บทนำ
เอลเลียต เทย์เลอร์กำลังนั่งอยู่ในห้องสอบปากคำที่มีประตูทางออกเพียงบานเดียว เก้าอี้ที่เขานั่งอยู่หันหน้าเข้ากระจกใสที่มองไม่เห็นอีกด้าน แต่เขารู้ดีว่าคนอีกฝั่งสามารถมองเห็นเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่มีหน้าต่างสำหรับระบายอากาศ ไม่มีอะไรที่อาจจะพอเป็นทางออกในห้องปิดทึบแห่งนี้ แต่อย่างกับว่าถ้ามีหน้าต่างแล้วเขาอยากจะเสี่ยงตายด้วยการกระโดดลงไปจากชั้น 7 ของอาคารนี้งั้นแหละ
ว่าแต่… แล้วคนพวกนี้จะปล่อยให้เขารอไปอีกนานแค่ไหนเนี่ย ไม่ใช่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องทำงานกันอย่างรวดเร็วฉับไวหรอกเหรอ นี่ปล่อยให้เขานั่งรอในห้องนี้มากว่ายี่สิบนาทีแล้วนะ
เอลเลียตก้มลงมองมือที่ประสานกันบนโต๊ะอย่างคนไม่มีอะไรทำ เหงื่อที่ชื้นขึ้นมาตอกย้ำให้รู้ว่าเจ้าของร่างกำลังเกร็งและตื่นกลัว แม้เจ้าตัวจะพยายามทำสีหน้าราบเรียบเหมือนไม่มีอะไร แต่ในใจเขากลับร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกเชิญตัวมาที่โรงพัก
แต่… มันคงไม่มีอะไรหรอกน่า คนพวกนี้แค่อาจจะสงสัยเขา แต่ยังไงก็ไม่มีทางหาหลักฐานอะไรมามัดตัวเขาได้อยู่แล้ว
ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อน นัยน์ตาสีฟ้าที่พยายามปกปิดความหวาดหวั่นในใจเอาไว้เริ่มขยับหัวแม่มือทั้งสองข้างหมุนวนไปมาโดยไม่ให้มันสัมผัสกัน
อันที่จริงแล้ว นี่ก็แค่กลยุทธ์ขั้นพื้นฐานที่พวกตำรวจใช้กัน ปล่อยให้เหยื่อจมอยู่กับความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง แล้วจิตใจก็จะอ่อนล้าไปเอง พอถึงเวลาที่จะเค้นความจริงก็จะป้องกันตัวได้ไม่เต็มที่นัก คนที่ขึ้นโรงขึ้นศาลบ่อยๆ จะชินกับวิธีการนี้อยู่แล้ว
แต่สำหรับเอลเลียต ถึงแม้ว่าเขาจะเคยเตรียมตัวเตรียมใจกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อนแล้วตั้งแต่ลงมือก่อเหตุปล้นธนาคารครั้งแรกเมื่อห้าเดือนก่อน แต่พอได้มาอยู่ในห้องนี้จริงๆ เขาก็อดใจสั่นขึ้นมาไม่ได้
ในที่สุดการรอคอยที่แสนจะทรมานก็ยุติลง เมื่อชายหนุ่มร่างสูงเจ้าเปิดประตูเข้ามาโดยไม่ให้สุ้มให้เสียงใดๆ เอลเลียตเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายทันทีและได้เห็นสีหน้าเคร่งขรึมของอีกฝ่ายเป็นอย่างแรก
ประเมินจากสายตาแล้วหมอนี่ต้องสูงถึงกว่าหกฟุตสองนิ้วแน่ๆ เรียกได้ว่าสูงจนน่าอิจฉาเลยก็ว่าได้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจกว่านั้นก็คือใบหน้าคมสันที่ดูหล่อเกินความจำเป็นสำหรับคนทำอาชีพสายนี้นี่สิ เส้นผมสีดำสนิทกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มอ่านยากที่เหมือนจะดูดกลืนทุกอย่างเข้าไปได้นั่น คือบอกได้เลยว่าหน้าตาแบบนี้ไปเป็นซูเปอร์สตาร์ค้ำฟ้าเถอะ อย่ามาทำอาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แบบนี้เลย เสียของจริงๆ
