมือนแม่คนหนึ่งที่คอยรักและดูแล จะหาใครเทียมคงไม่มีอีกแล้วในโลกใบนี้
“พี่ก็รักเรา พี่ว่าเรา…” เสียงมือถือดังขึ้น มารีญาผละจากอ้อมกอดของน้องรักแล้วกดรับสายทันที
“สวัสดีค่ะ มารีญาพูดสายนะคะ” มาตังยิ้ม ประโยคนี้เธอได้ยินไม่ต่ำกว่าพันครั้ง พี่สาวของเธอจะเอ่ยเช่นนี้เสมอยามมีคนโทร. เรียกให้ไปทำงาน
(ยัยญา กรี๊ด! ติดต่อได้สักทีนะยะหล่อน)
มารีญาขมวดคิ้วหลังได้ยินน้ำเสียงแหลมบาดหู
(เงียบทำไมยะ อย่าบอกนะว่าลืมพี่สาวสุดแซ่บคนนี้แล้วน่ะ)
“หรือว่า…” หล่อนครุ่นคิด “พี่ปุ๊กกี้เหรอคะ?” ในที่สุดก็จำอีกฝ่ายได้
(ปุ๊กกี้ไงจะใครล่ะ)
แม้ไม่ได้เห็นหน้ามารีญาก็พอเดาออกว่าน้ำเสียงแบบนี้คงจะยิ้มไปพูดไปเป็นแน่
“ดีใจจังเลยที่พี่โทร. มา เราไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ พี่ปุ๊กกี้สบายดีไหมคะ แล้วพี่ยังทำงานที่เดิมอยู่ไหมหรือว่าตอนนี้เปิดร้านเสริมสวยตามความฝันไปแล้ว ญาอยากเจอพี่มากเลยค่ะ แต่ญาติดต่อพี่ไม่ได้เลย คิดว่า…”
(พอๆ) ปลายสายรีบห้าม
(นี่กะตั้งคำถามแบบไม่ให้ฉันหายใจหายคอเลยหรือไง)
“ก็ญาคิดถึงพี่ปุ๊กกี้นี่คะ ตอนนั้นเราสนิทกัน พอพี่ออกจากโรงพยาบาลไปญาก็ไม่มีเพื่อนเมาท์เลย”
มารีญานึกถึงความหลังตอนที่ปุ๊กกี้ยังคงนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่
(พี่ก็คิดถึงหล่อน ช่วงนี้เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศเลยไมได้แวะเวียนไปเยี่ยมใครเล้ย!)
“ฮันแหน่… ไปหาหนุ่มๆ หรือคะ”
(แหม… รู้ทันนะคะคุณน้อง)
“จริงหรือคะเนี่ย! OMG คนชาติไหนประเทศอะไรคะพี่ปุกกี้”
หล่อนจำได้ว่าปุ๊กกี้มีรสนิยมชื่นชอบฝรั่งเป็นอย่างมาก แฟนแต่ละคนนี่หล่อขั้นเทพ