-00-บทนำ
@มิลาน
"ตามไป! คืนนี้ยังไงก็ต้องหามันให้เจอ ถ้าตายก็ต้องเห็นศพ เพราะถ้ามันไม่ตาย พวกเราจะตายกันหมด!!"
"ครับ!!"
เสียงของชายชุดดำเกือบสิบคนตอบรับอย่างพร้อมเพรียง เนื่องจากทั้งหมดรู้เป็นอย่างดีถึงการกำชับคำสั่งนั้น คืนนี้จะมีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้นที่รอดไปได้
หาก...วินเซนต์ รอสซิลโล ไม่สิ้นชีพ
ก็คือพวกเขาที่จะโดนโค่นล้ม ซึ่งนั่นจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจให้เกิดขึ้นได้ ตอนนี้ชายหนุ่มคนนั้นบาดเจ็บเพราะถูกยิงจนต้องกระเสือกกระสนหลบหนีโดยไร้บอดีการ์ดคนสนิทติดตาม
แม้ว่าในยามปกติจะน่าเกรงขามจนดูคล้ายร่างจำแลงของเทพที่ไร้จุดอ่อน แต่เมื่อบาดเจ็บ...ก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์บาดเจ็บซึ่งกลายเป็นเหยื่อ รอให้นายพรานตามล่า
เรื่องปาฏิหารย์คงไม่เกิดขึ้นกับคนอย่างมัน!
"นายครับ"
"กูต้องได้ศพมันก่อนรุ่งเช้า"
ควันสีเทาลอยล่องอยู่ในชั้นบรรยากาศหลังจากที่ชายสูงวัยดื่มด่ำสัมผัสถึงรสชาติของใบยาสูบในปาก แม้ท่าทางที่แสดงออกภายนอกยังเรียบเฉย หากเขารู้ดีว่าคนอย่างอัลเบอร์โต้ จิโอนาโด้ กำลังโมโหร้ายแค่ไหนกัน
ชายวัยกลางคนได้แต่ก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าเงยหน้าสบตาผู้เป็นนาย
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทำให้เขาสั่นงกไปทั้งตัว ตอนนี้ขาของเขากำลังแตะอยู่ตรงเส้นแบ่งระหว่างโลกและนรก ถ้าเขาไม่อาจจัดการสะสางแก้ปัญหานี้ได้ ไม่มีทางที่อัลเบอร์โต้จะปล่อยให้เขามีชีวิตรอดอยู่เป็นแน่
"ผมจะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีกครับนายท่าน ไม่ว่าอย่างไร...พวกเราจะต้องได้ตัว...อึก!"
ปลายคางของคนสนิทถูกมือหยาบจับเอาไว้ นัยน์ตาสีเข้มวาววับไปด้วยโทสะจากคำพูดนั้น
"กูบอกว่าศพ"
"..."
"นั่นหมายความว่ามันต้องไม่มีชีวิตรอด!"
.
.
.
"บ้าฉิบ!"
วินเซนต์ รอสซิลโล สบถถ้อยคำหยาบคายออกมาจากริมฝีปากซีดไร้สีเลือดของตน ตอนนี้แขนข้างซ้ายของเขาชาจนไร้ความรู้สึกไปเสียแล้ว กระสุนตัดได้ถูกจุดจนเลือดของเขาไหลรินราวกับไวน์สีเข้มราคาแพง เขาก้มลงมองปลายมือที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าเพื่อไม่ให้เลือดหยดลงพื้น
ตอนนี้มันชุ่มฉ่ำจนไม่อาจฝืนไปมากกว่านี้ได้แล้ว
ไอ้พวกหมาลอบกัด!
คืนนี้มีการแสดงที่โรงโอเปร่าขึ้นชื่อของเมือง ตั๋ววีไอพีที่ถูกส่งมาเชื้อเชิญให้เขาเข้าร่วมนั้นเป็นเพียงแค่การจัดฉากเท่านั้น ระหว่างกลับไปพักผ่อน ลูกน้องของเขาถูกพลซุ่มโจมตียิงกระหน่ำจนรถเสียหลักเข้าข้างทาง ตัวเขาเองก็บาดเจ็บเช่นกัน
มีการยิงตอบโต้กันเกิดขึ้นทันทีโดยคนสนิทอย่างเลียม เขาจำเป็นต้องหนีเพราะไม่อาจต่อกรกับจำนวนคนที่มากกว่าถึงสามเท่าได้ นั่นคือทางเลือกเดียวที่เขาจะรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้
ที่นี่ไม่ใช่เขตอันคุ้นชิน
เขาประมาทมากเกินไป!