“สวัสดีครับ คุณเทย์เลอร์” น้ำเสียงราบเรียบ สุภาพแต่ห่างเหินดังขึ้นพร้อมกับเจ้าของที่หย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม วางแฟ้มคดีบางๆ ลงบนโต๊ะ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมามองตาเขาตรงๆ “ขอโทษที่ปล่อยให้คุณรอนาน”
“ผมไม่ยักรู้นะว่าตำรวจนี่เขาคัดหน้าตาคนเข้ามาทำงานด้วย” พอเห็นคนหน้าตาดีเข้าหน่อยความตื่นกลัวในใจก็ลดลงไปเกือบครึ่งแน่ะ แม้ว่าเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนี่จะเย็นชาอย่างน่าขนลุกก็เถอะ “ทำไมคุณไม่ลองไปออดิชั่นหนังสักเรื่องล่ะ หรือนายแบบก็ได้ น่าจะได้เงินดีกว่านี้นะ หน้าตาแบบคุณ ไม่น่ามาเป็นตำรวจเลย เสียดายของ ”
“ผมชื่อคีล วิลล์” อีกฝ่ายแนะนำตัวราวกับไม่ได้ยินคำพูดกวนประสาทจากผู้ต้องหาตรงหน้า “ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“ผมเรียกคุณว่าคีลได้ไหม”
“แน่นอน เอาล่ะคุณเทย์เลอร์ ผมคิดว่าคุณคงได้รับทราบข้อกล่าวหาของตัวเองมาบ้างแล้ว เรื่องที่คุณวางแผน ทำการปล้นชิงทรัพย์ธนาคารมาทั้งหมดสามครั้ง ครั้งหนึ่งที่นิวเจอร์ซีย์ อีกครั้งที่แมนฮัตตัน แล้วก็ครั้งล่าสุดที่บรู๊คลิน”
“บ้าไปใหญ่แล้ว” เขาพยายามทำเสียงให้เหมือนหัวเสียเล็กน้อย แต่ดูเหมือนหางเสียงจะสั่นไปนิด “ผมจะไปทำแบบนั้นได้ยังไง ก็ในเมื่อวันเวลาที่เกิดเหตุ ผมยังนั่งทำงานในออฟฟิศหรือไม่ก็พาลูกค้าไปชมบ้านตัวอย่างอยู่เลย ไม่มีเวลาไปทำเรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอก พวกคุณจับผิดคนแล้ว”
“ผมมีพยานเป็นเพื่อนร่วมงานของคุณ แล้วก็หลักฐานอีกสองสามชิ้นที่บอกว่าคุณไม่ได้อยู่ในที่ทำงานวันนั้นจริงๆ อย่างที่คุณอ้าง” คีลพูดพลางวางรูปถ่ายเอกสารจำนวนหนึ่งซึ่งบ่งชี้คำพูดของเขาได้
เอลเลียตรู้สึกว่าหน้าซีดลง ก่อนจะพูดเชิดหน้าขึ้นมาใหม่ ยกแขนขึ้นกอดอกแล้วจ้องตาคู่สนทนาตรงๆ
“ก็ได้ ผมยอมรับ ผมกับเพื่อนๆ สลับวันหยุดกันแบบนี้บ้างเป็นครั้งคราว แต่แล้วยังไงล่ะ บางครั้งเราก็อยากมีเวลาส่วนตัวของตัวเองแบบที่ไม่ให้เจ้านายรู้บ้าง มันอาจจะผิดกฎบริษัท แต่ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไรสักหน่อย”
คีลเลิกคิ้วขึ้น ถามกลับด้วยน้ำเสียงประหลาดใจอย่างเสแสร้ง
“แปลว่ามันแค่เรื่องบังเอิญสินะครับ ที่คุณจะอยากไปทำเรื่องส่วนตัวในวันที่เกิดการปล้นธนาคารขึ้นถึงสามครั้ง"
เอลเลียตผายมือออกไปข้างตัว “เรื่องบังเอิญเกิดขึ้นได้เสมอ คุณไม่คิดงั้นเหรอ”
สายสืบหนุ่มไม่พูดอะไร เขาหยิบซองกระดาษที่ด้านหน้ามีสีสันหลากหลายและมีรูปเครื่องบินปรากฏอยู่ เขาหยิบตั๋วเครื่องบินที่อยู่ในซองนั้นออกมา
“คุณมีแผนบินเนเธอร์แลนด์ วันอาทิตย์หน้า?”