ตอนนี้สติของชายหนุ่มกำลังเลือนลางลงไปทุกขณะ เขามองไปที่สองข้างทางอย่างคนหมดสิ้นซึ่งความหวัง ย่านพวกคนรวยที่ทำให้เขาได้แต่กัดริมฝีปากด้วยความหงุดหงิด
มันเสี่ยง...
ไม่รู้เลยว่าป่านนี้พวกคนที่เล่นงานเขาจะติดต่อตระกูลไหนเป็นพันธมิตรไว้แล้ว กลัวจะเป็นการเดินเข้าไปหาที่ตายด้วยตัวเองเสียมากกว่า
"แม่งเอ๊ย!"
หยดเลือดหยดเล็กหยดลงที่พื้นเป็นครั้งแรก เขาจำต้องฉีกทึ้งชายเสื้อเชิ้ตสีขาวเพิ่มเพื่อพันรอบมือของตัวเองเอาไว้ การที่ต้องทิ้งน้ำหนักแขนเพื่อให้มือเหยียดลงสู่พื้นนั้นทำให้ชาไปทั้งแขน
ตึก ตึก ตึก
วินเซนต์เร่งฝีเท้าของตน ตอนนี้ไม่มีเวลามาสนใจแขนไร้ประโยชน์นี่แล้ว ต่อให้แม่งชา...ไร้ความรู้สึก หรือต่อให้ต้องตัดแขนทิ้ง แต่ถ้ามันจะทำให้เขารอดไปได้ ก็ต้องทำ!
"...!?"
ทันใดนั้นเองเรียวขาของวินเซนต์ก็ต้องหยุดชะงักลงที่พื้น เมื่อเขาได้ยินเสียงไวโอลินดังมาจากบ้านหลังหนึ่ง ย่านมหาเศรษฐีที่เขาพูดถึงกลับมีบ้านหลังเล็กชั้นเดียวตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างคฤหาสน์ใหญ่สองหลัง มองไปแล้วช่างเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ดูไร้ราคา
รั้วลูกกรงสีดำนี้ก็ยิ่งประหลาดเข้าไปใหญ่ เพราะมันเตี้ยกว่าความสูงหกฟุตของเขาเสียอีก
เขามองไปยังกำแพงหิน ตัดสินใจทำเรื่องโง่เง่าอย่างการบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของใครบางคน การปีนในเวลาที่แขนใช้การได้ข้างเดียวทำให้เหงื่อยิ่งซึมตามกรอบหน้า เขาจำเป็นต้องใช้แขนข้างขวาค้ำดันโดยกัดปากรับความเจ็บปวดเอาไว้
ตุ้บ!
ร่างของชายหนุ่มร่วงหล่นสู่พื้น เขาหายใจหอบถี่ มองเห็นท้องฟ้าที่มืดมิดราวกับถูกสีดำทาทับเอาไว้
"ใครน่ะ!?"
เสียงผู้หญิงที่ฟังแล้วน่าจะเป็นเด็กสาว...มากกว่าหญิงสาว
ตอนนี้นัยน์ตาของเขากำลังอ่อนล้า ไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงอยู่เลยสักนิด
.
.
.
มือเรียวเล็กของหญิงสาวกำรอบคอไวโอลินเอาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างที่ถือโบ(คันชักไวโอลิน)ก็เกร็งตามไปด้วยเหมือนกัน
เมื่อครู่เธอแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้หูฝาดแน่นอน
ใบหน้าหวานของเจ้าตัวยามนี้ซีดเผือดไปหมด สมองนึกถึงเรื่องร้ายอย่างเช่นพวกย่องเบาขึ้นมาในหัวสมอง ฉับพลันร่างกายก็ชาวาบจนก้าวขาไม่ออก
"ใครน่ะ!?"
"..."
นาเดียร์ แลมพาร์ด ตะโกนถามออกไปสุดเสียง แต่แล้วสิ่งที่ได้ตอบกลับมาคือความเงียบ
ตอนนี้เธอไม่กล้าขยับไปไหนทั้งนั้น
หัวใจเต้นระรัวเหมือนด้านในมีคนร้ายแอบเข้ามาตีกลองรัว แต่แล้วความคิดหนึ่งกลับแล่นเข้ามาในหัวสมอง
รถยนต์หรูของน้องสาว...
วันนี้พริมโรส มานอนค้างที่นี่หลังจากถ่ายแบบเสร็จราวเที่ยงคืน เจ้าตัวที่ทำงานติดเกือบยี่สิบชั่วโมงกำลังพักผ่อนอยู่ด้านใน ด้วยความที่เป็นนางแบบหน้าใหม่ทำให้เธอต้องรอนานมากกว่าได้โพสท่าเสียอีก
ฟุ่บ!
สิ่งนั้นทำให้นาเดียร์เกิดความกล้า เธอไม่อาจขี้ขลาดได้อีกต่อไปแล้ว เจ้าตัววางไวโอลินไว้บนเก้าอี้ด้านข้าง มือเล็กฉวยเอาโน๊ตแสตนด์(ขาตั้งสำหรับวางสมุดโน๊ตดนตรี)ขึ้นมา อย่างน้อยนี่ก็ทำมาจากสแตนเลส มันน่าจะช่วยเธอได้บ้างสิ
ไม่คิดเลยว่าการอยู่ในย่านคนรวยตามที่พ่อบอกจะยังมีเรื่องอันตรายเกิดขึ้นได้
แปลกจัง
เวรยามบอดีการ์ดใส่ชุดสีดำที่ล้อมบ้านเธอจากสามทิศทางของเพื่อนบ้านหายไปไหนกันหมด ปกติต้องยืนตะเบ๊ะอยู่หน้าบ้านกันสิ เพราะแบบนั้นเธอเลยไม่ต้องเสียเงินจ้างบอดิการ์ดเองเลย
แต่ทุกสิ่งกลับผิดคาด...
"ว้าย! ค...คุณ!"
เคร้ง
โน๊ตสแตนด์ที่หญิงสาวถือมาร่วงสู่พื้น เธอยกมือขึ้นปิดปากเมื่อเห็นร่างกำยำของชายหนุ่มนอนหมดสติอยู่ แสงไฟสลัวจากข้างกำแพงทำให้เธอพอมองเห็น
เลือด...
นาเดียร์มองภาพตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว ถึงมองไม่ชัด แต่กลิ่นเลือดที่แตะอยู่ตรงปลายจมูกนั้นน่าสะอิดสะเอียน ร่างของเขานิ่งไม่ไหวติง
เธอนั่งลงทับส้น ยื่นปลายนิ้วออกไปอังจมูกของชายหนุ่มอย่างกล้าๆกลัวๆ เขายังหายใจ! แม้ว่าจะแผ่วมากก็ตามที
"ร...รถพยาบาล! จริงสิ เดียร์ต้องเรียกร...รถพยาบาล"
หมับ!
หญิงสาวสะดุ้งเฮือกเมื่อมือเย็นเฉียบของเขาจับเข้าไปที่แขนเธอ สัมผัสเหนอะหนะบ่งบอกว่าเลือดเขาไม่ผิดแน่ น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ทำท่าเหมือนอยากไหลลงมาอยู่รอมร่อ
"อย่า..."เสียงแหบพร่าของชายหนุ่มนั้นดูอ่อนแรง
"อ...อย่างั้นหรอคะ? แต่...แต่คุณเลือดออกเต็มไปหมดเลยนะ คุณ...คุณอาจจะเสียเลือดจนตายเลยก็ได้ ปล่อยค่ะ เดียร์จะเรียกรถพยาบาล"
"ถ้าเธอเรียก ฉันตายแน่"
เขาพูดอะไรกัน...?
นาเดียร์ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดเลย แต่มือที่จับอยู่กลับบีบแน่นขึ้นราวกับไม่อยากให้เธอโต้แย้ง
"ขอร้อง..."
"..."
"อย่าให้ใครรู้ จน...จนกว่าจะเช้า"ชายแปลกหน้าคนนี้กำลังโดนไล่ล่าไม่ผิดแน่!