เอลเลียตถอนหายใจเอื่อยๆ “คนเราก็ต้องอยากมีเวลาพักผ่อนบ้าง”
“ดูเหมือนจะเป็นตั๋วเที่ยวเดียวนะ”
“ผมแค่ยังไม่แน่ใจว่าจะกลับวันไหนเท่านั้นเอง”
คีลวางมือลงบนโต๊ะ จ้องตาอีกฝ่ายนิ่งอย่างคุกคาม เขาสัมผัสได้ถึงความตื่นกลัวของชายหนุ่มตรงหน้า และรู้ดีว่าตัวเองต้อนมาถูกทางแล้ว
“คุณรู้จักเว็บที่ให้บริการอีเมลของ merrykings ไหม”
“อะไรนะ” เขาพยายามทำเสียงให้ดูสับสนที่สุด แต่อะไรบางอย่างก็บอกว่าไม่เนียน “ไม่ ผมไม่เคยได้ยิน”
“ไม่หรอก คุณมีอีเมลแอคเค้าท์ของบริษัทนี้”
เอลเลียตปิดเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ว่าแล้วเชียวว่าเขาควรจะยืนยันหนักแน่นเรื่องการใช้โทรศัพท์แบบใช้แล้วทิ้งแทนที่จะเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์นี่ แต่คนในทีมเขาไม่เคยฟังเลย
“ใช่ บางทีผมคงมี ไม่รู้สิ ผมสมัครอีเมลไว้หลายที่น่ะ”
“เราติดต่อไปที่ทางบริษัทนี้แล้ว เขามีบันทึกทุกอย่างที่คุณติดต่อกับอดัมส์ โคล์ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของธนาคารล่าสุดที่โดนคุณปล้น”
“ผมไม่ได้--”
“นั่นคือวิธีการของคุณสินะ วางแผน ฟอร์มทีม หาคนวงใน ถึงรายละเอียดทั้งหมดจะไม่อยู่ในอีเมลพวกนั้น แต่มันคงเพียงพอที่จะใช้เป็นหลักฐานในการโยนตัวคุณขึ้นไปบนศาล”
“คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมไม่รู้เรื่อง” สีหน้าของเอลเลียตซีดเป็นกระดาษอย่างน่าสงสารไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคีลอาจจะรู้สึกเห็นใจชายหนุ่มสักหน่อยก็ได้ ยิ่งอีกฝ่ายมีใบหน้าแบบที่เขาชอบ เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนนุ่มยาวระต้นคอที่เข้ากับใบหน้าได้รูป นัยน์ตาสีฟ้าใสที่ดูไม่มีพิษภัยที่ขัดกับตัวตนที่แท้จริงของเจ้าของนั่นก็ด้วย แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้คีลรู้สึกสะใจกับชัยชนะที่อยู่เบื้องหน้ามากเกินไป ความเห็นใจอะไรที่ว่านั่นไม่มีเลยแม้แต่น้อย
“คุณอยากให้ผมปริ้นท์อีเมลที่คุณคุยกับโคล์มาให้ดูด้วยไหม”
เอลเลียตกำมือแน่นขึ้น จ้องหน้าคีลอย่างคับแค้นใจ พูดอะไรไม่ออก รู้สึกจุกในช่องท้องไปหมดตอนที่เห็นมุมปากของคนที่ทำหน้าขรึมมาทั้งงานยกขึ้นนิดๆ อย่างสะใจ
รอยยิ้มทำให้ใบหน้าของสายสืบหนุ่มดูดีขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องนั้นเขาไม่เถียงแน่ แต่เอลเลียตไม่มีเวลามาชื่นชมเพราะรอยยิ้มเยาะนั่นมันมีความหมายเพียงอย่างเดียวในสถานการณ์นี้
รอยยิ้มแห่งชัยชนะ… และคนแพ้ก็คือเขา
“ผมต้องการทนาย” เอลเลียตเค้นเสียงของตัวเองออกมาได้ในที่สุด
“คุณแน่ใจนะ?” คีลเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ถ้าคุณยอมเจรจายอมความตอนนี้กับผม เราอาจจะหาข้อเสนอดีๆ มาให้คุณได้ก็ได้”