เธอเบิกตาโพลงกับคำขอร้องของเขา ร่างบอบบางนิ่งไปเหมือนกำลังไตร่ตรอง ความมืดทำให้ทั้งสองคนสบตากันโดยไม่รู้ตัว
สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่อาจปฏิเสธ
"ได้ค่ะ ด...เดียร์จะไม่เรียกรถพยาบาลจนกว่าจะเช้า แต่คุณจะนอนตรงนี้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคุณได้ตายแน่ๆ..."
"..."
ร่างกำยำผงกหัวขึ้นเล็กน้อยคล้ายพยายามจะลุกขึ้น แต่แค่นิดเดียวก็หมดแรง เขาชาไปทั้งตัวจนเคลื่อนไหวได้ยาก ตอนนี้แม้แต่ริมฝีปากยังไม่ทำตามคำสั่งด้วยซ้ำ
"คุณ! คุณคะ!!"
นาเดียร์ที่เห็นทุกอากัปกิริยานั้นหวีดเสียงร้องด้วยความตกใจ
ทำยังไงดี!?
เรียกรถพยาบาลก็ไม่ได้ แต่อาการสาหัสแบบนี้มัน...
ตึก ตึก ตึก
นาเดียร์วิ่งกลับไปที่บ้านเพื่อปลุกน้องสาวอย่างพริมโรส ตอนนี้เธอต้องการความช่วยเหลือเพราะไม่สามารถเคลื่อนย้ายเขาเพียงลำพังได้ อากาศเย็นมากแล้วในตอนดึก เขาอาจจะหนาวตายก่อนจะได้เห็นตะวันขึ้นในเช้าวันใหม่
หัวใจดวงน้อยกระตุกไหวเมื่อคิดได้ว่ามัจจุราชกำลังล้อมรอบเขาไว้
ตอนนี้เธอเห็นแต่ลางมรณะของเขา หลากหลายสาเหตุที่จะทำให้เขาไม่อาจลืมตาได้อีก
"เดียร์! ตัว...ตัวเป็นบ้าไปแล้วจริงๆใช่ไหม? ผู้ชายคนนี้เป็นใครเราก็ไม่รู้ แล้วเราจะไปช่วยเขาทำไมกัน เกิดพวกไล่เขามาตามไล่ฆ่าเราแทนล่ะเดียร์!"
"ขอร้องล่ะ ช่วยเขาหน่อยนะ ไม่สิ ช่วยเดียร์หน่อย เราต้องพาเขาเข้าบ้าน"
"ตัว..."
"นะพริมโรส"
นาเดียร์ได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างเอือมระอาของพริมโพส สองสาวต้องใช้แรงอันน้อยนิดในการพาคนแปลกหน้าเข้าไปในบ้าน อากาศอบอุ่นเพราะฮีทเตอร์นั้นค่อนข้างไปทางร้อนด้วยซ้ำ นาเดียร์เป็นคนเปิดเอาไว้เพราะคิดว่าการซ้อมไวโอลินกลางดึกจะทำให้เธอหนาวกว่าคนทั่วไป
"ตัว...ตัวแน่ใจนะว่าเขายังมีชีวิตอยู่”
ร่างบางของพริมโรสขยับมาชิดกับนาเดียร์ เมื่อเห็นภาพของผู้บาดเจ็บชัดๆว่าตอนนี้น่าหวาดกลัวขนาดไหน แขนที่ถูกพันไว้ด้วยชายเสื้อที่ถูกฉีกนั้นแดงฉานไปด้วยสีของเลือด
"ดูเขาให้หน่อยนะ เดียร์จะไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้เขา"
"ไม่เอา!"พริมโรสส่ายหน้าหวือ ปฏิเสธเสียงแข็ง
"แปปเดียวนะ เดี๋ยวกลับมาแล้ว"
คล้อยหลังนาเดียร์ได้เพียงครู่เดียว เปลือกตาของชายหนุ่มก็ขยับอย่างอ่อนแรง ความอบอุ่นของอากาศทำให้เขาได้สติเพียงชั่วครู่ เขาขยับริมฝีปากอย่างเชื่องช้าเมื่อเห็นว่ามีใครคนหนึ่งอยู่ใกล้ๆ
"ชื่อ...เธอชื่ออะไร?"
"พริม"
"..."
"พริมโรส"
.
.
.