เขาอยากจะได้… อยากจะได้ข้อเสนอที่ว่านั่นใจจะขาด แต่ถ้าทำแบบนั้น นั่นก็เท่ากับตัวเองยอมรับไปแล้วเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ว่ามีความผิดในคดีที่อีกฝ่ายว่ามาจริง
เก้าสิบเปอร์เซ็นต์งั้นเหรอ… ไม่เอาดีกว่า เขายอมที่จะเสี่ยง
“ผมต้องการทนาย ผมไม่มีอะไรจะพูดกับคุณแล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของคีลกว้างมากขึ้น และมันทำให้เขารู้สึกระหว่างหวาดกลัวกับอยากจะจับอีกฝ่ายกดลงบนโต๊ะแล้วจูบปากสวยๆ นั่นให้รู้แล้วรู้รอด
“งั้นคุณก็จะได้อย่างที่ต้องการ น่าเสียดายนะ ผมนึกว่าอายออฟไอเดนจะฉลาดกว่านี้เสียอีก”
เอลเลียตตัวชา อายออฟไอเดนที่ว่านั่นเป็นฉายาในวงการของเขา นี่หมอนี่ขุดเรื่องของเขาได้ลึกถึงขนาดไหนกันแน่ อ้อ ใช่ แต่เขาก็ใช้ฉายานั่นในเมลนั่นนี่หว่า ฉิบหายเอ๊ย ต่อให้เป็นบริษัทดูแลเครือข่ายที่ซิเคียวริตีดีแค่ไหน แต่ถ้ามีตำรวจมาเอี่ยวก็จบกันสินะ
“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดถึงอะไร” และอาจเพราะเริ่มตั้งตัวได้ คราวนี้ชายหนุ่มผมน้ำตาลถึงได้รักษาท่าทีสงบของตัวเองได้ดีกว่าที่ผ่านมา แต่นั่นกลับไม่ช่วยอะไรนอกจากทำให้คีลคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจมากกว่าเดิมขณะที่ลุกออกจากเก้าอี้ของตัวเองแล้วตรงไปที่ประตู
“งั้นเราคงได้เจอกันในศาล” คีลว่า
“มันอาจจะไม่ไปถึงขั้นนั้นก็ได้ เฮ้ เดี๋ยวก่อนสิ คุณรู้อะไรไหม คุณสายสืบ”
คนผมดำหันกลับมามองหน้าเอลเลียตพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเป็นเชิงถาม
“ถ้าเราเจอกันข้างนอก… ไม่ต้องไกลมากก็ได้ เอาแค่หน้าตึกนี่ ผมว่าผมคงชวนคุณไปหาอะไรทานด้วยกันแล้ว”
คีลนิ่งไปนิดหนึ่งกับคำพูดที่เหมือนพยายามจะจีบเขาของอีกฝ่าย และนั่นทำให้เอลเลียตที่ตกเป็นรองมาตลอดชักได้ใจ อย่างน้อยก็เขาให้เขารู้สึกว่าได้อยู่เหนือไอ้หมอนี่สักหน่อยเถอะ ถึงจะเป็นเรื่องแบบนี้ก็ยังดี
“งั้นก็น่าเสียนะครับ” คนผมดำพูดขึ้นในที่สุด “เพราะผมคงไม่ไปกินข้าวกับใครในคุกแน่ ไว้ชวนคนอื่นเถอะ”
“!?” ว้าก! ไอ้บ้านี่มันเอาเรื่องที่น่ากลัวที่สุดมาล้อเล่นกับเขา ใครจะเข้าไปอยู่ในคุกฟะ!?
“อ้อ แล้วก็อีกอย่าง ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คุณเทย์เลอร์” เมื่อเห็นว่าเอลเลียตกล้าหยอดเขาขนาดนี้ คนที่ไม่ยอมใครอย่างคีลคงปล่อยไว้ไม่ได้ “เรามีเรือนจำแบบพิเศษสำหรับเพศที่สามด้วยนะ เพราะงั้นไม่ต้องกังวลเกินเหตุไปนะครับ”
“คุณ!” เอลเลียตทุบโต๊ะพร้อมกับลุกขึ้นพรวด ใบหน้าขาวแดงขึ้นเพราะอารมณ์รุนแรงด้านใน และมันยิ่งแย่เข้าไปอีกตอนที่ใบหน้าแบบที่เขาชอบนั่นหันกลับมายิ้มนิดๆ ให้ จากนั้นก็กลับไปเคร่งขรึมตามเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่รู้เลยว่าจะเลือกชอบหรือเกลียดไอ้หน้าหล่อนี่ดี!